โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘อโศกมหาราช’ สงครามและจักรพรรดิภายใต้ร่มเงาพุทธศาสนา

The Momentum

อัพเดต 07 พ.ค. 2568 เวลา 14.38 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. 2568 เวลา 06.45 น. • THE MOMENTUM

หากถามชาวพุทธว่า “ใครคือกษัตริย์ชาวพุทธที่ยิ่งใหญ่?”

พระเจ้าอโศกมหาราช คงเป็นหนึ่งในชื่อที่หลายคนนึกถึง ด้วยเรื่องราวที่ว่า พระองค์ทรงหันมานับถือพุทธศาสนาหลังมหาสงครามที่คร่าชีวิตผู้คนนับแสน ทั้งยังสามารถแผ่ขยายพระราชอำนาจ และสถาปนาพุทธศาสนามากถึง 8.4 หมื่นแห่งทั่วทั้งอนุทวีปอันกว้างใหญ่ อีกทั้งความยิ่งใหญ่ของพระองค์ยังก้าวข้ามอ่าวเบงกอลมาถึงยังชายฝั่งสุวรรณภูมิ พร้อมกับพระธรรมทูต 2 รูปนามว่า ‘อุตรเถระ’ และ ‘โสนะเถระ’

เรื่องราวของพระธรรมทูตทั้งสองคงยังไม่ใช่ประเด็นที่จะพูดถึงกันในวันนี้ และประเด็นที่จะพูดถึงต่อไปในวันนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวกับพระราชประวัติของพระเจ้าอโศกมหาราชโดยตรง แต่สิ่งที่อยากชวนคิดชวนคุยผ่านตัวหนังสือของข้อเขียนนี้คือ คนโบราณรับรู้เรื่องของพระเจ้าอโศกมหาราชหลังจากท่านจากโลกนี้ไปแล้วอย่างไรมากกว่า ผ่านหลักฐานทางโบราณคดีที่หลงเหลืออยู่ เพื่อเรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับจักรพรรดิองค์แรกแห่งโลกพุทธศาสนา (?) พระองค์นี้ให้มากขึ้น

จากสงครามกลิงคะสู่พระพุทธศาสนา (?)

การรับรู้เกี่ยวกับพระเจ้าอโศกโดยทั่วไปเริ่มขึ้นเมื่อพระองค์ทรงชนะสงครามกับแคว้นกลิงคะ (รัฐโอริสสา) ตามจารึกหลักที่ 13 ของพระองค์ ในสงครามเมื่อปี 282 มีคนตายไปนับแสน ชัยชนะอาบเลือดนำพระองค์ซึ่งในขณะนั้นชื่อ เทวนัมปิยะ (ผู้เป็นที่รักแห่งเทวดา) ให้เข้าใกล้ธรรมมากขึ้น พร้อมทั้งประกาศว่า จะทรงเลิกทำสงครามแห่งการฆ่าฟัน (ทิควิชัยยะ) แต่จะทรงประกาศชัยชนะแห่งธรรม (ธรรมวิชัยยะ)

ตามแบบเรียนวิชาพุทธศาสนาเหตุการณ์นี้คือจุดเปลี่ยน ที่ทำให้พระองค์ทรงเปลี่ยนพระนามจาก จันฑาโศก เป็น ธรรมาโศก และเป็นกษัตริย์ผู้นับถือพุทธศาสนา

ความน่าสนใจอย่างยิ่งในประเด็นนี้คือ ในคัมภีร์มหาวงศ์และทีปวงศ์ของฝ่ายศรีลังการะบุว่า พระองค์ทรงนับถือพุทธศาสนาแล้วตั้งแต่ปีที่ 4 ในรัชกาล ทั้งทรงมีพระบรมราชโองการให้สร้างพุทธสถาน (สถูป) 8.4 หมื่นแห่งระหว่างปี 5-7 ของรัชกาล ข้อมูลตามปกรณ์บาลีขัดแย้งกับข้อมูลในที่จารึกหลักที่ 13 ซึ่งระบุว่า พระองค์ได้ก่อสงครามอย่างรุนแรงกับชาวกลิงคะในปีที่ 8 แห่งการครองราชย์ เพราะหากเรายึดถือตามข้อความฝ่ายบาลี พระองค์ไม่ควรจะมุ่งหน้าก่อสงครามที่ร้ายแรงขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าในสงครามกลิงคะไม่ปรากฏอยู่ในธรรมเนียมศรีลังกา

