โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ในวัย 30s ยิปโซ-อริย์กันตา กำลังสนุกกับอาชีพ ‘ยิปโซ’ ที่วาดงานศิลปะ Tatohearts เป็นเพื่อนคอยมองดูเธอทุกการเติบโต

Mirror Thailand

อัพเดต 11 ก.พ. 2568 เวลา 11.04 น. • เผยแพร่ 11 ก.พ. 2568 เวลา 05.15 น.
ภาพไฮไลต์

หนึ่งคำถามที่ ยิปโซ-อริย์กันตา มหาพฤกษ์พงศ์ ถูกถามมากที่สุด คือ “ตกลงทำอาชีพอะไรนะ? นักแสดง? อินฟลูฯ? ศิลปิน? หรืออะไร? เพราะเราเคยทำหลายอย่างมาก ถ้าให้ตอบออกมาจากใจ คือทำอาชีพ ‘ยิปโซ’ อยู่ค่ะ ปีนี้จะเป็นปีของการลงมือทำ โดยที่ไม่ต้องนิยามหรือจำกัดว่าตัวเองเป็นอะไรเลย”

ดังนั้น Job Description ของอาชีพยิปโซ จึงมีอยู่แค่ข้อเดียวเท่านั้น นั่นก็คือออออ…ทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ แค่นั้น จบ! โดยงานที่เธอได้รับมอบหมายจากเจ้านาย (ตัวเธอเองนั่นแหละ) ให้ทำตลอดเดือนแห่งความรัก ตั้งแต่ 5 ก.พ. - 2 มี.ค. คือการนำผลงานศิลปะที่เธอวาดเองในชื่อ ‘Tatohearts’ ไปร่วมจัดแสดงในนิทรรศการศิลปะที่ M Contemporary ณ EMSPHERE เพื่อเป็นการเปิดตัวผลงาน aka ‘เพื่อนสนิท’ ที่คอยอยู่ข้างๆ เธอทุกการเติบโตของชีวิตให้คนอื่นๆ ได้รู้จักบ้าง เพราะไม่ว่าจะวันที่สุข เศร้า เหงา พัง หรือพังแล้วค่อยๆ เก็บเศษซากความพังนั้นขึ้นมาประกอบใหม่จนเยียวยาตัวเองได้อีกครั้ง เพื่อนคนนี้ก็ไม่เคยไปไหน อยู่ด้วยกันมารวมๆ แล้วมากกว่า 10 ปี

น้องตาโตฮาร์ท เป็นคาแรกเตอร์หัวใจที่มีตาดวงโตอยู่ตรงกลางใจ ซึ่งเป็นใจกลางของความเป็นมนุษย์ เพราะแม้แต่ละชิ้นจะไม่เหมือนกัน เช่น ชิ้นที่ยิปโซร่างมันด้วยดินสอ แล้วจงใจไม่ลงสีให้ครบ ชิ้นที่เด็กผู้หญิงกำลังรายล้อมไปด้วยหัวใจหลากสี ชิ้นที่เด็กผู้หญิงมีหัวใจออกมาจากปากของเธอ ชิ้นที่เด็กผู้หญิงกำลังโอบกอดหัวใจดวงใหญ่ หรือชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าหัวใจที่เธอวาด มีหลากสี หลากฟอร์ม ตัวเล็ก ตัวโต บางตัวหยิกๆ บางตัวมีลาย ถึงอย่างนั้นก็มีสิ่งที่เหมือนกันซ่อนอยู่ เพราะยิปโซเชื่อว่ามนุษย์มีสิ่งที่เหมือนกันมากกว่าที่คิด ขณะเดียวกันก็แตกต่างกันจนไม่มีทางเหมือนกันได้ 100% ขนาดตัวเธอในวันนี้อาจมีบางอย่างที่ไม่เหมือนตัวเธอในอดีตเลย

