เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น - บล.ฟินันเซียไซรัส มองแนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index จะแกว่ง Sideways to Sideways Up ในกรอบ 1,200-1,210 จุด ชะลอความร้อนแรงจากสัปดาห์ก่อนที่ฟื้นตัวค่อนข้างแรงจาก Sentiment บวกของการลดดอกเบี้ยของกนง. โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคืนนี้คือตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐฯเดือน เม.ย. ตลาดคาด +1.3 แสนตำแหน่ง ลดลงจากเดือนก่อนที่ 2.28 แสนตำแหน่ง ขณะที่อัตราว่างงานคาดทรงตัวที่ 4.2% โดยหากออกมาแย่กว่าคาดจะกดดันสินทรัพย์เสี่ยงจากความกังวลโอกาสเกิด Recession ของเศรษฐกิจสหรัฐฯจากผลของมาตรการภาษีการค้า
ส่วนปัจจัยในประเทศ Moody’s ปรับลด Outlook ของ 7 ธนาคารไทยลงเป็น Negative ตามหลังการปรับลด Outlook ของไทยลงในวันก่อนหน้า สะท้อนความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ขณะที่ประมาณการเศรษฐกิจใหม่ของธปท.เรามีมุมมองค่อนไปในเชิงลบ โดยกรณีแย่หากไทยถูกเก็บภาษีสูงกว่า 18% อาจทำให้ GDP โตต่ำกว่าประมาณการทางเลือกที่ 1.3% และ 1% ในปี 2025-26 นอกจากนี้ยังต้องติดตามการประกาศกำไรบจ. 1Q25 ว่าจะต่ำกว่าคาดและนำไปสู่การปรับลดประมาณการ EPS ของตลาดลงเพิ่มเติมจากปัจจุบันที่อยู่ราว 91 บาทมากน้อยเพียงใด เรายังคงเน้นลงทุนในกลุ่ม Consumer Staple ที่คาดว่าจะยังเคลื่อนไหวได้แข็งแรงกว่าตลาด ส่วนระยะสั้นเน้นเลือกลงทุนในหุ้นที่คาดกำไร 1Q25 แข็งแกร่งและมีแนวโน้มดีต่อใน 2Q25
กลยุทธ์ : ยังเน้น Selective Buy หุ้นที่มีแนวโน้มกำไร 1Q25-2025 แข็งแกร่งและกระทบจำกัดจากภาษีการค้าสหรัฐฯและเศรษฐกิจชะลอตัว
หุ้นเด่นเดือน พ.ค. : CPALL, MTC, NSL, OSP, PR9
FSSIA Portfolio : BA, BTG, CPALL, KBANK, MTC, NSL, PR9, STECON
หุ้นเด่นวันนี้ : BDMS
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 36.50 บาท
• คาดกำไรปกติ 1Q25 ที่ 4.4 พันลบ. +7% y-y แตะระดับสูงสุดใหม่ หนุนจากรายได้ผู้ป่วยต่างชาติที่แข็งแกร่ง +10% y-y นำโดยผู้ป่วยตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้น 15-20% y-y, ผู้ป่วยไทยเพิ่มขึ้น 4-5% y-y คาด EBITDA margin ยังอยู่ในระดับสูง 25%
• โมเมนต้มกำไรคาดจะดีต่อเนื่องใน 2Q25 จากช่วง Ramadan สิ้นสุดเร็วกว่าปีก่อน เรายังคงคาดกำไรปี 2025 ที่ 1.76 หมื่นลบ. +10% y-y ยังแข็งแกร่งท่ามกลางเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงชะลอตัวแรงจากภาษีการค้า
• แนวรับ 23.50-23.30 บาท แนวต้าน 24.50//25 บาท
ด้านบล.ดาโอ คาดดัชนีฯ มีแนวโน้มสูงขึ้นจากวันก่อน แต่ไม่แรงเพราะดัชนีฯ ขึ้นมาแรงในวันก่อน และตลาดหุ้นไทยจะหยุดยาว โดยคาดตลาดหุ้นไทยยังคงมีแนวโน้มถูกซื้อกลับ หลังสหรัฐฯ ทยอยผ่อนคลายมาตรการการค้า และผลสุดท้ายของภาษีอาจไม่ออกมารุนแรง แต่กรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีฯ จะถูกจำกัด (ใกล้เป้าหมาย 1200 จุดของเราแล้ว) อีกทั้งตลาดหุ้นไทย จะปิดซื้อขายในวันจันทร์หน้า ….. แม้ กนง.จะประเมิน GDP ไทยปีนี้ในกรณีที่เป็น Higher Tariffs ไว้ที่ 1.3% ก็ตาม ตลาดสะท้อนปัจจัยลบเหล่านี้ไปค่อนข้างมาก เรายังมองว่า ดัชนีฯ หรือราคาหุ้นขนาดใหญ่ มีโอกาสดันหรือประคองดัชนีฯไว้ได้
• การเจรจาการค้าสหรัฐฯกับประเทศต่าง ถูกมองในมุมที่เป็นบวกมากขึ้น จากข่าวที่ออกมาทั้งจาก จีน และสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการสหรัฐฯ ต่างประสานเสียงว่าตัวเองถูกกระทบจากมาตรการภาษีครั้งนี้ …. เรามองว่า เป็นข่าวดีของตลาดโลก โดยเฉพาะของตลาดเอเซีย
• ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังเล่นข่าวว่า Fed อาจมีการปรับลดดอกเบี้ย …. รัฐมนตรีคลัง Scott Bessent กล่าวว่า ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ ควรลดอัตราดอกเบี้ย
• ดัชนี PMI ภาคการผลิตอย่างเป็นทางการของจีนเดือนเมษายนลดลงสู่ระดับ 49 ซึ่งเป็นการหดตัวที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2023 บ่งชี้ถึงความเสียหายในช่วงต้นจากภาษีของสหรัฐฯ แต่ตลาดสะท้อนข่าวดังกล่าวไปค่อนข้างมากแล้ว
