โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

GPSC ปี'67 กำไรทะลุ 4 พันล้าน โต 10% รับโรงไฟฟ้า SPP หนุน-ดีมานด์พุ่ง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 ก.พ. 2568 เวลา 06.58 น. • เผยแพร่ 18 ก.พ. 2568 เวลา 06.29 น.

GPSC ปี 2567 กำไร 4,062 ล้านบาท โต 10% รับโรงไฟฟ้า SPP ที่เพิ่มขึ้น 3,057 ล้านบาท เหตุปริมาณความต้องการไฟฟ้าและไอน้ำลูกค้าอุตสาหกรรมเพิ่ม พร้อมบริหารต้นทุนมีประสิทธิภาพ

บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในรอบ 12 เดือน ปี 2567 บริษัทมีกำไรสุทธิมูลค่า 4,062 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 368 ล้านบาท หรือ 10% เมื่อเทียบกับปี 2566

โดยหลักจากกำไรขั้นต้น 20,984 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,122 ล้านบาท หรือร้อยละ 6 สาเหตุหลักมาจาก โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ที่เพิ่มขึ้น 3,057 ล้านบาท อันเนื่องมาจากปริมาณความต้องการไฟฟ้าและไอน้ำของลูกค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น

รวมถึงบริษัทได้มีการบริหารจัดการต้นทุนเชื้อเพลิง ทั้งก๊าซธรรมชาติและถ่านหินที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าค่า Ft ซึ่งเป็นองค์ประกอบบางส่วน เฉพาะผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าที่ส่งผลต่อราคาขายไฟฟ้าอุตสาหกรรมจะลดลงก็ตาม

แต่บริษัทยังคงมีโครงสร้างรายได้หลักในส่วนของไฟฟ้า ไอน้ำที่ส่งผ่านต้นทุนได้ โรงไฟฟ้าผู้ผลิตอิสระ (IPP) ลดลง 2,021 ล้านบาท เนื่องจากโรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน มีค่าเชื้อเพลิงส่วนต่าง (Energymargin) ลดลง ซึ่งเป็นผลทางบัญชี ที่ราคาต้นทุนถ่านหินเฉลี่ยจากถ่านหินคงคลังสำหรับปี 2567 สูงกว่ารายได้ค่าถ่านหินที่สามารถเรียกเก็บจาก กฟผ.

ส่วนผลดำเนินงานไตรมาส 4/67 มีกำไรสุทธิจำนวน 1,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 230 ล้านาท หรือ 30% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/67 สาเหตุหลักจากเงินปันผลรับและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม และการร่วมค้าจำนวน 473 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 429 ล้านบาท (ไตรมาส 3/67 อยู่ที่ 44 ล้านบาท)

สาเหตุหลักมาจากโรงไฟฟ้า XPCL มีผลประกอบการดีขึ้น จากปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่สูงขึ้น ขณะที่บริษัท นูออโว พลัสในไตรมาส 3/67 มีการบันทึกผลขาดทุนจากการขายทรัพย์สินโรงงานแบตเตอรี่ ซึ่งในไตรมาส 4/67 ไม่มีรายการดังกล่าว รวมถึง AEPL มีผลประกอบการดีขึ้นตามปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่สูงขึ้นตามค่าความเข้มแสงที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล

แนวโน้มปี 2568

อัตราค่าไฟฟ้า : อัตราค่าไฟฟ้างวดเดือนมกราคม-เมษายน 2568 อยู่ที่ 4.15 บาท/หน่วย ลดลงจากงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2567 ซึ่งอยู่ที่ 4.18 บาท/หน่วย อีกทั้งยังมีส่วนลดค่าไฟฟ้าสำหรับประชาชนในกลุ่มเปราะบางที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน โดยคิดอัตราค่าไฟ 3.99 บาทต่อหน่วย

ซึ่งจะส่งผลให้สิ้นเดือน เม.ย. 2568 คาดว่าจะยังเหลือหนี้ที่ประชาชนต้องจ่ายคืน กฟผ.และรัฐวิสาหกิจที่ประกอบกิจการก๊าซธรรมชาติ (กฟผ. และ ปตท.) ที่แบกรับภาระค่าไฟฟ้าแทนประชาชนในช่วงที่ผ่านมามากกว่า 85,226 ล้านบาท ซึ่งการลดค่าไฟฟ้าดังกล่าวเท่ากับเป็นการยืดภาระหนี้ดังกล่าวออกไป และอาจมีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังได้ส่งสัญญาณถึงความพยายามลดค่าอัตราค่าไฟฟ้า ผ่านกลไกต่าง ๆ ซึ่งยังคงต้องรอดูความชัดเจน เนื่องจากมีประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องพิจารณาและพิจารณารายละเอียดการลดอัตราค่าไฟฟ้าว่าจะเกิดจากกลไกด้านต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติและจากผู้ผลิตไฟฟ้า หรือจากค่าใช้จ่ายด้านการรับซื้อไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

