โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ลลิตา หาญวงษ์ : นโยบายพม่าภายใต้ทรัมป์ 2.0

MATICHON ONLINE

อัพเดต 28 มี.ค. 2568 เวลา 09.45 น. • เผยแพร่ 28 มี.ค. 2568 เวลา 06.33 น.

นโยบายพม่าภายใต้ทรัมป์ 2.0 – ภายใน 1 สัปดาห์กว่าๆ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สาบานตนเป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 47 อย่างเป็นทางการ คนทั่วโลกก็สัมผัสถึงลมเปลี่ยนทิศได้ทันที ทั้งการลงนามในคำสั่งพิเศษยอมรับแค่ 2 เพศ ยกเลิกสัญลักษณ์ X ในเอกสารราชการ การตอบโต้รัฐบาลโคลอมเบียอย่างเผ็ดร้อน โทษฐานปฏิเสธไม่ยอมให้เที่ยวบินผู้อพยพสองเที่ยวที่กองทัพสหรัฐส่งกลับไปโคลอมเบีย และยังมีสั่งการให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางบังคับใช้กฎหมายไปแล้วอีกหลายสิบรายการ

การขึ้นมาของทรัมป์ยังส่งแรงสะเทือนหลายริกเตอร์ไปยังประเทศที่รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐ เอ็นจีโอทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และระดับนานาชาติ จำนวนมากได้รับเงินสนับสนุนจากสหรัฐ ในประเด็นที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน การส่งเสริมประชาธิปไตย และอื่นๆ ที่เป็นจุดเน้นของอัตลักษณ์ทางการเมืองและวัฒนธรรมของสหรัฐ ทรัมป์ที่มีจุดยืนเรื่อง America First หรืออเมริกาต้องมาก่อน มาตั้งแต่เป็นประธานาธิบดีสมัยแรกระหว่างปี 2017-2021 เมื่อเขากลับมาอีกครั้ง จึงมีนโยบายประชานิยม เอาใจชาวอเมริกันสายอนุรักษนิยมแบบไม่พัก รวมทั้งการระงับความช่วยเหลือที่มอบให้ประเทศทั่วโลก เว้นแต่เพียงอิสราเอลกับอียิปต์ เท่ากับว่าโครงการ องค์กร และรัฐบาลที่เคยได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐ อาจได้รับเงินน้อยลงหรือไม่ได้เลย ยกตัวอย่างเอ็นจีโอหนึ่งที่ผู้เขียนรู้จักพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากหน่วยงานภายใต้รัฐบาลสหรัฐมากถึงร้อยละ 60 ของเงินบริจาคทั้งหมด การกลับมาของทรัมป์จะส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทาง
การเมืองและภาคประชาสังคมทั่วโลกอย่างไม่ต้องสงสัย

อย่างไรก็ดี วาระที่ 2 ของทรัมป์อาจมีนัยสำคัญต่อพม่า มากกว่าที่หลายคนคิด ในบทวิเคราะห์ของฮันเตอร์ มาร์สตัน (Hunter Marston) ในสมัยประธานาธิบดี
ไบเดน นโยบายของสหรัฐที่มีต่อพม่าเรียกว่า “อ่อนยวบ” แม้จะมี BURMA Act ออกมาในปี 2021 ที่ทำให้สหรัฐคว่ำบาตรบุคคลหรือองค์กรที่มีส่วนสนับสนุนให้เกิดความรุนแรงและละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่า อีกทั้งคว่ำบาตรการนำเข้าสินค้าบางอย่างจากพม่า และสนับสนุนองค์กรที่ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในพม่า แต่ก็ไม่มีนโยบายอื่นๆ ที่จะกดดันให้เกิดสันติภาพที่จริงจังและยั่งยืนในพม่า ความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ท่าทีของรัฐบาลสหรัฐยุคไบเดนมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ สหรัฐไม่ได้สนใจว่าจะเกิดอะไรกับพม่าบ้าง เพราะไม่ได้เป็นพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของตน ต่างกับพื้นที่ในอินโด-แปซิฟิก และพื้นที่ที่กำลังเป็นข้อพิพาทกับจีน เช่น ไต้หวันและฟิลิปปินส์ ท่าทีแบบยังเชิงนี้ทำให้จีนเข้าไปมีอิทธิพลอย่างมากในพม่า เห็นได้ชัดเจนว่าพื้นที่ในรัฐฉานเหนือแทบจะกลายเป็นรัฐบริวารของจีนไปหมดแล้ว ในเขตของโกก้าง ว้า หรือเมืองอื่นๆ ในรัฐฉานเหนือ แม้แต่รัฐฉานใต้เอง ก็ไม่รู้ว่าจะต้านทานอิทธิพลของจีน ผ่านนอมินีอย่างว้าแดงได้อีกกี่มากน้อย

