ชัชชาติ : ผู้นำที่แข็งแกร่ง ในรัฐที่อ่อนแอ
บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
https://www.facebook.com/sirote.klampaiboon/
ชัชชาติ : ผู้นำที่แข็งแกร่ง
ในรัฐที่อ่อนแอ
ภาพอาจารย์ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นั่งกลางซากตึกถล่ม เป็นภาพที่ใครเห็นก็สะเทือนใจ
เพราะไม่เพียงจะแสดงให้เห็นอาจารย์ชัชชาติตัวเล็กนิดเดียวท่ามกลางผืนปูนและแผ่นเหล็กขนาดใหญ่ที่พังทลาย
ภาพยังทำให้เห็นความยากลำบากของการกู้ภัยซึ่งเดิมพันคือ 70 ชีวิตซึ่งอาจรอดหรือไม่รอดหลังตึกถล่มลงมา
ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ โวหารของภาพอาจารย์ชัชชาติที่ กทม.เผยแพร่นำไปสู่การถกเถียงอย่างกว้างขวาง
พรรคเส้นด้ายบอกว่า “ชัชชาติ” เป็นผู้ว่าฯ ประชาสัมพันธ์มากกว่าปฏิรูป ไม่มีผลงานเชิงระบบ ฯลฯ
ส่วนคนอีกกลุ่มก็บอกว่า “ชัชชาติ” ทำให้ กทม.ดีขึ้นเยอะ ไม่เคยมีผู้ว่าฯ คนไหนดีเท่านี้เลย ฯลฯ
“ชัชชาติ” จะทำงานดีหรือไม่เป็นเรื่องที่ต่างคนต่างมีสิทธิคิดตาม “เกณฑ์” (Criteria) ซึ่งแต่ละคนใช้ในการประเมินที่ต่างกัน
แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้คือในภาวะที่สังคมไทยเผชิญ “วิกฤต” จากแผ่นดินไหวและตึกถล่ม “ชัชชาติ” คือเจ้าหน้าที่รัฐที่แสดงบทบาทโดดเด่นที่สุดในเวลาที่รัฐไม่รู้จะทำอย่างไรดี
“ภาพจำ” ที่คนมีต่อรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร คือแค่ส่ง SMS เตือนภัยยังทำไม่ได้ แผ่นดินไหวผ่านไปแล้ว 5 วันถึงสรุปทางแก้เรื่อง SMS โดยกลับไปใช้โทรทัศน์ถ่ายทอดสด
แต่ “ชัชชาติ” ใช้เวลาแค่ 20 นาทีเซ็ตระบบประสานหน่วยงานต่างๆ จนปฏิบัติการกู้ภัยและฟื้นฟูสถานการณ์ปกติเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
แผ่นดินไหวปลายมีนาคมเป็นภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งที่ประเทศไทยเคยเจอ ถึงแม้ความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินจะไม่มากเท่าเหตุการณ์สึนามิปี 2547 และน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 แต่ก็เป็นครั้งแรกที่เกิดเหตุรุนแรงอย่างตึกถล่มและระบบขนส่งมวลชนทั้งหมดพังพินาศอย่างไม่เคยเกิดขึ้นเลย
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่แต่ละคนจะจำเหตุการณ์เดียวกันต่างกัน แต่ไม่ว่าจะถามคนไทยคนไหนต่อเหตุแผ่นดินไหวครั้งนั้น ความทรงจำรวมหมู่ที่คนจำนวนมากมีคล้ายกันแน่คือความโกลาหล เพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรและควรทำอย่างไร รวมทั้งการดิ้นรนหาทางเอาตัวรอดโดยรัฐบาลแทบไม่ได้ช่วยอะไร
ที่พึ่งคนไทยยามแผ่นดินไหวคือทวิตเตอร์, โซเชียลมีเดีย, เดินเท้ากลับบ้าน หรือออกนอกเมืองไปหาที่ซุกหัวนอน ซึ่งทั้งหมดนี้คือการช่วยตัวเองตามสัญชาตญาณพื้นฐานโดยรัฐบาลไม่ได้ทำอะไรเลย
ผู้สนับสนุนรัฐบาลบางคนบอกว่าคุณแพทองธารเพิ่ง 38 และทันทีที่รู้ว่าแผ่นดินไหวก็เรียกประชุมข้าราชการฝ่ายต่างๆ ซึ่งถือว่าทำได้ดีเมื่อเทียบกับอายุ
