โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“สัมมากร” ปรับใหญ่ในรอบ 52 ปี ปั้น 7 แบรนด์ใหม่บุกตลาดบ้านหรู 9 ทำเล

MATICHON ONLINE

อัพเดต 07 ก.ค. 2565 เวลา 10.23 น. • เผยแพร่ 07 ก.ค. 2565 เวลา 10.23 น.

“สัมมากร” ปรับใหญ่ในรอบ 52 ปี ปั้น 7 แบรนด์ใหม่บุกตลาดบ้านหรู 9 ทำเล

วันที่ 7 กรกฎาคม นายณพน เจนธรรมนุกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) หรือ SAMCO กล่าวว่า ในปี 2565 เป็นอีกปีที่บริษัทลงทุนครั้งใหญ่ในรอบ 52 ปี โดยออก 7 แบรนด์ใหม่ จำนวน 9 โครงการ รวมเนื้อที่ 210 ไร่ มูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท เป็นบ้านเดี่ยวระดับบน มี 4 เซกเมนต์ ได้แก่ 1.กลุ่มซุปเปอร์ลักชัวรี่ มูลค่า 505 ล้านบาท ระดับราคา 60 ล้านบาทขึ้นไป มี 2 โครงการ แบรนด์ One Gate เอกมัย-รามอินทรา จำนวน 3 หลัง เริ่มต้น 95-135 ล้านบาท และทู เอกมัย อยู่เอกมัยซอย 10 ราคา 85 ล้านบาท

2.กลุ่มลักชัวรี่ มูลค่า 2,210 ล้านบาท ระดับราคา 30-60 ล้านบาท มีแบรนด์ พาร์ค เฮอริเทจ จำนวน 35 หลัง เริ่มต้น 49 ล้านบาท และProvidence Lane ราคา 39 ล้านบาท 3.กลุ่มไฮ-เอนด์ มูลค่า 2,900 ล้านบาท ระดับราคา 10-30 ล้านบาท มีแบรนด์Barn Yard เริ่มต้น 15.9 ล้านบาทเป็นบ้านพักตากอากาศอยู่เขาใหญ่ เป็นโครงการแรกที่บริษัทลงทุนในต่างจังหวัด จะเปิดไตรมาสที่4 อีกแบรนด์อยู่ที่ถนนกรุงเทพกรีฑา ราคาเริ่มต้น 30 ล้านบาท จำนวน 64 ยูนิต 4.กลุ่มUpscle มูลค่า 4,440 ล้านบาท ระดับราคา 4-10 ล้านบาท มีแบรนด์Anapana อยู่ถนนลาดกระบัง เปิดตัวไตรมาส3 เริ่มต้น 7 ล้านบาท และแบรนด์Mitti มี 3 โครงการ 3 ทำเลที่ชัยพฤกษ์-วงแหวน ราชพฤกษ์346 และรังสิตคลอง6 เริ่มต้น 5.99 ล้านบาท

“ทั้ง 7 แบรนด์ใหม่เป็นแบรนด์ที่แตกมาจากสัมมากรที่ต่อไปเราจะไม่มีให้เห็นแล้ว และคาดว่าจากโครงการใหม่ที่เปิดขาย ทำให้ในปีนี้มียอดขายอยู่ที่ 3,500 ล้านบาท และรายได้ 2,500 ล้านบาท ซึ่ง 6 เดือนมียอดขายแล้ว1,500 ล้านบาท เติบโต 50%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีลูกค้าต่างชาติสนใจเข้ามาซื้อโครงการของเราด้วย”นายณพนกล่าว

นายณพนกล่าวว่า นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนจะนำที่ดินด้านหน้าหมู่บ้านสัมมากร ถนนรามคำแหงปัจจุบันเป็นพื้นที่ให้เช่าเชิงพาณิชย์พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมรองรับรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรีจะเปิดบริการ ซึ่งมีสถานีที่หน้าโครงการพอดี รวมถึงลงทุนโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ในย่านอื่นๆ เพื่อต่อยอดธุรกิจ

“ปีนี้ยังมีปัจจัยที่น่าห่วงสำหรับธุรกิจอสังหา คือ ค่าแรง ราคาวัสดุที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มจะปรับขึ้น ส่งผลทำให้ต้นทุนก่อสร้างและราคาบ้านปรับขึ้น”นายณพนกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...