ยิปโซมีเหตุผลในการวาดผลงานแต่ละชิ้น อาจจะวาดเพราะรู้สึก trigger บางอย่าง วาดเพื่อเป็นเครื่องสะท้อนชีวิต วาดเพื่อสะท้อนความรู้สึก สะท้อนความรัก สะท้อนมุมมอง หรืออาจวาดให้เป็นตัวเตือนใจอะไรบางอย่าง แต่ถ้ามีคนดูงานของเธอแล้วถามว่า ชิ้นนั้น ชิ้นนี้ หมายความว่าอะไร เธอจะไม่เฉลยอะไรออกไป เพราะแม้จะมีธงในใจ แต่เธอไม่อยากให้คนรู้สึกถูก ‘จำกัด’ ให้คิดแค่แบบใดแบบเดียว ศิลปะของเธอจะไม่มีคำว่าถูกหรือผิดสำหรับคนตีความ

เช่นเดียวกับวัย 35 ย่างเข้า 36 ปี ยิปโซจึงขอสนุกกับชีวิตด้วยการไม่จำกัดตัวเองว่าต้องเป็นอะไร และไม่ขอใช้ชีวิตแบบที่หมุนรอบความคาดหวังของใคร ว่าต้องเป็นผู้หญิงแบบไหน ควรแต่งงาน ควรมีลูก ควรมีความมั่นคง เพราะเธอแค่อยากจะเป็นเธอที่วิ่งเล่นไปในทุกพื้นที่ที่อยากไปหรืออยากทำอย่างมีอิสระ

แพสชงแพสชันไม่มี แต่มีความสุขดี

8 เต็ม 10 คือคะแนนความสุขที่ยิปโซมอบให้กับตัวเอง ณ วันนี้ และแม้จะไม่มีสิ่งที่เรียกว่าแพสชันซึ่งหลายๆ คนใช้มันเพื่อขับเคลื่อนชีวิตไปข้างหน้า แต่ชีวิตของเธอก็ยังสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างเต็มแรงโดยไม่มีสิ่งนั้น หรือถ้าเกิดหมดแรงขึ้นมา หยุดชาร์ตพลังบ้างระหว่างทาง แล้วกลับมาอยู่กับตัวเอง ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย

“ช่วงนี้แฮปปี้ คือไม่ได้มีแต่เรื่องแฮปปี้ในชีวิตนะคะ แต่ภาพรวมเรารู้สึกมีความสุขกับชีวิต พอใจในจุดที่ตัวเองอยู่ค่อนข้างมาก เราบาลานซ์สิ่งที่ใช้ทำมาหากิน นั่นก็คือทำยูทูบ (รายการยิปย่อย) กับพี่สาว (ยิปซี คีรติ) และทำงานที่คนเขาเรียกกันว่าอินฟลูฯ กับทำอย่างอื่นที่เป็นกิจกรรมชีวิต ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเงินใดๆ นั่นก็คือ การได้สนุกกับการออกกำลังกาย และวาดรูป”

“เรามีความสุขได้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีเรื่องอะไรหวือหวาเข้ามา เพราะมันอยู่ในจุดที่ตัวเองรู้สึกว่าไม่ได้อยู่ภายใต้ความกังวลหรือต้องกลัวอะไรตลอดเวลาแล้ว ถามว่าพอเป็นคนไม่มีความฝัน ไม่มีแพสชัน แค่อยากมีความสุขเฉยๆ มันดีไหม มันดี แต่เพื่อให้ชีวิตเรายังคงมีหลักแหล่ง เราก็ยังต้องสร้างโจทย์ในแต่ละวันให้เราสามารถพัฒนาตัวเองได้ เพื่อนำไปสู่การมีความสุขในฐานะคนคนหนึ่งก็พอ เช่นตอนนี้ เรามีความสุขกับการออกกำลังกาย และวาดรูป เราก็ทำ”

Mission 1 คือการออกกำลังกายให้เยอะขึ้น “เพราะว่าช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้ ยิปป่วยเยอะมาก ทั้งผ่าตัด เจ็บนิ่ว ตกบันได เดินกะเผลก เส้นเอ็นฉีก ถอดเล็บ พอปีนี้คลื่นลมเริ่มเบาบาง มีช่วงให้ขยับตัวได้อย่างปกติ เราเลยอยากรีบฉวยโอกาสในวันที่ไม่ป่วย ลุกขึ้นมาออกกำลังกาย และสนุกกับมัน แค่นี้ก็มีความสุขแล้วนะ ที่รู้ว่าว่าวันนี้เราจะทำอะไรบ้าง”

