โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แผ่นดินไหวเมียนมา กับโอกาสเกิดสันติภาพ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 12 เม.ย. 2568 เวลา 03.12 น. • เผยแพร่ 12 เม.ย. 2568 เวลา 03.12 น.
Damaged Maha Aungmye Bonzan Monastery, commonly known as the Me Nu Brick Monastery, is seen in the aftermath of Friday's earthquake in Innwa, Tada-U township, Mandalay, Myanmar, Friday, April 4, 2025. (AP Photo)

บทความต่างประเทศ

แผ่นดินไหวเมียนมา

กับโอกาสเกิดสันติภาพ

เมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา เมียนมาเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 8.2 แมกนิจูด ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประเทศที่กำลังประสบกับความขัดแย้งทางการเมืองและการต่อสู้ที่ยืดเยื้อมานานหลายปี ระหว่างฝ่ายรัฐบาลทหารของเมียนมากับบรรดากลุ่มต่อต้าน

การเกิดแผ่นดินไหวในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทำให้บ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศได้รับความเสียหาย แต่ยังได้จุดชนวนทำให้เกิดการหยุดยิงชั่วคราวจากฝ่ายที่ขัดแย้งซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากในช่วงเวลาที่ความรุนแรงระหว่างกองทัพเมียนมาและกลุ่มต่อต้านการปกครองของทหารยังคงดำเนินอยู่

โดยหลังจากแผ่นดินไหวรุนแรงครั้งนี้ ฝ่ายต่อต้านการปกครองของทหารในเมียนมาได้ประกาศหยุดยิงในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ เพื่อลดความรุนแรงและเปิดโอกาสให้มีการบรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบภัย

ขณะที่กองทัพเมียนมาก็ได้ประกาศหยุดยิงเช่นกัน เพื่อลงมือในการช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่และดำเนินการให้การช่วยเหลือได้ทันเวลา

แม้ว่าจะมีการหยุดยิงชั่วคราว แต่กระนั้นก็ตาม ก็ยังมีรายงานการปะทะเกิดขึ้นในบางพื้นที่ในช่วงต่อมา

การประกาศหยุดยิงในครั้งนี้จากทั้งสองฝ่าย ทั้งกองทัพเมียนมาและกลุ่มต่อต้าน ถือเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังจากการปฏิวัติรัฐประหารในปี 2021 ที่ทำให้เกิดสงครามกลางเมืองในประเทศ เมียนมามีความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างรัฐบาลทหารและกลุ่มต่อต้านที่ต้องการฟื้นฟูประชาธิปไตย รวมถึงกลุ่มกองกำลังชนกลุ่มน้อยที่มีประวัติการต่อสู้เพื่ออิสรภาพมายาวนาน

การประกาศหยุดยิงในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การหยุดยิงชั่วคราวเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายสามารถทบทวนความขัดแย้งและอาจเปิดทางสู่การเจรจาสันติภาพในอนาคต

นักวิจัยจากสถาบันกลยุทธ์และนโยบาย เมียนมา กล่าวไว้ว่า ภัยพิบัติในครั้งนี้อาจเป็น “ตัวเร่ง” ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายที่ขัดแย้ง ลดความรุนแรง และเป็นการสร้างรากฐานเพื่อการสร้างสันติภาพในระยะยาว

ขณะที่กลุ่มรัฐบาลแห่งชาติที่มีการตั้งขึ้นในเงามืด หรือ NUG (National Unity Government) ซึ่งรวมถึงกลุ่มต่อต้านการปกครองของทหาร ได้ประกาศหยุดยิงในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว โดยให้คำมั่นว่าจะหยุดการโจมตีในช่วง 2 สัปดาห์ เพื่อเปิดโอกาสให้การบรรเทาทุกข์ดำเนินการได้สะดวกขึ้น ขณะที่กลุ่มพันธมิตรสามพี่น้อง ซึ่งประกอบด้วยกองกำลังชนกลุ่มน้อยที่มีอำนาจในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันตกของเมียนมา ก็ได้ประกาศหยุดยิงเป็นระยะเวลา 1 เดือน

ขณะเดียวกัน กองทัพเมียนมาก็ได้ประกาศหยุดยิงเช่นกัน โดยมีกำหนดเวลาในการหยุดยิงจนถึงวันที่ 22 เมษายน โดยให้เหตุผลว่าต้องการดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากแผ่นดินไหว

