“ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค” ปรับแผนโฟกัสเครื่องดื่มน้ำตาลน้อย-ไม่มีน้ำตาลเจาะ Gen-Z
“ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค” จับอินไซต์ Gen-Z รักสุขภาพมองหาเครื่องดื่มน้ำตาลน้อยแต่อร่อย ดันโคลาไม่มีน้ำตาลโตแรง 3 เท่าของเครื่องดื่มทั่วไป เตรียมล๊อนซ์เครื่องดื่มน้ำตาลน้อย-ไม่มีน้ำตาลรสชาติใหม่ลงตลาดชิงมาร์เก็ตแชร์เพิ่ม
นายทานุจ ชาดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย เติบโตอย่างต่อเนื่อง และสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มเครื่องดื่มน้ำอัดลมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มน้ำตาลน้อยและไม่มีน้ำตาล สอดคล้องกับเทรนด์สุขภาพที่กำลังมาแรงอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบัน ซันโทรี่ ในไทยมีการเติบโตเชิงมูลค่า 8.2% เติบโตเป็น 2 เท่าของตลาดเครื่องดื่มรวม มีมาร์เก็ตแชร์เติบโตเพิ่มขึ้น 2.7% โดยเฉพาะ “Cola Zero Sugar” ที่เติบโตถึง 16.1% ควบคู่ไปกับการขยายพอร์ตเครื่องดื่มสุขภาพที่มีอัตราการเติบโตสูงถึง 5% เพื่อให้ซันโทนรี่เป็นแบรนด์ที่เป็นที่รักของคนไทยผ่านกลยุทธ์ ‘Must Win’ ได้แก่
1. เสริมความแข็งแกร่งธุรกิจเครื่องดื่มน้ำอัดลม โดยส่งผลิตภัณฑ์กลุ่มน้ำตาลน้อยและไม่มีน้ำตาลรสชาติใหม่ออกสู่ตลาด
2. ขยายกลุ่มนวัตกรรมเครื่องดื่ม ทั้งผลิตภัณฑ์ที่ใส่ใจทั้งสุขภาพและความอร่อย โดยเฉพาะชาอู่หลงพร้อมดื่มทีพลัส และกาแฟพร้อมดื่มบอส คอฟฟี่ และสติงค์ ขยายช่องทางจำหน่ายและนำ AI ข้ามาใช้ช่วยพนักงาน รวมทั้งช่องทางที่ขยายมากขึ้นทั้งซูเปอร์ ไฮเปอร์ ร้านสะดวกซื้อเพื่อขยายช่องทางจำหนายมากขึ้น
3. สร้างความสำเร็จร่วมกับคู่ค้า ขยายฐานคู่ค้าทั่วประเทศ โดยเน้นสร้างเอนเกจเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น การสร้างความสัมพันธ์ซัพพลายเชน รีเทลเลอร์ พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับแต่ละช่องทางการจำหน่ายโดยใช้ AI เสริมศักยภาพการขาย
4. ส่งเสริมการเติบโตระยะยาวด้วยการผลิตที่มีประสิทธิภาพและมุ่งสู่ความยั่งยืน (Insulated Long Term) เมนเทนกำลังการผลิตเครื่องดื่มเฉลี่ย 1,300 ล้านลิตรต่อปี ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการน้ำทำให้สามารถใช้น้ำเพียง 1.40 ลิตร จากทุกขั้นตอนของกระบวน พร้อมกับขยายผลการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืนโดยรีไซเคิลขวดหมุนเวียนกลับมาเป็นขวดใหม่ ‘Bottle-to-Bottle Recycling’ และตั้งเป้าจะเป็นบริษัทเครื่องดื่มรายแรกในประเทศไทยที่เริ่มใช้ขวด rPET 100% ปัจจุบันมีการใช้กับเป๊ปซี่และชาอู่หลงทีพลัส 18 SKUs ลดการใช้พลาสติกใหม่มากกว่า 8,300 ตัน
5. พัฒนาองค์กรพร้อมดูแลพนักงาน ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของพนักงานให้เติบโตไปพร้อมกับองค์กร และเปิดกว้างให้พนักงานเป็นผู้นำในองค์กร