Mission 2 คือการทำงานวาด “จริงๆ งานวาดของยิป เราไม่ได้ทำเพราะแพสชัน เพราะยิปไม่ใช่คนที่หยุดวาดไม่ได้ แต่นิทรรศการนี้มันเกิดขึ้นจากการที่เราอยู่กับเขามานาน แต่เราไม่เคยเอาเขาไปทำอะไรเลย จนเกิดความหมักหมมในใจว่า ทำไมเราไม่ยอมเปิดตัวน้องสักที ทำเหมือนเขาเป็นแฟนเก็บอยู่ตั้งนาน (หัวเราะ) ปีนี้ก็เลยฮึบ เอาไปจัดแสดง”

ในฐานะผู้หญิง ยิปโซคิดว่า หลายๆ คนกำลังถูกกดดันเมื่อมีอายุที่เพิ่มขึ้น เธอยกตัวอย่างว่า “ในวัย 35 ปี สิ่งที่ผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกับยิปถูกกดดันไม่ว่าจะยุคสมัยไหนก็แล้วแต่ คือการมีลูก เพราะมันเป็นปีที่ร่างกายเราจะเสื่อมลง และช่วงเวลาที่เหมาะสมในการมีบุตรมันกำลังจะผ่านพ้นไป ทีนี้พอคนกดดันตรงนี้แล้ว มันก็จะมีเรื่องอื่นให้คิดตามมา คือ ฉันต้องรีบแต่งงานแล้ว ต้องรีบมีลูกแล้ว หรือถ้ายังไม่พร้อม ก็ต้องฝากไข่ ซึ่งเราเข้าใจเหตุผลของคนที่เขากังวลเรื่องนี้นะ แต่สำหรับเรา เราคิดว่า ในวัยนี้ เรายังอยากสนุกกับชีวิต เราไม่ได้เป็นทุกข์ร้อนกับเรื่องนี้เท่าไหร่ ไม่รู้สึกว่าจำเป็นจะต้องมีลูก แต่อนาคตอาจจะอยากมีก็ได้ถ้าเกิดมีคู่ชีวิตที่อยู่ด้วยกันแล้วทุกอย่างลงตัว แต่ถึงตอนนั้น ถ้ามีไม่ได้แล้ว ก็ไม่เป็นอะไร ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดกับเรื่องนี้ แต่เป็นกำลังใจให้คนที่กำลังเจ็บปวดอยู่เสมอ”

ยิปโซในวัย 35 ปี สนุกกับการใช้ชีวิตในแบบที่ออกแบบเอง ไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ใหญ่ แต่มีความสุขกับเป้าหมายเล็กๆ ในแต่ละวัน แต่ก็ยังมีคำถามหนึ่งที่เธอถูกถามเสมออย่างต่อเนื่อง หลังจากหายหน้าหายตากับงานแสดงไปพักใหญ่ๆ ว่า ไม่เล่นซีรีส์ ไม่เล่นหนังแล้วเหรอ? ซึ่งเธอก็พร้อมตอบให้คนหายสงสัยแล้ววันนี้

“เราเริ่มพักงานแสดงตั้งแต่ก่อนโควิด เพราะมีปัญหาสุขภาพจิตที่มันโยงไปสู่สุขภาพกาย เราเล่นละครติดกัน ก็จะขอพักแป๊บนึงเป็นช่วงๆ แต่พอพักไปพักมาดันไปชนช่วงโควิดพอดี ทุกอย่างมันนิ่งสนิท หลังจากนั้นก็เลยไม่ได้อยากจะกลับไปทำมันแล้ว หลุดลูปงานแสดง จนถึงตอนนี้ ถ้าถามว่าจะไม่รับงานแสดงอีกแล้วเหรอ? เราจะตอบว่า รับ รับได้ แต่มันไม่ใช่การรับทุกอย่าง เรารับในสิ่งที่พอดีกัน ไทม์มิ่ง คิวได้ บทได้ มีความเต็มใจที่จะทำ แต่ช่วงหลังๆ เรากลับรู้สึกว่า ไม่ได้อยากทำมันขนาดนั้นแล้ว แต่ถ้าทำสั้นๆ อย่างเล่นเอ็มวีอาจจะได้อยู่นะ”