แต่ผมว่าคำอธิบายนี้อวยไปหน่อย เพราะคนอายุ 38 คนอื่นอาจทำดีกว่านี้ก็ได้ ไม่ต้องพูดว่าสิ่งที่ทำไปคงเถียงกันได้ว่าจริงหรือที่เรียกว่า “ดี”
ดุสิตโพลสำรวจความเห็นประชาชนหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจปี 2568 และพบว่า คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ มีคะแนนนำคุณแพทองธารราว 10% ซ้ำความนิยมต่อฝ่ายค้านก็เพิ่มสวนกับความนิยมรัฐบาลที่ลดลง และผมเชื่อว่าถ้ามีการสำรวจอีกหลังเหตุตึกถล่ม-แผ่นดินไหว คะแนนนิยมคุณแพทองธารจะยิ่งต่ำกว่าเดิม
แผ่นดินไหวและตึกถล่มเป็นภัยพิบัติที่เป็นวิกฤตแน่ๆ และคุณสมบัติอย่างหนึ่งของ “ผู้นำที่ดี” คือผู้นำที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในยามวิกฤตได้ ส่วนข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อ “รัฐ” นับตั้งแต่เกิดเหตุวิกฤตยังไม่มีสัญญาณที่ดีขึ้นเลย
“รัฐ” ไม่ใช่ “รัฐบาล” เพราะ “รัฐบาล” เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในโครงสร้างของรัฐทั้งหมด และเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่รัฐแห่อพยพจากสถานที่ราชการต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นภาพสะท้อนความไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัยของอาคารสถานที่ ต่อให้รัฐบาลจะยืนยันว่าทุกตึกปลอดภัยแล้วก็ตาม
ขณะที่คุณแพทองธารหายวับไปในวิกฤตแบบนี้ ไม่ผ่านเกณฑ์ง่ายๆ อย่างส่ง SMS เตือนภัย “ชัชชาติ” กลับถูกวิจารณ์ว่าไม่แก้ปัญหาเชิงระบบ แก้แต่เรื่องปลีกย่อยแบบปะผุปัญหารายวัน ซึ่งแปลว่าคุณแพทองธารเทียบชัชชาติไม่ได้ ต่อให้ประเมินด้วยเกณฑ์ที่ง่ายกว่าเกณฑ์ประเมินชัชชาติก็ตาม
ผมชอบที่ อ.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ใช้คำว่า “เมืองที่ทนแผ่นดินไหว” และขอขยายความต่อว่า “กรุงเทพฯ” เป็น “เมืองที่รอดแผ่นดินไหว” ได้เพราะความร่วมมือของหลายฝ่าย รัฐบาลเป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งทั้งที่ควรเป็นองค์ประกอบหลัก ขณะที่องค์ประกอบหลักจริงๆ คือทุกองคาพยพที่ประกอบเป็น “ประชาชน”
อะไรทำให้คุณแพทองธารซึ่งมีอำนาจมากกลับแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ส่วน “ชัชชาติ” ซึ่งมีอำนาจน้อยกลับแก้ปัญหาได้มากกว่า “แพทองธาร”?
ผมคิดว่าคำตอบของเรื่องนี้มีอยู่ 3 ประเด็น
1) รัฐบาลแพทองธารมุ่งแก้วิกฤตโดยอาศัยกลไกระบบราชการ แต่ระบบราชการไทยรวมศูนย์จนต้องรอผู้บังคับบัญชาให้กดปุ่มสั่งการเท่านั้น เมื่อนายกฯ ไม่มีประสบการณ์จนไม่รู้จะสั่งการอะไรในยามวิกฤต ระบบราชการรวมศูนย์ก็ไม่ต่างจากยักษ์ตาบอดที่ไม่รู้จะเอากระบองไปตีอะไร
นอกจากระบบราชการไทยจะรวมศูนย์เชิงอำนาจที่ส่วนกลาง ระบบราชการแต่ละหน่วยงานยังสร้างอาณาจักรของตัวเองจนอ่อนแอเพราะไม่มีใครฟังใครในระนาบเดียวกันด้วย ผลก็คือ ต่อให้แผ่นดินไหวจนควรมีใครทำอะไรสักอย่าง สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ คือไม่มีหน่วยราชการไหนทำอะไรเลย