ด้าน นายอนวัช สังขะทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการพัฒนาสินค้าใหม่ ซันโทรี่ ให้ความสำคัญกับการเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคซึ่งมีหลายกลุ่มและมีพฤติกรรมที่แตกต่างกันออกไป โดยเทรนด์ผู้บริโภคที่กำลังเกิดขึ้นและจะยังดำเนินต่อในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า คือ
1. ไลฟ์ไตล์ที่เปลี่ยนไปในการดูแลตัวเองมากขึ้น ท่ามกลางการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ผู้คนให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพทั้งในเรื่องของงานและการให้เวลากับตัวเอง ใน 2 กลุ่มคือ กลุ่มคนที่ออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ Enjoy กับชีวิต และกลุ่มที่ใช้ชีวิตในบ้านแต่ก็มองหาประสบการณ์ในการรีชาร์จและเติมพลังให้ตัวเองเช่นกัน
2. Joyful Moment การให้รางวัลกับตัวเองเช่น ท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ การออกไปปาร์ตี้สังสรรค์กับเพื่อน พักผ่อนหรือออกกำลังกาย
3. การดูแลสุขภาพมากขึ้นทั้งการออกกำลังกาย หรือแม้แต่การเลือกบริโภคหรือใช้สินค้าที่ดีต่อสุขภาพ
4. ความยั่งยืน ไม่ใช่แค่ดีต่อตัวเองแต่ต้องดีต่อโลกด้วย ซึ่งผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ให้ความสนใจกับการเลือกซื้อสินค้าที่ดีต่อโลก
5. Value for Money ซึ่งปัจจุบันผู้บริโภคคนไทยมีความกังวลและระมัดระวังในการใช้จ่ายอยู่แล้ว แต่ปีนี้จะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น
6. Digitalization และ AI ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ support ทั้ง 5 เทรนด์ที่เกิดขึ้นในการค้นหาข้อมูลและค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ
ขณะเดียวกันเทรนด์เครื่องดื่มในปี 2025 เครื่องดื่มโคลาหรือน้ำดำก็ยังเป็นอันดับ 1 คนไทยดื่มโคลาเยอะมาก เมื่อเทียบกับสัดส่วนของ “น้ำอัดลมโคล่า” มีสัดส่วนกว่า 72% และมีสัดส่วน 38% ของเครื่องดื่มทั้งหมด
ขณะที่เทรนด์ที่เติบโตขึ้นมาอย่างต่อเนื่องคือ เครื่องดื่ม“โคลาไม่มีน้ำตาล” ซึ่งเติบโตมากกว่า 3 เท่าของเครื่องดื่มทั่วไป เช่นเดียวกับ “Healthy Sport Drink ” ก็เติบโตค่อนข้างเยอะถึง 2.4 เท่า โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีน้ำตาลที่เติบโตขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ
สิ่งที่น่าสนใจคือ “ชา กาแฟพร้อมดื่ม” ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องสวนทางกับการคาดการณ์ว่าจะชะลอตัว ขณะเดียวกันมีการแข่งขันที่รุนแรงทั้งในแง่ของสินค้าใหม่ และโปรโมชั่น สุดท้าย “เครื่องดื่มให้พลังงานแบบใหม่” หรือ Modern Energy Drink ซึ่งเติบโตอย่างมากในระยะ 1-2 ปีที่ผ่านมาถึง 5% หลาย ๆ แบรนด์เริ่มเข้ามาจับตลาด Energy Drink แบบซ่าหรือผสมกับส่วนผสมอื่น ๆ ในรูปแบบ Packaging ที่แปลกใหม่
“เราวาง Portfolio Strategy สอดคล้องกับเทรนด์ผู้บริโภคและเทรนด์ตลาดเครื่องดื่ม โดยลงไปเล่นในเกือบทุก Category ทั้งเครื่องดื่มน้ำอัดลม เครื่องดื่มให้พลังงาน ชา กาแฟพร้อมดื่ม ไฮเดรชั่น และเกลือแร่
