โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ’ ตัวเร่งวิกฤติเศรษฐกิจไทย แนะระบบสวัสดิการ-ดูแลแบบมีส่วนร่วม

The Bangkok Insight

อัพเดต 28 เม.ย. 2568 เวลา 15.14 น. • เผยแพร่ 28 เม.ย. 2568 เวลา 17.20 น. • The Bangkok Insight

มธ. เผยสัญญาณเตือนระดับชาติ "สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ" ตัวเร่งวิกฤติเศรษฐกิจไทย ผลกระทบสุขภาพจิต และโครงสร้างแรงงาน แนะทางออกใช้ระบบสวัสดิการ-ดูแลแบบมีส่วนร่วม

รศ.ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสาธารณะ และนโยบายสิ่งแวดล้อมและอาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ สังคมสูงวัย อย่างเต็มรูปแบบ (Complete aged society) โดยมีสัดส่วนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปถึง 20-30% ของจำนวนประชากรทั้งหมด โดยในทุก ๆ 100 คน เป็นผู้สูงอายุ 21 คน

สังคมสูงวัย

เมื่อพิจารณาเชิงโครงสร้างประชากรตามเพศ พบว่า ผู้สูงอายุเพศหญิงมีจำนวนมากกว่าผู้สูงอายุเพศชาย โดยคิดเป็น 57.9% และ 42.1% ตามลำดับ ทั้งนี้ หากจำแนกตามช่วงวัย ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุวัยต้น (60-69 ปี) 59.3% รองลงมา คือ กลุ่มผู้สูงอายุวัยกลาง (70-79 ปี) 29.8% และน้อยที่สุดคือ กลุ่มผู้สูงอายุวัยปลาย (80 ปีขึ้นไป) 10.9%

แนวโน้มดังกล่าว สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางประชากรที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งมีผลกระทบสำคัญต่อโครงสร้างแรงงาน และทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว

หนึ่งในผลกระทบที่ชัดเจนคือ สัดส่วนประชากรวัยทำงานที่ลดลง พร้อมกับอัตราส่วนพึ่งพิงผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นจาก 10.7% ในปี 2537 เป็น 31.1% ในปี 2567 ซึ่งหมายความว่าประชากรในวัยทำงานทุก ๆ 100 คน จะต้องแบกรับภาระในการดูแลผู้สูงอายุถึง 31 คน

สถานการณ์นี้ จะทำให้แรงงานในประเทศต้องเผชิญกับภาระทางการเงินเพิ่มขึ้นในครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้หรือบำนาญ ก็ยังจำเป็นต้องทำงานหารายได้เพื่อเลี้ยงชีพ ขณะเดียวกันยังต้องพึ่งพาจากภาครัฐและลูกหลานในการดูแล

ขณะเดียวกัน คาดการณ์ว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า สัดส่วนของประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างแรงงานและทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม เนื่องจากผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะไม่สามารถทำงานในภาคแรงงานได้เต็มที่ อีกทั้งภาระการดูแลสุขภาพและสวัสดิการต่าง ๆ ก็จะเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ จะส่งผลให้รัฐบาลต้องมีการปรับตัวในการจัดสรรงบประมาณสาธารณะ เพื่อรองรับภาระที่เพิ่มขึ้นในอนาคต รวมถึงการสร้างกลไกเพื่อสนับสนุนการประกันสังคมอย่างโปร่งใสและยั่งยืน ยกตัวอย่างกรณีของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีระบบเก็บภาษีสำหรับบำเหน็จบำนาญแก่ประชาชนในอนาคต และมีการร่วมสมทบระหว่างรัฐและภาคเอกชน ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ประเทศไทยควรศึกษาและนำมาใช้ในระบบสวัสดิการเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมสูงวัย

นอกจากนี้ การปรับตัวของภาคธุรกิจและการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตยังเป็นอุปสรรค เนื่องจากผู้สูงอายุจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ ทำให้การพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในหลายภาคส่วนยังคงเป็นเรื่องท้าทายและต้องใช้เวลาในการปรับตัว