• ลงทุนในไทย ไตรมาสแรกของปี ‘68 บริษัทต่างชาติและในประเทศยื่นขอส่งเสริมการลงทุนในโครงการใหม่รวมมูลค่า 431.2 พันล้านบาท (12.9 พันล้านดอลลาร์) ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ……………การลงทุนส่วนใหญ่นำโดยโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และการลงทุนในภาคดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นถึงห้าเท่า ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากต่างชาติในศูนย์ข้อมูล เป็นข่าวบวกของกลุ่มนิคมฯ (เราชอบ WHA)
• คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 2.00% เป็น 1.75% ต่อปี …. และประมาณการ GDP ของไทย ปีนี้ จากสงครามการค้า 2.0% (lower Tariffs) และ 1.3% (Higher Tariffs)…. เราประเมินว่า เป็นการลดดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาด แต่ตลาดรับรู้ข่าวนี้ไปแล้ว หุ้นธนาคารจึงไม่ได้ถูกเทขายออกมา
•ศาลฎีกาฯ รับไต่สวนเอง คดีทักษิณรักษาตัวชั้น 14 รพ.ตำรวจ นัดพร้อม 13 มิ.ย. 68 ….. ศาลรับไว้ดูเอง อาจทำให้การเคลื่อนไหวทางการเมือง (ปรับครม.) อาจล่าช้าตามไปด้วย
• บริษัทจดทะเบียนเริ่มทยอยประกาศรายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2568 นักลงทุนเริ่มเข้าเก็งกำไรในหุ้นรายตัว จะได้เห็น Preview กำไรของหุ้นต่างๆ คาดว่ากำไรไตรมาสนี้ ราว 2.05 แสนลบ. -23% YoY ; +17% QoQ ฟื้นจาก 4Q ที่ 1.74 แสนลบ. หุ้นกลุ่มน้ำมัน ปิโตรเคมี อสังหาฯ และท่องเที่ยว กำไรไม่สดใสนัก
• กกพ.เคาะค่าไฟฟ้างวด พ.ค.-ส.ค. ที่ 3.98 บาทต่อหน่วย ….. คาดว่ากลุ่มโรงไฟฟ้ามีการตอบรับเชิงลบไปแล้วตั้งแต่มีมติ ครม. โดยปัจจุบัน กลุ่มโรงไฟฟ้าตอบรับเชิงบวกต่อการลดดอกเบี้ย นโยบายของ กนง. เพราะทำให้ต้นทุนทางการเงินลดลง และการประเมินมูลค่าในเชิง Valuation จะสูงขึ้น เมื่อดอกเบี้ยตลาดลดลง
• Event วันนี้ : การจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐฯ(2)
Technical : BCH, KAMART
ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี SET Index ที่ 1,185-1,195 จุด แนวต้าน 1,205-1,215 จุด คาดดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อหนุนจาก กนง. ปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% รวมถึงความคาดหวังนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และการเปิดขายกองทุน Thai ESGX ดึงดูดเม็ดเงินเข้าสู่ตลาด แนะนำทยอยซื้อหุ้นที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง SAWAD, MTC, KTC, GULF และกลุ่มที่มี ESG rating สูง ADVANC, SCC ,BDMS
OR* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 14.80 บาท) บริษัทมีแผนกลยุทธ์เพื่อแย่งชิง market share กลับคืนมา ด้วยการเปิดสถานีบริการใหม่ 100 แห่ง เน้นพื้นที่มีศักยภาพ ปรับปรุงสถานีบริการเก่าและจัดแคมเปญการตลาดเพื่อดึงดูดลูกค้า โดยธุรกิจ Mobility คาดปริมาณขายเพิ่มขึ้นขณะที่อัตรากำไรต่อหน่วยฟื้นตัวจากแรงกดดันของรัฐลดลงหลังสถานะกองทุนน้ำมันดีขึ้น ส่วนธุรกิจ Lifestyle เพิ่มขึ้นตามยอดขายกาแฟและไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษจากการปิด Texas Chicken 442 ล้านบาท ทั้งนี้ในปี 68 ตั้งงบลงทุนที่ 1.89 หมื่นล้านบาท รองรับแผนกลยุทธ์ข้างต้นซึ่งรวม M&A และ innovation & new business อ้างอิงจาก consensus ตลาดคาดกำไรปี 68-69 ที่ 9.7 พันล้านบาท +27%YoY และ 1.09 หมื่นล้านบาท +12%YoY
KCG* (ซื้อ/ ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 11.34 บาท) แนวโน้มการดำเนินงาน 1Q68 แม้จะดูอ่อนตัว QoQ ตามฤดูกาล แต่ YoY มีโอกาสที่จะโตได้หนุนจากสินค้ากลุ่ม Food and Bakery Ingredient ด้าน KCG* เอง วางเป้ารายได้ปี68นี้ +6 ถึง 9%YoY ปัจจัยขับเคลื่อนหลักจะมาจากสินค้าใหม่ๆ การหาตัวแทนกระจายสินค้าเพิ่มเติม และการให้ความสำคัญกับช่องทางออนไลน์ ขณะที่ในส่วนของต้นทุนค่าใช้จ่ายคาดว่าจะได้ประโยชน์จาก Solar Roof รวมถึงการเปิดใช้งาน KCG Logistic Park ทั้งนี้ ตลาดคาดว่าในปี68 และ69 กำไรสุทธิของ KCG* จะอยู่ที่ระดับ 441 ลบ.(+9%YoY) และ 496 ลบ.(+12%YoY)