“แต่ถ้าตอนนี้มีคนมาถามว่า ตกลงทำอาชีพอะไรนะ? นักแสดง? อินฟลูฯ? ศิลปิน? หรืออะไร? เพราะเราเคยทำหลายอย่างมาก ถ้าให้ตอบออกมาจากใจ คือทำอาชีพ ‘ยิปโซ’ อยู่ค่ะ ปีนี้จะเป็นปีของการลงมือทำ โดยที่ไม่ต้องนิยามหรือจำกัดว่าตัวเองเป็นอะไรเลย”

“พอเราวาดภาพ ก็จะมีคนถามทันทีว่า จะเป็นศิลปินเต็มตัวแล้วใช่ไหม เราก็จะรีบโพล่งออกไปเลยว่า ไม่เอา ไม่อยากเป็น เราก็แค่อยากวาดเฉยๆ และเห็นน้อง Tatohearts ไปปรากฎตัวในที่ต่างๆ แค่นั้นเลย คือเราไม่ได้มองตัวเองเป็นศิลปิน ไม่ได้มีสกิลการวาด ไม่เคยเรียนด้วย เราก็แค่ชอบวาด บางทีถ้าเราจำกัดว่าตัวเองเป็นอะไร มันจะกลายเป็นความคาดหวังต่อตัวเอง หรือคนอื่นก็อาจจะมาคาดหวังกับเราด้วย สมมติวาดรูปขึ้นมา บอกว่าตัวเองเป็นศิลปิน แล้วยังไงต่อ? ศิลปินหน้าตาเป็นแบบไหน ก้าวเท้าซ้าย เท้าขวายังไง แล้วถ้าเป็นศิลปิน ทำอย่างอื่นไม่ได้เหรอ? ทุกครั้งที่เรานิยามตัวเองแล้วครั้งหนึ่ง แล้วไปลองทำอะไรอย่างอื่นที่แตกต่างออกไป เราจะต้องนิยามตัวเองใหม่เสมอ เพื่อให้คนเรียกเราถูก แต่ถ้าเลิกนิยามตัวเองไปเลย เราจะทำอะไรก็ได้ ทุกอย่างเป็นอิสระหมด ไม่มีกรอบที่จำกัดการวิ่งเล่นของเรา ดังนั้น เพื่อให้คนไม่ต้องมางงกับสิ่งที่ยิปเป็น งั้นยิปก็จะเป็นอียิปโซแบบนี้ที่ทำอะไรได้หลายๆ อย่างละกัน”

“ทีนี้ก็จะมีกรอบว่าอายุ 35 ต้องแต่งงาน มั่นคง แต่ยิปแค่อยากทำสิ่งที่อยากทำ ไม่อยากเป็นคนเก่ง ไม่อยากเป็นอะไรเลย มันไม่มีอะไรตายตัวหรอกค่ะว่าคนอายุ 35 หรือ 40 หรือ 80 จะต้องเป็นแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น”

ความฝงความฝันไม่มี แต่ดีที่มีน้อง ‘ตาโต’