โดยเครื่องดื่มน้ำอัดลมเรามี PEPSI เป็นแบรนด์เรือธงในระยะ 3-5 ปีที่ผ่านมาเติบโตทั้ง วอลลุ่ม ยอดขายและแบรนด์ที่คนรักมากขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะกลุ่ม Gen-Z นอกจากการ Connect กับลูกค้าเป้าหมายอย่างต่อเนื่องขณะเดียวกันก็จะมีสินค้าใหม่ออกสู่ตลาดต่อเนื่อง ล่าสุดได้เปิดตัว เป๊ปซี่-โคล่า อุเมะ ลงตลาด
เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ เป๊ปซี่เป็นแบรนด์ที่ไปนั่งอยู่ในใจผู้บริโภคได้ ซึ่งต้องสร้าง Engagement เยอะ ๆ ทำให้คนรู้สึกว่าสามารถ Connect กับแบรนด์ได้มากขึ้น ผ่านกิจกรรมทั้งออฟไลน์-ออนไลน์ในช่วงซัมเมอร์ยาวไปจนถึงสิ้นปี ขณะเดียวกันเรายังมีเครื่องดื่มอัดลมอย่าง มิรินด้า และ 7Up ซึ่งปีนี้จะมีแบรนด์ใหม่และสินค้าใหม่ออกสู่ตลาด”
ในส่วนของเครื่องดื่ม Energy Drink มีแบรนด์ “สติงค์” ซึ่งปัจจุบันเป็นเบอร์ 2 ของตลาด Modern Energy และมีแบรนด์ เกเตอเรด เครื่องดื่มเกลือแร่ ในเซ็กเมนต์ Healthy Hydration ซึ่งเติบโตได้ค่อนข้างดีตามเทรนด์สุขภาพ
ขณะที่พอร์ตชาพร้อมดื่มมี 2 แบรนด์คือ ลิปตัน ซึ่งปัจจุบันเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่เด็กลงได้มากขึ้น ส่วน ทีพลัส เข้าไปจับอินไซต์คนที่คอนเซิร์นเรื่องสุขภาพแต่ต้องอร่อย
สุดท้าย บอสคอฟฟี่ เแบรนด์กาแฟพร้อมดื่มอันดับ 1 ของญี่ปุ่นที่บริษัทนำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยมีการเติบโตได้อย่างน่าพอใจ ล่าสุดล๊อนซ์โพรดักซ์ใหม่ BOSS Coffee Yuzu Black ที่ค่อนข้างแปลกในตลาดและยังไม่มีใครทำ
“นอกจากนี้เราก็ยังมองหา Consumer Trend ใหม่ ๆ ต่อเนื่อง ประกอบกับ Category เดิมที่จะเห็นว่าเริ่มมีความเบลอขึ้นเรื่อย ๆ เช่น น้ำอัดลมผสมกับชา กาแฟผสมน้ำผลไม้ ซึ่งเราพยายามมองหา Opportunity ใหม่ ๆ”
ทั้งนี้ ปัจจุบัน PEPSI ครองมาร์เก็ตแชร์ตลาดเครื่องดื่มน้ำดำ 39% คาดว่าสิ้นปีนี้มาร์เก็ตแชร์จะเติบโตที่ประมาณ 40% และคาดว่าจะเติบโตกว่าตลาด 2 เท่าเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา และครองสัดส่วนยอดขายของ ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ถึง 75% แต่คาดว่าใน 3 ปีข้างหน้า PEPSI จะมีสัดส่วนลดลงเหลือ 70% ของพอร์ต โดยจะเพิ่มสัดส่วนยอดขายฝั่ง No-Sugar และ นอน คาร์บอเนต รวมถึงไปเติบโตในมุมของ Value Added เช่น Sparkling Tea หรือ Energy Drink ใหม่ ๆ
“ผลิตภัณฑ์ที่จะเป็นสตาร์ของคือ “สติงค์” ซึ่งเราเห็น Potential การเติบโตได้ดี ตอนนี้เริ่มติดตลาด มีลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำมากขึ้น รวมถึง “ทีพลัส” ชาพร้อมดื่มที่มีศักยภาพที่ดีด้วยเทรนด์ของเฮลตี้ นอกจากนี้ขยาย “ลิปตันซ่า” ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดี คาดว่าในระยะ 3-5 ปีข้างเซกเมนต์ นอน คาร์บอเนต จะเป็นกลุ่มที่เติบโตมากขึ้น
ความต้องการของผู้บริโภคตอนนี้เทรนด์มุ่งไปที่สุขภาพ เรามีการปรับสูตรเครื่องดื่มค่อย ๆ ลดน้ำตาลลงเพื่อคงคุณภาพและรสชาติที่ดี ในทางกลับกันก็ต้องให้เวลากับผู้บริโภคปรับลิ้นให้ชินกับเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลน้อยลงด้วย”