GDP อินโดนีเซีย ปี 2567 โตต่ำคาด พลาดเป้ารัฐบาล ปมดีมานด์หดตัว
GDP อินโดนีเซีย ปี 2567 ชะลอตัวต่ำคาด และพลาดเป้าหมาย ธนาคารกลางอินโดนีเซีย และรัฐบาล เผย ดีมานด์ในประเทศอ่อนแอ และภาคส่งออกได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจจีน
วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 สำนักข่าวนิกเกอิเอเชียรายงานว่า เศรษฐกิจอินโดนีเซียเติบโต 5.03% ในปี 2567 ซึ่งถือเป็นการขยายตัวที่ช้าที่สุดในรอบ 3 ปี เนื่องมาจากอุปสงค์ที่ลดลงของชนชั้นกลางที่กำลังหดตัว และการบริโภคในตลาดส่งออกสำคัญอย่างจีน
ในปี 2567 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียน ลดลงต่ำกว่าระดับ 5.05% ในปี 2566 เล็กน้อย และเป็นการเติบโตที่ช้าลง 2 ปี ติดต่อกัน และต่ำกว่าค่ามัธยฐานที่ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) คาดการณ์ไว้ที่ในช่วงระดับ 4.7% ถึง 5.5% และต่ำกว่าเป้าหมายของรัฐบาลที่ระดับ 5.2%
ด้าน GDP ในไตรมาสที่ 4 ปีของ 2567 ขยายตัว 5.02% เมื่อเทียบกันเป็นรายปี ซึ่งปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 4.95% ในไตรมาสก่อนหน้า
นางอามาเลีย อดินิงการ์ วิดยาซานติ รักษาการหัวหน้าสำนักงานสถิติอินโดนีเซีย กล่าวว่า การบริโภคและการลงทุนในครัวเรือนมีผลการดำเนินงานดีขึ้นกว่าปีก่อน แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมกลับชะลอตัวลง โดยการส่งออกสุทธิเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดการเติบโต เนื่องจากการขยายตัวของการส่งออกต่ำกว่าการนำเข้า
การบริโภคภาคครัวเรือน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของ GDP เติบโตขึ้น 4.94% ในปี 2567 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 4.82% ในปี 2566 โดยได้รับแรงหนุนจากการเดินทางและการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การบริโภคภาคเอกชนยังคงตามหลังการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม
ด้านการส่งออกเติบโต 6.51% ในปี 2567 ฟื้นตัวจากระดับ 1.32% ในปี 2566 โดยอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ รวมถึง ถ่านหิน น้ำมันปาล์ม และนิกเกิล นั้น ประเทศได้รับประโยชน์จากการเติบโตของการส่งออกเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม ราคาสินค้ายังคงต่ำกว่าระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2565 เมื่อสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนเป็นตัวผลักดันอุปสงค์ นอกจากนี้แล้ว ภาคการส่งออกยังถูกกดดันจากอุปสงค์ที่ซบเซาของจีนอีกด้วย
ในทางกลับกัน การนำเข้าพุ่งขึ้น 7.95% ในปี 2567 หลังจากลดลง 1.6% ในปี 2566 ซึ่งการเพิ่มขึ้นนี้ขับเคลื่อนโดยการขนส่งวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นเป็นหลัก
ทั้งนี้ ธนาคารกลางอินโดนีเซียปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2568 ลงเหลือ 4.7% ถึง 5.5% ลดลงจากประมาณการครั้งก่อนที่ระดับ 4.8% ถึง 5.6%
อ้างอิง : asia.nikkei.com