การวาดรูปเป็นสิ่งที่อยู่กับยิปโซมาตั้งแต่เด็ก และทุกวันนี้เธอก็ยังวาดมันอยู่ เธอมีตั้งแต่ผนังห้องนอนที่วาดเป็นต้นไม้ เพราะแค่อยากนอนใต้ต้นไม้ แต่พ่อแม่บอกว่าจะตายเอานะ ถ้านอนใต้ต้นไม้จริงๆ เดี๋ยวมันดูดออกซิเจนหมด จึงเกิดเป็นต้นไม้ที่เพนต์เอาเอง เธอยังวาดรูปเพื่อเป็นตัวแปะประสบการณ์ไว้ในห้องส่วนตัว ทั้ง ดาว ที่เกิดจากตอนเธอแสดงละครเวทีเรื่องหลังคาแดง กับการรับบทบาท อาลัย สาวน้อยที่ดูดาวทุกครั้งเพื่อเฝ้ารอแม่มารับ หรือจะต้นกระบองเพชร ที่มาจาก การเล่นละครในปี 2558 อย่าง วันหนึ่งจะเป็นซุปตาร์ ดังนั้นหลายภาพวาดของเธอ จึงสะท้อน “ตัวเราที่เคยเป็น” ยิปโซบอก

เช่นเดียวกับ Tatohearts หรือ ตาโตฮาร์ท ที่เธอวาดน้องหัวใจมีตาดวงโตอยู่ตรงกลางใจ และมีเพชรบนหัว มามากกว่า 10 ปี เหมือนเพื่อนสนิทที่อยู่ด้วยกันทุกการเรียนรู้ ทุกประสบการณ์ที่เจอ และทุกการเติบโต

“ตั้งแต่เด็กจนโต เราคิดว่าทุกคนน่าจะมีขยุกเก่งของตัวเอง บางคนวาดเป็นดาว บางคนเป็นดวงอาทิตย์ ส่วนของเราเป็นหัวใจ ซึ่งชีวิตเราจะวนๆ อยู่กับเรื่องหัวใจ ขนาดเรากลัวผี กลัวความมืด แล้วทุกครั้งที่อยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเดินไปในที่มืดๆ สิ่งที่เราทำออกมาโดยไม่รู้ตัวคือ พูดว่า ไอเลิฟยู เลิฟยูว่ะ เหมือนเป็นบทสวดมนต์ (หัวเราะ) ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะพูดขึ้นมาทำไม”

“พอเราชอบวาดหัวใจมากๆ เราก็เลยอยากสร้างคาแรกเตอร์มันขึ้นมา ก็เลยวาดหัวใจ พร้อมกับตา ที่ได้อิทธิพลมาจากการ์ตูนที่เราชอบดู ชอบอ่าน มาตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เช่น เซเลอร์มูน พีชเกิร์ล โคนัน โดราเอมอน การ์ตูนเน็ตเวิร์ค หรือจะการ์ตูนใน ยูบีซี คิดส์ วาดไปวาดมาก็เริ่มตั้งแอคเคานต์ Tatohearts ขึ้นมา”

“ตอนเราวาด Tatohearts ขึ้นมา เราก็ไม่ได้คิดหนักว่าจะเอามันมาเป็นที่พึ่งทางใจ แต่พอวาดเสร็จปุ๊บ พอเราไปเจอเรื่องราวหนักๆ ในชีวิต เราพบว่า เขาอยู่ข้างเรา เป็นเพื่อนสนิทที่อยู่ในทุกการเรียนรู้”

“Tatohearts เป็นสัญลักษณ์หัวใจ ซึ่งยิปมองว่ามันมีความหมายหลายอย่างอยู่ในนั้น หัวใจจะสื่อถึงมุมมองความรักในรูปแบบต่างๆ หรือจะมองไปถึงเรื่องของชีวิต ที่หัวใจเป็นแก่นของมนุษย์ ที่ถ้าไม่มี มันจบ ก็ได้ การมีตาอยู่กลางหัวใจ จึงเป็นการชวนมองโลกจากแก่นภายในของเราที่แท้จริงที่สุด ว่าทุกอย่างที่เราเห็นมันล้วนมีหัวใจ และมีความหมายของมันอยู่ แม้ทุกคนจะมีอาชีพ นิสัย หรืออดีต ที่ต่างกันออกไป แต่ทุกคนก็เป็นหัวใจเหมือนกัน มีบางสิ่งที่เหมือนกันอยู่”