แม้ว่าจะมีการหยุดยิงชั่วคราว แต่ทหารและกลุ่มต่อต้านทั้งสองฝ่ายยังคงยืนยันสิทธิในการป้องกันตัวเอง ซึ่งหมายความว่าหากเกิดการโจมตีจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การต่อสู้ก็อาจกลับมารุนแรงได้ในอนาคต

แม้ว่าการประกาศหยุดยิงครั้งนี้จะมีความสำคัญในเชิงสัญลักษณ์ แต่ความเป็นไปได้ในการบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืนในเมียนมายังคงมีความท้าทายอยู่มาก

รายงานของสถาบันกลยุทธ์และนโยบาย เมียนมา ชี้ว่า ผลลัพธ์จากแผ่นดินไหว อาจจะรวมไปถึงการที่สงครามกลางเมืองยังคงดำเนินต่อไป และความวุ่นวายในสังคมก็จะยังคงเพิ่มมากขึ้น

ขณะเดียวกัน “การลดความรุนแรงในเชิงยุทธศาสตร์” ที่ช่วยให้การจัดส่งความช่วยเหลือมนุษยธรรมสามารถดำเนินไปได้ แต่ก็ยังไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่า การหยุดยิงชั่วคราวจะนำไปสู่การเจรจาสันติภาพที่ยั่งยืนในระยะยาว

โดยรายงานระบุว่า การระดับความรุนแรงในเชิงยุทธศาสตร์นี้ จะต้องมีการหยุดยิงควบคู่ไปกับมาตรการสร้างความเชื่อมั่น ที่จะมุ่งเป้าไปที่การแก้ไขปัญหาทางการเมืองในระยะยาว รวมถึงการสร้างเขตปลอดภัย การจัดตั้งเส้นทางด้านมนุษยธรรม สำหรับส่งมอบความช่วยเหลือ การอำนวยความสะดวกในการจัดการความช่วยเหลือร่วมกันโดยกลุ่มต่อต้าน

สรุปได้ว่า โอกาสที่จะเกิดสันติภาพขึ้น หลังจากเหตุแผ่นดินไหวนั้น “มีน้อยมาก”

อย่างเมื่อตอนที่เกิดเหตุไซโคลนนากิสถล่มเมียนมา ปี 2008 ที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 130,000 ราย และพายุไซโคลนโมคา เมื่อปี 2023 หลังเหตุภัยธรรมชาติทั้งสอง กองทัพเมียนมาก็ยังเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมและปราบปรามมากขึ้น

อิลาน เคลแมน ศาสตราจารย์ด้านภัยพิบัติและสุขภาพ แห่งมหาวิทยาลัยคอลเลจ ลอนดอน ให้สัมภาษณ์กับเอพีไว้ว่า “จนถึงตอนนี้ การทูตเพื่อรับมือกับภัยพิบัติยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก ทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศ”

อย่างประเทศฟิลิปปินส์ที่มักเจอกับภัยพิบัติมากมาย บางครั้งก็นำไปสู่การหยุดยิงชั่วคราว แต่ก็ไม่ได้นำไปสู่การคลี่คลายความขัดแย้งภายในประเทศ

“ข้อตกลงสันติภาพที่ยั่งยืนหลายฉบับเกิดขึ้นจากแรงกดดันหรือการไกล่เกลี่ยระหว่างประเทศ มากกว่าจะเกิดจากภัยพิบัติหรือการทำงานเพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติ” เคลแมนกล่าว

และว่า “บทเรียนจากการทูตเพื่อรับมือกับภัยพิบัติในตอนนี้ก็คือ รัฐบาลหลายแห่งไม่ได้ให้ความสำคัญกับสันติภาพหรือความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน”

ดังนั้น การหยุดยิงที่เกิดขึ้นหลังจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเมียนมา อาจเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสันติภาพที่สามารถช่วยลดความรุนแรงและเปิดโอกาสให้มีการสร้างการช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ยังต้องติดตามดูว่าการหยุดยิงในครั้งนี้จะสามารถสร้างรากฐานสำหรับการเจรจาสันติภาพที่ยั่งยืนในอนาคตได้หรือไม่

เครดิตภาพ “เอพี”

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แผ่นดินไหวเมียนมา กับโอกาสเกิดสันติภาพ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...