หากสหรัฐมีนโยบายในเชิงรุกในพม่ามากขึ้น สหรัฐก็จำเป็นต้องเข้าไปในเขตอิทธิพลของพม่าโดยตรง ผู้เขียนมองว่าฝ่ายความมั่นคงของไทยเองมักมองว่าสหรัฐมีอิทธิพลสูงมากกับชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดนไทย-พม่า ผ่านการสนับสนุนด้านอาวุธ อุปกรณ์สตาร์ลิงก์ ซึ่งเป็นจานรับสัญญาณอินเตอร์เน็ต และยุทธภัณฑ์อื่นๆ แต่จากประสบการณ์ของผู้เขียนเอง สหรัฐมีอิทธิพลกับชนกลุ่มน้อยน้อยมาก เมื่อเทียบกับจีนที่เปิดหน้าสนับสนุนชนกลุ่มน้อยที่อยู่ภายใต้อาณัติของตนเอง อิทธิพลของสหรัฐที่ยังคงมีอยู่เหนือชนกลุ่มน้อยในพม่าส่วนใหญ่เป็นความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม ผ่านองค์กร USAID, PRM (สำนักงานกิจการประชากร ผู้ลี้ภัยและการโยกย้ายถิ่น กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา) และแหล่งทุนอื่นๆ และยังจัดการพูดคุยระหว่างตัวแทนของรัฐบาลสหรัฐกับชนกลุ่มน้อยจากพม่า นอกจากนี้ ยังมีโครงการรับผู้หนีภัยสู้รบจากพม่าไปตั้งรกราก แต่ในช่วงหลังโครงการนี้ประสบปัญหาหลายอย่างและรัฐบาลสหรัฐปรับลดจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการนี้ลง และยังมีความพยายามจะยกเลิกในยุคประธานาธิบดีทรัมป์ 2.0 นี้ด้วย

เมื่อทรัมป์กลับเข้ามาเป็นประธานาธิบดี แม้นโยบายของสหรัฐจะหันขวาชัดเจน โดยเริ่มจากการประกาศตัดงบประมาณองค์กรที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน การศึกษา ความเท่าเทียมทางเพศ และสิ่งแวดล้อม เป็นอันดับแรกๆ แต่เมื่อเขาแต่งตั้งมาร์โค รูบิโอ (Marco Rubio) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นักวิเคราะห์ต้องกลับมานั่งคิดอย่างละเอียดอีกครั้ง เพราะที่เคยมองกันว่าทรัมป์ไม่ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนเลยนั้น คงไม่จริงไปเสียหมด รูบิโอคืออดีตวุฒิสมาชิกจากฟลอริดา เขามาจากครอบครัวผู้อพยพชาวคิวบา และเติบโตมากับพ่อและแม่ที่เกลียดชังรัฐบาลคอมมิวนิสต์ แนวทางของรูบิโอชัดเจนมาตั้งแต่แรก เขาเชื่อมั่นในนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” หรือ America First แน่นอนว่าทัศนคติต่อต้านคอมมิวนิสต์ทำให้รูบิโอมองว่าจีนเป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่ง ในยุคของทรัมป์ 2.0 เราคงจะได้เห็นการยกระดับนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของสหรัฐที่มีต่อไต้หวัน ทะเลจีนใต้ หรืออาจจะรวมถึงพม่าด้วย

หลังเข้ารับตำแหน่ง รูบิโอเริ่มหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศของหลายประเทศในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม เพราะเขาเชื่อมั่นว่าสหรัฐต้องเดินเกมรุกในทะเลจีนใต้ โดยไม่ปล่อยให้จีนแผ่ขยายอิทธิพลลงมามากกว่านี้ สิ่งที่จะตามมาคือในอนาคตอันใกล้ เมื่อสหรัฐเข้าไปกดดันหลายประเทศให้มีทีท่าต่อต้านจีนมากขึ้น และกดดันให้อีกหลายประเทศที่เข้าข่าย “โปรจีน” หันเข้าหาสหรัฐมากขึ้นด้วย

หันกลับมาที่พม่า ดังที่กล่าวไปข้างต้นว่าแม้เราจะทราบดีกว่าพม่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่งในเอเชีย เพราะเป็นเส้นทางที่จีนใช้ออกมหาสมุทรอินเดีย และมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์อยู่อีกมาก มีอีกทฤษฎีหนึ่งที่ว่าทรัมป์ถนัดทำ “ดีล” หากตกลงกับจีนได้ลงตัว ทรัมป์ก็จะยอมถอยออกมาจากพื้นที่หลังบ้านของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างไรก็ดี ผู้เขียนยังมองว่าภูมิภาคของเราเป็นเขตอิทธิพลของสหรัฐมายาวนาน แม้แต่ทรัมป์เองก็คงจะรับไม่ได้ที่สหรัฐจะถอนตัวออกจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แบบเต็มตัว และปล่อยให้จีนเข้ามามีอิทธิพลเรื่อยๆ เพราะหากทำดังนั้นจริง เท่ากับว่าสหรัฐยอมรับอำนาจนำในเอเชีย ฉากทัศน์ที่น่าจะเกิดขึ้น คือสหรัฐคงจไม่ปล่อยให้จีนเข้ามาครอบงำทะเลจีนใต้และภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก แต่สำหรับพม่าแล้ว สหรัฐเองก็ยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจน การที่สหรัฐสนับสนุนฝ่ายต่อต้านอย่างรัฐบาล NUG เป็นหลัก ไม่ใช่คำตอบ ที่จะเพิ่มพลังอำนาจของสหรัฐในพม่าได้ คงต้องใช้เวลาสักพักใหญ่ ที่สหรัฐจะเริ่มหาตัวเองเจอว่าจะเอายังไงกันต่อกับพม่า

ลลิตา หาญวงษ์

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ลลิตา หาญวงษ์ : นโยบายพม่าภายใต้ทรัมป์ 2.0

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...