ในอนาคตยิปโซก็อยากลองไปนั่งพูดคุยกับผู้คนและวาดภาพ portrait ของพวกเขาออกมาโดยวาดเป็นหัวใจแทนใบหน้า ว่าเขาจะเป็นหัวใจแบบไหน สีอะไร มีสัญลักษณ์อะไรที่ทำให้เขามีความสุข อะไรที่ทำให้เขาเครียด และอะไรบ้างที่ประกอบขึ้นมาเป็นตัวเขา

ศิลปงศิลปะไม่มีตีความผิด มีแต่ถูกกับถูก

หากเดินชมรูปวาดทั้งหมดของยิปโซ แม้แต่ละรูปจะมีชื่อของมัน แต่ยิปโซตั้งใจว่า จะขอไม่บอกเลยว่าแต่ละรูปมีความหมายว่าอะไร เพราะ “บางครั้งความหมายมันไม่ควรจบที่ตัวเรา ความหมายของรูปหรืออะไรก็ตาม มันโตได้จากมุมที่คนมอง ความหมายที่เรามีอยู่ในใจ ถ้าพูดออกไปเลย มันจะกลายเป็นกรอบให้คนดูคิดว่าอันนี้เรียกถูก อันนี้เรียกผิด ขนาดเราคิดว่าตอนแรกมันมีความหมายแบบนี้ แต่วันข้างหน้าความหมายของมันอาจเปลี่ยนไป มีความหมายใหม่เพิ่มเข้ามาก็ได้หมด เราเลยคิดว่าคงไม่มีประโยชน์จากการมานั่งอธิบายว่ารูปนี้แปลว่าอะไร”

“Tatohearts สะท้อนความซีเรียสของเราในอดีต จนถึงวันนี้ที่แม้จะยังมีมุมซีเรียสอยู่ แต่กลับมีมุมสนุกเพิ่มเข้ามาด้วย ในแต่ละชิ้นที่เราวาด มันบอกเล่าชีวิตของเรา เรื่องทริกเกอร์บางอย่างของเรา ความรู้สึกของเรา ความรักของเรา หรือวาดมันเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจบางอย่างให้เรา”

“แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ไม่อยากให้ใครต้องมารู้สึกผิดกับการมองดูมัน ก็เลยตั้งใจที่จะไม่บอกความหมายของรูปที่เราวาด แล้วปล่อยให้เขาตีความเองแทน เหมือนหนังที่บางคนบอกว่า คนนี้ดูหนังไม่เป็น เห้ย หนังมีไว้ดู ไม่ได้มีไว้ให้มาตัดสินใครว่าดูเป็นหรือดูไม่เป็น ศิลปะก็เหมือนกันค่ะ เราไม่อยากให้มันมีคำว่าผิด เพราะไม่ว่าคุณจะเข้าใจยังไง มันก็ถูกทั้งนั้นแหละ”

10 กว่าปีที่โตมากับน้องตาโต สาวน้อยรูปทรงหัวใจคอยเฝ้ามองดูยิปโซเติบโตขึ้นในแต่ละวัน ยิปโซเล่าว่า มีมุมมองหนึ่งที่เธอโตขึ้นแล้วอยากแชร์ให้ฟัง นั่นคือ “หลายๆ อย่างมันไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้น แน่นอนว่า คนเราควรต้องพยายามทำตัวให้โอเค แบบที่ไม่ทำร้ายชาวบ้าน แต่หลายอย่างที่เราเคยเครียด เคยจริงจังมากๆ มันไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้น อะไรที่เราเคยกลัวจากการที่คนมาจับมือให้เรากลัวตาม มันก็อาจไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวเสมอไป”

