โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เปิดข้อเสนอ “ประเทศในเอเชีย” เจรจาสหรัฐฯ ยื่นดีล “LNG-อาวุธ-รถยนต์-เกษตร” แลกเลื่อนภาษี

การเงินธนาคาร

อัพเดต 02 พ.ค. 2568 เวลา 13.01 น. • เผยแพร่ 02 พ.ค. 2568 เวลา 06.01 น.

"ประเทศในเอเชีย" เร่งใช้ไพ่ต่อรองหลากหลายรูปแบบเพื่อเจรจากับรัฐบาลทรัมป์ ส่วนไทยเสนอนำเข้าเนื้อวัวและถั่วเหลือง แต่ประเด็นรถยนต์และข้าวยังติดข้อจำกัดจากภายในประเทศ

วันที่ 2 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.24 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ประเทศในเอเชีย เตรียมใช้นำเข้าพลังงานจากสหรัฐ โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เป็นเครื่องต่อรองกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ เพื่อโน้มน้าวให้ลดภาษีนำเข้าที่สูงลิ่วลง แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการยอมอ่อนข้อในภาคส่วนอื่น เช่น รถยนต์และเกษตร อาจเป็นเรื่องที่ยากกว่ามาก

สก็อตต์ เบสเซนท์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ และหัวหน้าทีมเจรจาภาษีของทรัมป์ กล่าวเมื่อวันอังคาร ร้อมระบุชื่ออินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ว่า “คู่ค้าจากเอเชียให้ความร่วมมือมากที่สุดในการเจรจาข้อตกลง”

รัฐบาลสหรัฐประกาศเมื่อเดือนเมษายนว่าจะชะลอแผนขึ้นภาษีแบบตอบโต้เท่าเทียมเป็นเวลา 90 วัน ขณะที่หลายประเทศทั่วโลกกว่า 100 เขตเศรษฐกิจต่างเร่งเปิดการเจรจาเพื่อบรรเทาผลกระทบ โดยเฉพาะเอเชีย (ยกเว้นจีนที่ตอบโต้ไปแล้ว) ซึ่งได้เริ่มเจรจากับสหรัฐแล้ว ได้แก่ เวียดนาม ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ และอินเดีย โดยมีเป้าหมายตกลงกันให้ได้ก่อนเส้นตายวันที่ 9 กรกฎาคม 2568

เอเชียเสนอซื้อ LNG เป็นแต้มต่อ

หลายประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย และเวียดนาม เสนอเพิ่มการนำเข้า LNG จากสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุด และยังมีโครงการใหม่ ๆ รอเปิดดำเนินการอีกมากในอนาคต

อเล็กซ์ โฟรลีย์ นักวิเคราะห์ตลาด LNG จาก ICIS กล่าวว่า “ความต้องการ LNG ในเอเชียมีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะการใช้แทนเชื้อเพลิงที่ก่อมลพิษมากกว่า เช่น ถ่านหิน”

โดยฟิลิปปินส์และเวียดนามเพิ่งเริ่มนำเข้า LNG ในปี 2566 ขณะที่ไทยก็กำลังเพิ่มการนำเข้าเนื่องจากการผลิตก๊าซภายในประเทศลดลงและการส่งออกจากเมียนมาร์ชะลอตัว ส่วนอินโดนีเซียเสนอซื้อน้ำมันและก๊าซประเภทอื่นแทน

โครงการในอลาสกา มูลค่า 44,000 ล้านดอลลาร์ ก็ถูกหยิบยกขึ้นในการเจรจา โดยเบสเซนท์เผยว่า ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวันอาจมีบทบาทในการให้เงินลงทุน หากสำเร็จจะช่วยลดระยะเวลาเดินเรือมายังเอเชียได้มาก เพราะไม่ต้องผ่านคลองปานามาหรือเส้นทางอ้อมแอฟริกาเหมือน LNG จากอ่าวเม็กซิโก

อย่างไรก็ตามยังมีข้อกังวลเรื่องต้นทุนและความคุ้มค่าในระยะยาว ตัวอย่างเช่น JERA ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่สุดของญี่ปุ่น ระบุว่า จะพิจารณาโครงการนี้เป็นหนึ่งในแหล่งจัดหา หากเกิดขึ้นจริง แต่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต้องมาจากฝ่ายอื่น

รถยนต์ จุดขัดแย้งเดิมที่ยังแก้ยาก

ทรัมป์วิจารณ์ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้มานานเรื่องที่ไม่มีรถอเมริกันวิ่งบนถนน โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่มีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ กว่า 48,000 ล้านดอลลาร์ในหมวดรถยนต์เมื่อปี 2567

แม้ญี่ปุ่นจะพิจารณาผ่อนปรนกฎทดสอบความปลอดภัย และให้สิทธิพิเศษกับรถยนต์นำเข้าบางรุ่น แต่ผู้เชี่ยวชาญไม่มั่นใจว่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคได้ เพราะถนนในญี่ปุ่นแคบ และรถอเมริกันมักมีขนาดใหญ่