ทำไมรัฐบาลแพทองธารซึ่งเป็น “ฝ่ายการเมือง” กลับแก้วิกฤตโดยอาศัยระบบราชการไม่ได้เลย เรื่องนี้กองเชียร์รัฐบาลอ้างว่าเป็นเพราะระบบราชการไม่ฟังคุณแพทองธาร แต่ผมคิดว่าคำอธิบายนี้ถูกแค่ครึ่งเดียว แต่อีกครึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือความไม่มีสมรรถภาพของคุณแพทองธารและทีมเองจริงๆ
2) รัฐบาลและระบบราชการไม่มีวัฒนธรรมความรับผิด ผลก็คือ เมื่อผู้นำไม่มีความสามารถสั่งการและระบบราชการไม่ทำอะไรเกินคำสั่ง ความเสียหายเพราะไม่มีใครทำอะไรที่ควรทำยามวิกฤตก็ถูก “ปล่อยจอย” จนปัญหาง่ายๆ อย่างส่ง SMS, ตึกถล่ม หรือเร่งตรวจสภาพตึกเดินหน้าตามยถากรรม
ถ้าเหตุการณ์ตึกถล่มหรือส่ง SMS ช้าเกิดในญี่ปุ่นหรืออเมริกา สิ่งที่เราจะเห็นแน่ๆ คือการลาออกของผู้ว่าการ สตง, ประธาน กสทช., อธิบดีป้องกันภัยฯ, รัฐมนตรี DE หรือแม้กระทั่งตัวนายกฯ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในไทยคือไม่มีใครต้องรับผิดชอบกับความเละอะไรเลย มีแต่การโทษไปมาว่าใครผิดกว่ากัน
ทันทีที่ประชาชนเห็นตึก สตง.ถล่ม หรือความช่วยเหลือที่ล่าช้า ผลที่จะตามมาคือความไม่เชื่อมั่นต่อผู้นำ, ต่อรัฐ และต่อระบบราชการที่รุนแรงขึ้น เพราะเมื่อทุกคนที่ทำงานห่วยกลับลอยหน้าลอยตาอย่างหาคนรับผิดชอบไม่ได้ ตัวระบบย่อมไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าสร้างความปลอดภัยได้เลย
3) พลังที่ไม่ใช่รัฐและราชการคือฐานที่แข็งแกร่งที่สุดของการเปิดโปงปัญหาที่เกี่ยวพันกับแผ่นดินไหวและตึกถล่ม ปัญหาเรื่องเหล็ก, การใช้เงินผิดปกติใน สตง. หรือการตรวจสภาพคอนโดฯ ล้วนถูกผลักดันโดยวิศวกร, สื่ออิสระ, พรรคการเมือง และภาคประชาชนโดยรัฐเข้าไปรับลูกอีกที
ความสำเร็จของ “ชัชชาติ” อยู่ที่ความสามารถ Synergy พลังราชการกับพลังนอกระบบราชการให้เกิดประโยชน์ที่สุดในยามวิกฤต ขณะที่ความล้มเหลวของ “แพทองธาร” คือการไม่สามารถรวมพลังแบบนี้ได้จนต้องทำงานภายใต้ระบบราชการที่ไม่มีวัฒนธรรมรับผิดหรือริเริ่มแก้ปัญหาอะไรเลย
ผมอยากขยายความต่อด้วยว่า ขณะที่คุณแพทองธารเป็นนายกฯ ซึ่งมีอำนาจสูงสุดใน “โครงสร้าง” คุณแพทองธารกลับไม่สามารถทำให้ “โครงสร้าง” ตอบสนองวิกฤตที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที
ส่วนคุณชัชชาติแม้ไม่มีอำนาจสูงสุดใน “โครงสร้าง” กลับพบช่องทางที่จะใช้ “โครงสร้าง” เพื่อแก้ปัญหาสังคม
แผ่นดินไหวเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ แต่การแก้ปัญหาหลังแผ่นดินไหวเป็นเรื่องที่ทำให้คนไทยเห็นว่า “รัฐ” มีรอยโหว่เยอะไปหมด ระบบราชการไม่ฉับไวพอจะแก้ปัญหายามวิกฤต การตรวจสอบภายในระบบราชการไม่ทำให้เกิดวัฒนธรรมรับผิดชอบ ฯลฯ ซึ่งไม่ควรเป็นแบบนี้อีกต่อไปเลย
ถ้ารัฐอ่อนแออยู่ภายใต้ผู้นำที่ไม่มีประสิทธิภาพ สังคมทั้งสังคมก็เสี่ยงจะเผชิญภาวะที่มีรัฐบาลเหมือนไม่มีมากขึ้น ทางแก้ของเรื่องนี้มีทางเดียวคือการมีผู้นำที่เข้าใจปัญหาเรื่อง “โครงสร้าง” พอจะทำให้รัฐมีประสิทธิภาพขึ้นและสามารถทำงานร่วมกับพลังที่ไม่ใช่รัฐและไม่ใช่ราชการ
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชัชชาติ : ผู้นำที่แข็งแกร่ง ในรัฐที่อ่อนแอ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com