“เมื่อก่อนยิปเป็นคนซีเรียสไปหมด จริงจังกับทุกเรื่อง เรารู้สึกดีไม่พอตลอดเวลา ตอนทำงานในวงการก็กดดันกับสิ่งที่ต้องทำตลอด แม้ว่าเราจะชอบมัน แต่เราก็ไม่สนุกกับมันได้ 100% เพราะคิดตลอดว่าที่เราทำอยู่มันถูกเปล่าวะ มันไม่มีคำตอบตายตัวว่าอะไรคือสิ่งที่ถูก อย่างนักบัญชีตราบใดที่คำนวณตัวเลขออกมาถูกต้อง ก็รับรู้ได้ว่าเขาเก่งและทำได้ดี แต่นักแสดง คำตอบของมันคืออะไร การ success จนมีงานต่อ นั่นแปลว่า มันเป็นงานที่ขึ้นอยู่กับความเห็นของคนอื่นเยอะมาก และเราก็ตกเป็นทาสของความเห็นนี้ไม่มากก็น้อย ต่อให้เรามีตัวตนของเรา ที่ไม่อยากฟังเสียงคนอื่นมาก แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า อาชีพนี้มันเต็มไปด้วยความถูก ผิด เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ซึ่งไม่ใช่แค่ยิป แต่คนในวงการตอนนี้ก็มีคนที่ struggle กับการพยายามหาจุดที่ ‘ถูกต้อง’ อยู่ ทั้งๆ ที่มันอาจจะไม่มีอยู่จริง ซึ่งจุดที่ทำให้ยิปเครียดน้อยลงก็คือ หยุดทำ กว่าจะคลายลง ก็ต้องใช้เวลาสักพักใหญ่เลย จนเวลาผ่านไปเราก็ไม่ได้อยู่ใน panic mode แล้ว”

“อย่างงานศิลปะ กว่าจะกล้าเอาภาพมาจัดแสดงก็ใช้เวลานานอยู่ แต่พอเรียนรู้ว่าทุกอย่างมันไม่ต้องซีเรียสขนาดนั้น ก็เลยไม่รู้ว่าจะไม่ทำไปทำไม ใครคอมเมนต์อะไรตอนนี้ก็รับฟังค่ะ แต่ไม่ได้สนใจจนเอากดดันให้ตัวเองเครียดแล้ว มองเป็นความสนุกมากกว่า เพราะตั้งต้น เราลงมือทำแบบไม่กลัว เราก็เลยไม่กลัวที่จะฟังด้วยว่าเขาชอบหรือไม่ชอบงานเราตรงไหน”

“ส่วนถ้าเป็นงานที่ใช้ทำมาหากิน อย่างงานอินฟลูฯ ยิปก็มองว่าความกดดันมันเบากว่าการเป็นนักแสดง เพราะเขาจ้างเราเพราะเราเป็นเรา แต่งานแสดง เขาจ้างเราเพื่อเอาสกิลของเราไปเล่นเป็นคนอื่น ซึ่งยิปมองว่า การเป็นตัวเองมันง่ายกว่าเป็นคนอื่นค่ะ”

“จริงๆ อยากบอกว่า คนรอบข้างมีผลต่อชีวิตยิปเหมือนกันค่ะ เพราะพวกเขาทำให้เรากลายเป็นคนนี้ที่กล้าก้าวออกมาทำอะไรที่อยากทำ ช่วงแรกเราอาจจะไม่กล้าออกมาสักที แต่เพราะมีคนรอบข้างแบบนี้ไง ที่คอยเชียร์ คอยบิ้วท์ จนทำให้เรากลายเป็นคนนี้ที่พร้อมแล้ว ต้องขอบคุณครอบครัว เพื่อน และตัวเราเอง กระทั่งคนที่ไม่เป็นมิตรกับเรา หรือประสบการณ์ยากๆ มันทำให้เราลดความซีเรียสในชีวิตลงไปได้เยอะ เพราะจะคิดเสมอว่า เราเคยเจอเรื่องซีเรียสกว่านี้ไปแล้ว เรื่องแค่นี้ยิบย่อย”

ความรงความรัก จะดี จะแย่ แต่มันให้อะไรเราเสมอ

ความรักในงานศิลปะของยิปโซ นั้นมอบอะไรหลายอย่างให้เธอ เธอมองว่า การใช้ชีวิตของมนุษย์ทุกคนล้วนต้องใช้ศิลปะไม่ก็ทางใดทางหนึ่ง

