USAID ถูกสั่งปิด จ่อทำลายแผนร่วมมือ Indo-Pacific จีนอาจฉวยยื่นมือเข้าแทรก
ผู้เชี่ยวชาญชี้ USAID ถูกสั่งปิด จ่อทำลายแผนความร่วมมือต่าง ๆ ใน อินโด-แปซิฟิก ชี้หลายประเทศจะได้รับผลกระทบ ซ้ำ จีน อาจยื่นมือเข้ามาแทนที่สหรัฐ
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 สำนักข่าวนิกเกอิเอเชียรายงานว่า การเคลื่อนไหวของรัฐบาลสหรัฐ นำโดยนายอีลอน มัสก์ หัวหน้าสำนักงานควบคุมประสิทธิภาพของรัฐบาลสหรัฐ (Department of Government Efficiency) หรือ DOGE ในการปิดหน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐ (USAID) ได้สร้างความตกตะลึงให้กับเจ้าหน้าที่พัฒนาเอเชีย ซึ่งหวังว่าจะร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐเพื่อจัดหาทางเลือกอื่นแทนความช่วยเหลือของจีนในภูมิภาคนี้
ตัวแทนจากหน่วยงานพัฒนาเอเชียประจำกรุงวอชิงตันดีซี ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวนิกเกอิเอเชียว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหันมาก ซึ่งการประสานงานนโยบายการพัฒนากับพันธมิตรและหุ้นส่วน เป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์อินโด-แปซิฟิกของรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน โดยในการประชุมสุดยอดที่แคมป์เดวิดเมื่อเดือนส.ค.2566 ผู้นำสหรัฐ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ต่างเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างการประสานงานนโยบายการพัฒนาเพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในอินโดแปซิฟิก และส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน
“เรามุ่งมั่นที่จะเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ระดมเงินทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ และเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นผ่านความร่วมมือไตรภาคีระหว่างสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาของเรา” สหรัฐ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ประกาศในแถลงการณ์ร่วม
ในระหว่างการเดินทางเยือนกรุงวอชิงตันดีซีอย่างเป็นทางการของ นายฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในเดือนเม.ย. 2568 นั้น เขากับนายไบเดน ได้ประกาศการเจรจาเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหม่ และความพยายามในการจัดตั้งปลัดกระทรวงการต่างประเทศและรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อประสานงานการทูตระดับโลก
“เป้าหมายคือการนำเสนอทางเลือกที่เป็นไปได้ สำหรับความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาของจีน โดยใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของพันธมิตรที่มีแนวคิดเหมือนกัน” เจ้าหน้าที่ด้านการพัฒนาของเอเชีย กล่าว
อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวมีท่าทีว่ากำลังตกอยู่ในความเสี่ยง โดยสำนักงานใหญ่ของUSAID ณ กรุงวอชิงตันดีซี ได้ปิดทำการในวันจันทร์ (3 ก.พ.) และเจ้าหน้าที่ได้รับอีเมลแจ้งให้ทำงานอยู่ที่บ้าน และมีสมาชิกพรรคเดโมแครตและประชาชนจำนวนมากออกมาถือป้ายประท้วงการตัดสินใจดังกล่าว
นายเจอร์รี คอนโนลลี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเดโมแครตประจำรัฐเวอร์จิเนีย และสมาชิกอาวุโสของคณะกรรมาธิการกำกับดูแลและปฏิรูปรัฐบาลของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ได้ออกมาประณามนายมัสก์ โดยกล่าวว่า เป็นมหาเศรษฐีที่ได้ตำแหน่งโดยไม่ได้รับการเลือกตั้ง และไม่มีคุณสมบัติที่จะกำกับดูแลการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นนี้ พร้อมกล่าวว่าพวกเขาจะต่อสู้ในเรื่องนี้ทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นผ่านศาล ความคิดเห็นของสาธารณชน เวทีปราศรัย รัฐสภา และด้านหน้าสำนักงานUSAID
“หน่วยงานนี้จัดตั้งขึ้นโดยรัฐสภา ผ่านกฎหมายว่าความช่วยเหลือต่างประเทศ ปี 2504 (Foreign Assistance Act of 1961) หากคุณต้องการเปลี่ยนแปลงหน่วยงานนี้ คุณต้องเปลี่ยนแปลงกฎหมาย” นายคอนโนลลีกล่าวเสริม
นอกจากนี้แล้วนายทรัมป์ ได้แต่งตั้ง นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งรักษาการผู้ดูแลUSAID ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญสู่การควบรวมหน่วยงานนี้เข้ากับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งในระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ที่เมืองซานซัลวาดอร์ ของเอลซัลวาดอร์ นายรูบิโอได้วิพากษ์วิจารณ์USAID ว่าเป็นหน่วยงานที่ไม่มีความคืบหน้า ไม่มีประสิทธิภาพและไม่สอดคล้องกับนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ
ทั้งนี้ นายอานิต มุกเฮอร์จีน นักวิจัยอาวุโสประจำสำนักงานสหรัฐอเมริกาของมูลนิธิ Observer Research Foundation ของอินเดีย เตือนว่าการหยุดให้ความช่วยเหลือจากสหรัฐจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประเทศต่าง ๆ ในเอเชียใต้ รวมถึงบังกลาเทศ อัฟกานิสถาน เนปาล และเมียนมาร์ โดยบังกลาเทศจะได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษ เนื่องจากโครงการต่าง ๆ มากมายต้องพึ่งพาเงินทุนจากUSAID
อ้างอิง : asia.nikkei.com