นอกจากนั้นอโศกาวทานคัมภีร์สันสกฤตซึ่งเล่าย้อนถึงประวัติของพระเจ้าอโศกเอาไว้อย่างละเอียด ก็ไม่ระบุถึงสงครามกลิงคะเช่นกัน อนันทะ วหิหะนะ ปัลลิยา คุรุเค (Ananda Wahihana Palliya Guruge) นักวิชาการพุทธศาสตร์ชาวศรีลังกาผู้โด่งดัง เสนอว่า นอกจากจารึกหลักที่ 13 แล้วพระเจ้าอโศกไม่เคยพูดถึงสงครามที่กลิงคะอีกเลย จึงมีความเป็นไปได้ว่า สงครามครั้งนั้นอาจถูกใช้ในเชิงสัญลักษณ์ เพื่อสร้างความชอบธรรมของพระองค์ในฐานะพระราชาผู้ทรงธรรม ฉะนั้นแล้วสงครามครั้งนั้นอาจไม่เคยเกิดขึ้นจริงเลยเสียด้วยซ้ำ

จักรวาทินองค์แรก (?)

สเตนเลย์ เจ. ตัมเบียห์ (Stanley J. Tambiah) อดีตศาสตราจารย์ด้านมานุษยวิทยาจาก Harvard University เสนอว่า แม้พุทธศาสนาจะมีลักษณะสำคัญของคือ ‘การสละทางโลก’ ซึ่งดูขัดแย้งและเป็นอุปสรรคที่จะได้การสนับสนุนทางการเมือง แต่เอกลักษณ์นั้นมีรากฐานมาจากแนวคิดเรื่องความสงบ สอดคล้องกับระบบการปกครองรัฐที่มุ่งเน้นความสงบของบ้านเมือง ความมั่นคงทางสังคม และความปลอดภัย ทำให้ชนชั้นปกครอง (ในการศึกษาของตัมเบียห์หมายถึง พระเจ้าอโศกมหาราช) เลือกใช้และเผยแพร่ชุดความคิดดังกล่าว อันเป็นผลดีต่อการควบคุมสังคม

ขณะที่พุทธศาสนาเองวางหลักการควบคุมความประพฤติ การวางตัว คุณธรรม และสิ่งอันพึงเคารพของผู้คนในสังคมไว้อย่างชัดเจน และครอบคลุมถึงการวางตัวของพระเจ้าแผ่นดินด้วย คือการมีทศพิธราชธรรมหรือราชธรรม 10 ประการ และมรรคมีองค์ 8 ข้อพระธรรมเหล่านี้จึงทำหน้าที่ควบคุมวิธีการและแนวคิด (จาริยาและวิธานะ) ในการปกครองของชนชั้นนำและทุกชนชั้นเอาไว้

ผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดินจะต้องประกอบด้วยหลักการดังกล่าวนั้น ส่งผลให้พระเจ้าแผ่นดินมีสถานะที่เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งคุณธรรมอันเป็นเอกลักษณ์โดยทันที คุณธรรมพิเศษของกษัตริย์หรือชนชั้นปกครองนำไปสู่แนวคิดเรื่องบารมีหรือบุญญาธิการของผู้ปกครอง ในฐานะผู้คุ้มครองดูแลพุทธศาสนา หรือในฐานะผู้มีลักษณะอันเป็นอุดมคติทั้งทางกายภาพ (มหาบุรุษลักษณะ) อำนาจจิต และอิทธิปาฏิหาริย์ ซึ่งเป็นสิ่งดึงดูดผู้คนให้สยบยอมดังเช่นรัตนะ 7 ประการ (ช้างแก้ว ม้าแก้ว นางแก้ว คหบดีแก้ว ขุนพลแก้ว จักรแก้ว และรัตนะ) ที่พระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็น ‘จักรวาทิน’ (Chakvartin) หรือมีบุญญาธิการถึงพร้อมเท่านั้นถึงจะได้ถือครองได้หรือพบเห็น