ราคาก๊าซธรรมชาติ : คาดการณ์ราคาก๊าซธรรมชาติในประเทศ (Pool Gas) ในปี 2568 อยู่ที่ 303 บาทต่อล้านบีทียูใกล้เคียงกับปี 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 304 บาทต่อล้านบีทียู แต่ราคาก๊าซธรรมชาติยังอาจผันผวนจากความเสี่ยงของราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งประเทศไทยมีการนำเข้าประมาณร้อยละ 30 ของอุปทานก๊าซธรรมชาติประกอบกับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านอุปทาน ภายหลังสัญญาข้อตกลงการส่งก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียผ่านยูเครนสู่ยุโรปสิ้นสุดลงในเดือนธันวาคม 2567 โดยไม่มีการต่อสัญญา ประกอบกับความต้องการในช่วงฤดูหนาวซึ่งมีแนวโน้มอุณหภูมิต่ำกว่าปกติในยุโรป แม้ว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ จะมีนโยบายสนับสนุนการเพิ่มกำลังการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลก็ตาม แต่คาดว่ายังต้องใช้เวลาสักระยะจึงจะมีแหล่งอุปทานใหม่เข้ามาในตลาด

4 ปัจจัยสะท้อนการเติบโตในอนาคต

ปัจจัยที่อาจมีผลต่อการดำเนินงานหรือการเติบโตในอนาคต ข้อแรก คือ “ความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศ” บนสมมุติฐานค่าเฉลี่ยความยืดหยุ่นของปริมาณการใช้ไฟฟ้าต่อการเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศอยู่ที่ประมาณ 0.9 เท่า และการคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่ร้อยละ 2.9 ในปี 2568

โดยธนาคารแห่งประเทศไทยทำให้ประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศจะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 2.6 ในปี 2568 โดยการใช้ไฟฟ้าในประเทศที่สูงขึ้นจะมีผลต่อการเรียกเดินเครื่องโรงไฟฟ้าโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และรวมถึงปริมาณการใช้ไฟฟ้าของลูกค้าอุตสาหกรรม หากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมเป็นไปได้ด้วยดี

ต่อมา คือ “ต้นทุนเชื้อเพลิงนำเข้า” โดยเฉพาะ LNG ที่มีการปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางปี 2567 ซึ่งอาจจะส่งผลให้ต้นทุนก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น ขณะที่ค่า Ft มีแนวโน้มปรับตัวลดลง (อัตราค่าไฟฟ้างวดมกราคม-เมษายน 2568 เท่ากับ 4.15 บาท

ขณะที่งวดกันยายน-ธันวาคม 2567 เท่ากับ 4.18) ตามนโยบายของภาครัฐที่พยายามรักษาระดับค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม ถึงแม้ว่าต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่า Ft จะมีผลโดยตรงต่อรายได้การขายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนหนึ่งมีโครงสร้างสัญญาเชื่อมโยงกับอัตราค่าไฟฟ้าของประเทศ ทั้งนี้บริษัทคาดว่าจะมีผลกระทบในระดับที่จำกัดเนื่องจากสัญญาส่วนใหญ่สามารถส่งต่อต้นทุนพลังงานไปยังราคาขายได้

ข้อสาม คือ “การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าในอนาคต” อาจส่งผลกระทบต่อราคาขายไฟฟ้าให้ลูกค้าอุตสาหกรรมที่อ้างอิงตามราคาขายปลีกของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)

และ “การเปิดใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าแก่บุคคลที่สาม (Third Party Access : TPA)” เป็นส่วนหนึ่งของการเปิดเสรีในธุรกิจไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการขยายธุรกิจไฟฟ้าพลังงานสะอาด โดยผู้ผลิตไฟฟ้าสามารถทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับลูกค้านอกพื้นที่ได้โดยตรง (Direct PPA) ส่งผลให้การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนถูกขับเคลื่อนโดยภาคเอกชนได้อย่างรวดเร็ว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : GPSC ปี’67 กำไรทะลุ 4 พันล้าน โต 10% รับโรงไฟฟ้า SPP หนุน-ดีมานด์พุ่ง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...