ทากาชิ อิมามูระ ประธานสถาบัน Marubeni และผู้เชี่ยวชาญด้านสหรัฐ กล่าวว่า “ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ผู้ผลิตรถญี่ปุ่นก็ย้ายฐานการผลิตไปสหรัฐฯ แล้ว ถือว่าช่วยภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐเอง …คำร้องเรียนของทรัมป์อาจเป็นเพียงกลยุทธ์เพื่อกดดันการเจรจาโดยรวม”

เกษตรกรรม ดันส่งออก ขัดใจเกษตรกรเอเชีย

ด้านรัฐบาลทรัมป์ต้องการให้ประเทศในเอเชียนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐมากขึ้น โดยเฉพาะข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง และเนื้อสัตว์ ซึ่งทรัมป์กล่าวหาญี่ปุ่นว่าเก็บภาษีนำเข้าข้าวถึง 700% ซึ่งญี่ปุ่นปฏิเสธ ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพิจารณาเปิดโควต้านำเข้าโดยไม่เก็บภาษี แต่ก็เผชิญแรงกดดันจากนักการเมืองและเกษตรกรที่ถือเป็นฐานเสียงสำคัญ

เคย์สุเกะ ซาโนะ จากสถาบันวิจัย Nomura (สิงคโปร์) กล่าวว่า “เอเชียพึ่งพาสหรัฐฯ อยู่แล้วในด้านการนำเข้าข้าวสาลี ข้าวโพด ถั่วเหลือง ฯลฯ และได้เปิดตลาดมากเท่าที่สามารถแล้ว”

แม้จะถูกวิจารณ์เรื่องภาษีข้าว แต่ญี่ปุ่นยังคงเป็นผู้นำเข้าข้าวจากสหรัฐมากเป็นอันดับ 2 และเกาหลีใต้อันดับ 4 โดยรวมแล้ว ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวันคิดเป็น 47% ของการส่งออกเนื้อวัวจากสหรัฐ

ขณะที่ไทยก็กำลังเจรจาขยายการนำเข้าเนื้อวัว ข้าวโพด และถั่วเหลืองจากสหรัฐ แต่ก็เจอแรงต้านจากเกษตรกรและกลุ่มสิ่งแวดล้อม

เคย์สุเกะ ซาโนะ กล่าวว่า “การปรับวัฒนธรรมการบริโภคในเอเชีย ซึ่งเน้นข้าวมากกว่าข้าวสาลี ต้องใช้เวลาและไม่ง่าย”

ต่อรองเรื่องอุตสาหกรรมต่อเรือ

ขณะที่เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศต่อเรืออันดับ 2 ของโลก กำลังใช้ภาคอุตสาหกรรมนี้เป็นแต้มต่อ เพราะทรัมป์ต้องการฟื้นอุตสาหกรรมต่อเรือในสหรัฐด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง

บริษัท Hyundai Heavy Industries ของเกาหลีใต้และ Huntington Ingalls ผู้ต่อเรือรบของสหรัฐ ได้ลงนาม MOU เพื่อเพิ่มความร่วมมือด้านการผลิตเรือพาณิชย์และเรือรบ

รัฐมนตรีกองทัพเรือสหรัฐก็เพิ่งพบกับรัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นเพื่อขอความร่วมมือในประเด็นนี้ โดยหวังให้บริษัทญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ลงทุนในอู่ต่อเรือในสหรัฐ

ต้นทุนด้านความมั่นคง ทรัมป์อยากให้พันธมิตรจ่ายมากขึ้น

ทรัมป์เคยระบุว่าข้อตกลงความมั่นคงสหรัฐฯ-ญี่ปุ่นไม่สมดุล และเรียกร้องให้ญี่ปุ่นเพิ่มค่าใช้จ่ายในการดูแลทหารสหรัฐที่ประจำการในญี่ปุ่น โดยเชื่อว่าอเมริกาถูกเอาเปรียบมานาน ขณะที่พันธมิตรร่ำรวยจากระบบนี้

แม้ทรัมป์จะแยกเรื่องทหารออกจากการเจรจาการค้า แต่ประเด็นนี้ยังถูกจับตา โดยเฉพาะจากไต้หวัน ซึ่งประธานาธิบดี Lai Ching-te ระบุในบทความว่า ไต้หวันจะจัดซื้ออาวุธเพิ่มเติมจากสหรัฐ เพื่อช่วยลดความไม่สมดุลทางการค้า

อ้างอิง : asia.nikkei.com

เปิดไทม์ไลน์ โดนัลด์ ทรัมป์ ป่วนโลก! สหรัฐ VS ประเทศคู่มิตร เดินเกมตอบโต้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...