ทั้งนี้หากว่าด้วยหลักฐานความคิดเรื่อง ‘จักรวาละ จักรวารติน’ (Chakravala Chakravartin) ในเชิงเอกสารนั้นมีปรากฏอยู่ในคัมภีร์ทั้งฝ่ายพุทธและฝ่ายไชนะตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 1 เป็นอย่างน้อย นับว่าเป็นสองศาสนาเก่าที่สุดที่เสนอแนวทางนี้ขึ้น ในขณะเดียวกันศาสนาพราหมณ์ในยุคพระเวทและยุคมหากาพย์พูดถึงพิธีกรรมอย่างอัศวเมธหรือการฆ่าม้าอุปการ ซึ่งเป็นม้าที่กษัตริย์จะปล่อยไปยังเมืองต่างๆ เพื่อประกาศสงคราม โดยการกระทำสงครามไปยังทิศต่างๆ นี้บางครั้งเรียกว่า ทิควิชัยยะ (ชัยชนะเหนือทิศทั้ง 4) ดังนั้นในทางหนึ่งแนวคิดของศาสนาฮินดูจึงดูสัมพันธ์กับสงครามในเชิงกายภาพ ในขณะที่พุทธศาสนาและศาสนาไชนะดูเหมือนจะมุ่งไปยังโลกแห่งจิตวิญญาณเสียมาก

ในทางโบราณคดี หลักฐานซึ่งแสดงภาพลักษณ์จักรพรรดิที่พบเก่าที่สุดในอินเดียนั้นเกี่ยวเนื่องด้วยพุทธศาสนา และแน่นอนว่าจักรพรรดิคนนั้นคือพระเจ้าอโศก การขุดค้นและเก็บข้อมูลสถูปอมราวดี (Amarāvati Stupa) พบภาพสลักชั้นนอก อายุราวพุทธศตวรรษที่ 5-6 เป็นรูปบุรุษยืนตรง ยกแขนขวาชี้ไปด้านหน้า แขนซ้ายยกไว้ระดับหน้าอก แวดล้อมด้วยสัญลักษณ์มงคลที่ยังหลงเหลือจากภาพสลัก ได้แก่ จักร ม้า คหบดี และขุนพล นักโบราณคดีพิจารณาว่า ภาพนี้คือรูปแทนองค์พระเจ้าอโศก ในฐานะจักรพรรดิตามคติพุทธศาสนา โดยภาพลักษณะนี้สามารถพบได้อยู่เนืองๆ ในพุทธศิลป์โบราณของอินเดีย โดยเฉพาะศิลปะอมราวดี

ภาพสลักพระเจ้าอโศก/ จักรวาทิน ล้อมด้วยรัตนะ 7 ประการ จากเมืองอมราวดี จัดแสดงอยู่ที่ Guimet Museum กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ย้อนกลับไปยังประเด็นสงครามกับแคว้นกลิงคะข้างต้น ผมจึงอย่างจะขยายขอบเขตข้อเขียนของอนันทะ วหิหะนะ ปัลลิยา คุรุเค สักเล็กน้อย การหายไปของสงครามนองเลือดจากจารึกหลังปี 282 จึงอาจเป็นพระราชประสงค์ของพระองค์ที่จะไม่ฟื้นผ่อยหาตะเข็บ เพื่อสร้างความยอมรับในกับตัวพระองค์เองในหมู่คณะสงฆ์ที่ทรงนับถือ เพราะนอกเหนือจากการหายไปข้อสงครามกลิงคะแล้ว พระองค์ยังประกาศห้ามฆ่าสัตว์ ห้ามวิวาทะในหมู่สงฆ์ ประกาศให้มีการแจกจ่ายสมุนไพร-ยาแก่คนและสัตว์ในพระราชอาณาจักร (ดังที่สเตนเลย์ ตัมเบียห์เสนอ) เพื่อให้เกิดความสงบในการปกครองผ่าน ‘ธรรม’ ซึ่งในที่นี้มีความหมายถึง ‘ระเบียบแบบแผน’ ที่พระองค์ยอมรับ

