โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ธปท. จ่อออกเกณฑ์ร่วมรับผิดชอบภัยไซเบอร์ภาคการเงินต้น พ.ค. 68

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 28 เม.ย. 2568 เวลา 10.21 น. • เผยแพร่ 28 เม.ย. 2568 เวลา 10.04 น.
รุ่ง มัลลิกะมาส

ธปท.เผยภายในต้นเดือนพฤษภาคมนี้ เตรียมออกประกาศกำหนดมาตรฐานสำหรับภาคธนาคารและอีมันนี่ เพื่อกำหนดใน พ.ร.ก.ป้องกันภัยไซเบอร์ ฉบับที่ 2 ส่วนร่วมรับผิดชอบในความเสียหาย หรือ ชี้ สัดส่วนรับผิดชอบขอให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน

นางรุ่ง มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ตามที่พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 (พระราชกำหนด) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2568 ที่ผ่านมานั้น ธปท. สนับสนุนหลักการของพระราชกำหนด และได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องในการเสนอความเห็นและปรับปรุงเนื้อหาในพระราชกำหนด เพื่อยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

หนึ่งในประเด็นสำคัญของพระราชกำหนด คือ การกำหนดให้สถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ และผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ยกระดับการดูแลลูกค้า และมีส่วนร่วมรับผิดชอบในความเสียหายหาก หรือ Shared Responsibility ละเลยการปฏิบัติตามมาตรฐานที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนดจนเป็นเหตุให้ลูกค้าเกิดความเสียหาย

ทั้งนี้ ภายในต้นเดือนพฤษภาคม 2568 ธปท.จะออกประกาศเพื่อกำหนดมาตรฐานสำหรับ สง. (ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ) และผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินที่ได้รับใบอนุญาตประเภทการให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งหากสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจข้างต้นละเลยการปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนด จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในความเสียหายแก่ลูกค้า สรุปสาระสำคัญของมาตรฐานที่ต้องดำเนินการ ดังนี้

1.การป้องกันการสวมรอยเปิดบัญชีและการสวมรอยใช้งาน Mobile Banking สถาบันการเงินต้องดำเนินการดังนี้

  • มีกระบวนการรู้จักลูกค้า (KYC : Know Your Customer) ที่เข้มข้น
  • ไม่แนบลิงก์ที่เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายผ่าน SMS และอีเมล์
  • ลูกค้าสามารถใช้บริการ Mobile Banking ของแต่ละสถาบันการเงินได้เพียง 1 ชื่อบัญชีผู้ใช้งาน และใช้ได้กับ 1 อุปกรณ์เคลื่อนที่เท่านั้น
  • มีกระบวนการยืนยันตัวตนในการทำธุรกรรมที่มีความเสี่ยงผ่าน Mobile Banking โดยใช้เทคโนโลยีเปรียบเทียบใบหน้าและการตรวจจับการปลอมแปลงชีวมิติ สำหรับการทำธุรกรรมโอนเงินที่มีมูลค่าตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป หรือการทำธุรกรรมโอนเงินมูลค่ารวมกันครบทุก 200,000 บาทใน 1 วัน หรือการปรับเพิ่มวงเงินการทำธุรกรรมโอนเงินต่อวัน
  • ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงแอปพลิเคชั่นของ สถาบันการเงินทุกครั้งที่ผู้ใช้บริการเข้าใช้งาน และไม่อนุญาตให้ใช้งานแอปพลิเคชั่นที่ถูกเปลี่ยนแปลง
  • ไม่อนุญาตให้แอปพลิเคชั่นของ สถาบันการเงินทำงานบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ในขณะที่มีแอปพลิเคชั่นอื่นที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น แอปพลิเคชั่นที่ควบคุมอุปกรณ์เคลื่อนที่จากระยะไกลแอปพลิเคชั่นที่ปิดบังหรือขโมยข้อมูลบนหน้าจอ

2.การจำกัดความเสียหายและจัดการบัญชีม้า สถาบันการเงินต้องดำเนินการดังนี้

  • แจ้งเตือนการทำธุรกรรมทุกครั้ง เมื่อมีการโอนเงินออกจากบัญชี ผ่านช่องทางใดช่องทางหนึ่ง เช่น ?Mobile Banking, LINE, SMS, อีเมล์ โดยไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่าย
  • ระงับการทำธุรกรรมและนำส่งข้อมูลตามแนวทางที่ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) กำหนด ภายใต้อำนาจหน้าที่ที่พระราชกำหนด กำหนดไว้
  • เมื่อได้รับรายชื่อบุคคลที่เป็นเจ้าของบัญชีม้าดำ จากสำนักงานป้องกันและปราบปราม
    การฟอกเงิน (ปปง.) หรือรายชื่อบุคคลที่เป็นเจ้าของบัญชีม้าเทาเข้ม[2] หรือเทาอ่อน[3] จากระบบ Central Fraud Registry (CFR) ให้ดำเนินการสอดคล้องกับระดับความเสี่ยง เช่น ระงับเงินเข้าและออกทุกบัญชีของบุคคลที่เป็นเจ้าของบัญชีม้า รวมทั้งปฏิเสธการเปิดบัญชีใหม่กับบุคคลที่เป็นเจ้าของบัญชีม้า

3.กระบวนการรับแจ้งเหตุภัยทุจริตดิจิทัลที่รวดเร็ว สถาบันการเงินต้องจัดให้มีช่องทางติดต่อเร่งด่วน (Hotline) ทางโทรศัพท์ หรือวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้เสียหายสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงินทั้งในและนอกเวลาทำการ

ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาภัยทุจริตทางการเงินอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่จะต้องรับผิดชอบในส่วนของตนเอง แม้พระราชกำหนดจะระบุให้ผู้ให้บริการต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบหากไม่ทำตามมาตรฐานที่ผู้กำกับดูแลกำหนด ธปท. ขอให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังในการใช้บริการทางการเงิน เช่น ไม่กดลิงก์ที่ไม่รู้จัก ระวังการรับสายแอบอ้าง และตรวจสอบการทำธุรกรรมให้รอบคอบ เพื่อไม่ให้ตกเป็นผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

“เราจะมีการประกาศเรื่องในส่วนร่วมรับผิดชอบในความเสียหาย หรือ Shared Responsibility ภายในต้นเดือน พ.ค.นี้ การกำหนดมาตรการเราได้มีการศึกษาในต่างประเทศ แต่มาตรการที่ทำจะให้เหมาะสมกับบริบทของไทย บางอย่างเราทำเข้มกว่า หรือบางอย่างเราก็อาจจะทำในรูปแบบอื่น ซึ่งการร่วมแชร์ความเสียหาย ทุกหน่วยงานก็ต้องมีการตรวจสอบย้อนกลับไปได้ว่าบกพร่องตรงไหน ซึ่งสัดส่วนการรับผิดชอบจะเป็นหน้าที่ของศาลจะเป็นผู้ตัดสิน แต่ ธปท.จะมีการกำหนดหหน้าที่ให้ชัดเจน และเป็นบรรทัดฐาน เพื่อให้ศาลสามารถตัดสินได้รวดเร็วขึ้น”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ธปท. จ่อออกเกณฑ์ร่วมรับผิดชอบภัยไซเบอร์ภาคการเงินต้น พ.ค. 68

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...