“การใช้ชีวิตมันคือศิลปะอย่างหนึ่งอยู่แล้ว เราอาจใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการกล่อมพ่อให้ซื้อประกัน อย่างเพื่อนเรากล่อมพ่ออยู่นาน เพราะพ่อไม่อยากให้ลูกเสียตังค์ เราก็ต้องมีวิธีบอกพ่อว่า นี่พ่อช่วยลูกนะ จ่ายเป็นก้อนใหญ่ มันจะทำให้ลูกเดือดร้อนมากกว่า นี่ไง ศิลปะแห่งการชวนพ่อซื้อประกัน หรือการจะพูดคุยกับใครสักคน เราก็ต้องใช้ศิลปะในการพูดคุยให้เกิดความเข้าใจกัน ไปจนถึงเราต้องใช้ศิลปะในการคิดว่า เราจะซื้อไก่ย่างยังไงไม่ให้ไก่หายร้อนก่อนกลับบ้าน ทั้งหมดนี้มันคือศิลปะ!”

และในฐานะหญิงสาวที่มองว่าการเป็นโสดคือเรื่องที่ ‘ปกติ’ ที่สุด เธออยากใช้ศิลปะในการพูดสื่อสารออกมาถึงแง่มุม ‘ความรัก’ เนื่องในเดือนแห่งความรัก ฝากถึงคนที่ยังไม่สามารถรักตัวเองได้เพราะไม่มีแฟน หรือไม่กล้าออกจากความสัมพันธ์ท็อกซิก เพราะกลัวโดดเดี่ยวว่า…

“จะมีแฟนหรือไม่ มันเท่ากัน ไม่อยากให้คิดว่าเป็นโสดดีที่สุด หรือมีแฟนดีที่สุด แต่มันดีทั้งคู่ ฉะนั้นไม่มีอะไรต้องกลัว โสดก็ดีแบบโสด มีคู่ก็ดีแบบมีคู่ แพคเกจของความโสดคือการได้เรียนรู้ที่จะยืนหยัดด้วยตัวเอง มีอิสระมากกว่าตอนมีคู่ ไม่ต้องพึ่งพาการกระทำ หรือพึ่งพาทางความรู้สึกของใคร ส่วนแพคเกจของการมีคู่ บางครั้งมันก็ทำให้เราได้เรียนรู้ตัวเองเยอะมากจากความรักแบบที่เรามีคนอีกคนอยู่ข้างๆ ฉะนั้นใครรู้สึกว่าตัวเองโสดแล้วไม่ดี ไม่จริง โสดดีแบบโสด มีคู่ดีแบบมีคู่”

“และสำหรับคนที่อยู่ในความสัมพันธ์ท็อกซิกแล้วไม่กล้าออกมา แค่กลัวว่าจะอยู่ไม่ได้…ลองดูก่อน ยังไม่รู้เลย เพราะจริงๆ แม้แต่ความท็อกซิก ก็จะเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เรียนรู้ มันอาจไม่ใช่เขาท็อกซิกอย่างเดียว แต่เป็นการที่เราอยู่ด้วยกัน แล้วเคมีมันแย่ เขาไม่ได้ผิด เราไม่ได้ผิด แต่อยู่ด้วยกันแล้วฉิบหาย นั่นคือท็อกซิกในมุมมของเรา”

“ถ้าบอกว่า ให้ออกมาจากความสัมพันธ์ท็อกซิกเร็วๆ ก็คงไม่ได้หรอก ทุกคนมีระยะเรียนรู้ ที่เราต้องเรียนให้ครบ พอเรียนครบ บทมันจะออกมันก็จะออกได้เอง แต่เราก็ต้องพยายามด้วยนะ ค่อยๆ เรียนรู้กับมัน

“ส่วนสำหรับยิปตอนนี้ สิ่งดีๆ ที่อยู่ในชีวิต ถ้าไม่นับคนดีๆ รอบตัว ก็คงเป็นชีวิตที่กลัวน้อยลงเนี่ยแหละ ที่ทำให้มีความสุขมากจริงๆ เหมือนตื่นมาตอนเช้าแล้วเรายังอยากลุกไปทำอะไร กำลังใจของเรามันเพิ่มขึ้นด้วยตัวของเราเอง”

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...