ความพยายามของพระองค์ในครั้งนั้นนับว่า ประสบความสำเร็จชนิดที่เรียกว่า ‘ถล่มทลาย’ กล่าวคือ ในโลกพุทธศาสนา พระองค์ทรงประกาศสังคายนาครั้งที่ 3 ขึ้น ณ กรุงปาฏลีบุตร พร้อมทั้งจับคนนอกศาสนา (อลัชชี) สึกเสียมากมาย ข้อนี้ เสถียร โพธินันทะ เสนอว่า การสึกอลัชชีตามข้อความในคัมภีร์มหาวงศ์ฝ่ายลังกา แท้จริงคือ บรรดาคณะสงฆ์นิกายอื่นๆ ที่รัฐ (พระเจ้าอโศก) ไม่เห็นชอบ ดังนั้นการส่งสมณทูตออกไปยังดินแดนต่างๆ จึงอาจนับเป็นการประกาศพุทธศาสนาแบบรัฐครั้งแรกก็ได้ สิ่งนี้สะท้อนว่าพระเจ้าอโศกทรงมีอำนาจควบคุมคณะสงฆ์ได้มากเพียงใด รวมถึงคณะสงฆ์และรัฐของพระองค์ใกล้ชิดกันมากเพียงใด

ฉะนั้นจึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจว่า ด้วยเหตุใดวรรณกรรมพุทธศาสนาและงานพุทธศิลป์ต่างๆ จึงยกย่องพระองค์มากเสียขนาดนั้น ถึงขนาดต้องมีรูปของพระองค์ในฐานะจักรพรรดิ ผู้ครอบครองสัญลักษณ์มงคลทุกประการประดับประดาพุทธสถานมากมายมาแต่โบราณ

“สรุปแล้วคนโบราณมองพระเจ้าอโศกอย่างไร”

ในฐานะนักเรียนโบราณคดี ผมขออนุญาตตอบแทนหลักฐานว่า พระเจ้าอโศกเป็นกษัตริย์ต้นแบบที่กษัตริย์ผู้นับถือพุทธองค์อื่นอยากจะดำเนินรอยตาม พระเจ้ากนิษกะแห่งราชวงศ์กุษาณะก็ทรงประกาศการสังคายนาของตนเอง หรือกษัตริย์แห่งราชวงศ์ศาตวาหนะแม่แรงใหญ่ในการสร้างสถูปอมราวดีก็เลือกจะสร้างรูปพระเจ้าอโศกซ้ำๆ อยู่หลายรูป เสมือนว่าตนเองเป็นพระเจ้าอโศกอย่างใดอย่างนั้น

อย่างไรก็ดีเรื่องราวของพระเจ้าอโศกนั้นยังมีแง่มุมอีกมาก ข้อเขียนนี้ผมเขียนขึ้นจะบอกว่าเอาสนุกมือ ก็ไม่เกินเลยนัก จึงอย่าพึ่งเอาเชื่อถือมากจนกว่าจะได้ศึกษาและค้นพบพระเจ้าอโศกด้วยตัวคุณเอง

ที่มาข้อมูล

Guruge, Ananda W. P. (1995). "Emperor Aśoka and Buddhism: Unresolved Discrepancies between Buddhist Tradition & Aśokan Inscriptions". In King Aśoka and Buddhism: Historical and Literary Studies. Anuradha Seneviratna (ed.). Buddhist Publication Society.

Thapar, Romila (2015). Aśoka and the Decline of the Mauryas(3rd ed.). Oxford University Press.

Olivelle, Patrick (2024). Ashoka: Portrait of a Philosopher King. New Haven: Yale University Press

Gombrich, Richard F. (1997) How Buddhism Began: The Conditioned Genesis of the Early Teachings. New Delhi: Munshiram Manoharlal

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...