รศ.ดร.อัจฉรา กล่าวว่า ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยยังเข้าไม่ถึงสวัสดิการของรัฐอย่างทั่วถึง เพราะขาดแคลนอุปกรณ์ดิจิทัลพื้นฐาน เช่น สมาร์ทโฟนหรืออินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการลงทะเบียนและเข้าถึงบริการภาครัฐในยุคดิจิทัล ส่งผลให้กลุ่มผู้สูงอายุบางส่วนหลุดจากระบบ และไม่ได้รับการสนับสนุนหรือการดูแลที่เหมาะสมจากภาครัฐ

การที่จำนวนผู้สูงอายุในประเทศเพิ่มขึ้น และจำนวนประชากรวัยทำงานลดลง ทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงาน ทั้งในภาคการเกษตร บริการ และอุตสาหกรรมอื่น ๆ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และอาจส่งผลให้ไทยต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติมากขึ้น

ในขณะที่ค่าแรงของแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งกลุ่มแรงงานเหล่านี้ มีทั้งผู้ที่เข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายและผู้ที่ไม่มีเอกสารรับรองอย่างถูกต้อง ซึ่งแรงงานที่มาทำงานผิดกฎหมายอาจทำให้เกิดปัญหาด้านอาชญากรรมและความมั่นคงของประเทศ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในการควบคุมของภาครัฐ

การลดลงของประชากรวัยทำงานยังส่งผลกระทบต่อความสามารถในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต เนื่องจากปัจจุบันตลาดแรงงานมีความต้องการแรงงานที่มีทักษะหลากหลายและความสามารถในการปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ การเพิ่มภาระในด้านการทำงานอาจส่งผลให้คุณภาพชีวิตในการทำงานถดถอย ซึ่งจะกระทบต่อการรักษาสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัว (work-life balance)

อีกแง่หนึ่ง คนรุ่นใหม่อาจต้องแบกรับภาระดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น จนอาจเกิดความตึงเครียดระหว่างรุ่น ทั้งในเรื่องการแบ่งทรัพยากรและหน้าที่ดูแล ซึ่งสะท้อนถึงความต่างด้านทัศนคติระหว่างเจเนอเรชันในสังคมไทยอย่างชัดเจน การปรับตัวจึงเป็นสิ่งจำเป็น ควรเริ่มต้นจากการปลูกฝังความเข้าใจระหว่างรุ่นตั้งแต่ในโรงเรียน ไปจนถึงวัฒนธรรมการทำงาน เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและลดความเครียดทางจิตใจที่อาจลุกลามจนเป็นโรคทางจิตเวช หรือรุนแรงถึงขั้นฆ่าตัวตาย

สังคมไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างภาวะลีซีเรียน (Resilience) หรือความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวจากความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ประชาชนมีทักษะจัดการอารมณ์และความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันยังไม่ถูกบรรจุอย่างจริงจังในระบบการศึกษาและควรได้รับการผลักดันโดยเร่งด่วน

ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่คนเดียวในครัวเรือนยังเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ต้องเฝ้าระวัง โดยสัดส่วนของผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าจาก 3.6% ในปี 2537 เป็น 12.9% ในปี 2567 ซึ่งสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างครอบครัวและวิถีชีวิตในสังคมไทยยุคใหม่

สถานการณ์ดังกล่าว นำมาซึ่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้สูงอายุอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะความรู้สึกโดดเดี่ยว อ้างว้าง และความเหงา จากการที่บุตรหลานจำเป็นต้องย้ายถิ่นฐานเพื่อประกอบอาชีพในเมือง ซึ่งทำให้ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยตกอยู่ในภาวะเปราะบาง และเสี่ยงต่อการถูกล่อลวงหรือฉ้อโกง หลอกให้ลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ หรือรูปแบบอื่น ๆ

ปัญหาดังกล่าวจึงควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยภาครัฐและสังคมควรส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีบทบาทที่ชัดเจนและมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งพัฒนาระบบการดูแลที่ครอบคลุมทั้งในมิติทางร่างกายและจิตใจ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...