โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Fed ส่งสัญญาณชะลอขึ้นดอกเบี้ย เงินบาทแข็งค่า หุ้นอะไรไปต่อ

ทันข่าว Today

เผยแพร่ 01 ธ.ค. 2565 เวลา 05.30 น. • ทันข่าว Today

Highlight

ข่าวดีที่ทุกคนรอคอย ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ส่งสัญญาณจะชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แม้จะเตือนว่าภารกิจของเฟดในการต่อสู้กับเงินเฟ้อนั้นยังอีกยาวไกล แต่ตลาดหุ้นทั่วโลกรอไม่ไหวพุ่งขึ้นไปรอถ้วนหน้า เช่นเดียวกับสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ เช่น ทองคำ คริปโท ด้านเงินบาทแข็งค่าในช่วงเช้าวันนี้อยู่ที่ 34.96 บาท/ดอลลาร์ โบรกเกอร์ชี้ หุ้นกลุ่มธนาคาร ได้อานิสงส์จากดอกเบี้ยปรับขึ้น หุ้นท่องเที่ยว โรงพยาบาล ได้ผลบวกจากการท่องเที่ยวฟื้นตัว

นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้กล่าวปาฐกถาว่าด้วยนโยบายการเงินและการคลังที่สถาบันบรู้กกิงส์ โดยระบุว่า เฟดจะชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในเดือนธ.ค. ขณะเดียวกันก็เตือนว่า ภารกิจของเฟดในการต่อสู้กับเงินเฟ้อนั้นยังอีกยาวไกล และยังมีคำถามสำคัญหลายอย่างที่เฟดยังไม่ได้รับคำตอบ ซึ่งรวมถึงคำถามที่ว่าอัตราดอกเบี้ยจำเป็นต้องถูกปรับขึ้นไปสู่ระดับสูงสุดที่เท่าใดและใช้ระยะเวลานานเท่าใด
ทั้งนี้ แม้ว่านายพาวเวลไม่ได้ระบุว่า เขาคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยขั้นสุดท้ายจะอยู่ที่ระดับใด แต่เขาส่งสัญญาณว่า อัตราดอกเบี้ยขั้นสุดท้ายอาจจะอยู่สูงกว่า 4.6% ซึ่งเป็นระดับที่กรรมการเฟดหลายคนได้คาดการณ์กันไว้ในเดือนก.ย.ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันเขากล่าวว่า การแก้ปัญหาเงินเฟ้อนั้น จะสามารถทำได้ด้วยการตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับคุมเข้มในระยะเวลาหนึ่ง
กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนต.ค.ปรับตัวขึ้น 7.7% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 7.9% และชะลอตัวจากระดับ 8.2% ในเดือนก.ย. อย่างไรก็ดี นายพาวเวลกล่าวว่า แม้ดัชนี CPI ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคชะลอตัวลง แต่ต้นทุนการซื้อที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนถึงปีหน้า ขณะที่ดัชนีวัดเงินเฟ้อในภาคบริการยังคงอยู่ในระดับสูงและตลาดแรงงานยังคงอยู่ในภาวะตึงตัว
เงินบาทแข็งค่าหลุด 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ค่าเงินบาทไทยเช้านี้มีการเคลื่อนไหวแข็งค่าไปถึง 34.96 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าสุดนับจากเดือน มิ.ย. 2565 หรือในรอบ 5 เดือน ซึ่งมาจากความหวังต่อเนื่องว่าจีนจะเปิดประเทศ ด้านเศรษฐกิจไทยยังดูดี และไปต่อได้ในปีหน้า ในขณะที่เศรษฐกิจหลายประเทศยังฟื้นตัวช้า
นักเศรษฐศาสตร์คาด กนง.ขึ้นดอกเบี้ยถึง 2% ในช่วงครึ่งแรกปี 66
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCBEIC) และ Krungthai COMPASS คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องอาจขึ้นไปแตะระดับ 2.00% ในช่วงครึ่งแรกของปี 66
โดย EIC คาดว่า กนง. จะทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 3 ครั้ง (ครั้งละ 25 BPS) ในช่วงครึ่งแรกของปี 66 สู่ระดับ 2% เพื่อให้นโยบายการเงินค่อยๆ กลับสู่ระดับที่เหมาะสมกับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยระยะยาว
สอดคล้องกับ Krungthai COMPASS ที่มองว่า กนง. อาจพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งแรกของปี สะท้อนจากมุมมองของ กนง. ที่ประเมินว่า การทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นการดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ EIC มองว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจไม่สามารถปรับสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มจะชะลอลงมากชัดเจน โดยเฉพาะเศรษฐกิจหลัก เช่น สหรัฐฯ จะเริ่มเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ขณะที่เศรษฐกิจสหราชอาณาจักรและยูโรโซนจะถดถอยต่อเนื่องจากปลายปีนี้ ทำให้อุปสงค์โลกชะลอลงมาก ซึ่งจะกระทบต่อการส่งออกและแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยได้
EIC ประเมินว่า กนง. จะประเมินจังหวะในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับที่เหมาะสมกับการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว เพื่อให้มั่นใจว่าการทำ Policy normalization ทั้งนโยบายการเงินและมาตรการการเงินที่จะสิ้นสุดภายในครึ่งแรกของปี 66 เช่น มาตรการลด FIDF fee ชั่วคราวที่จะสิ้นสุดในปีนี้ และมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูที่จะสิ้นสุดในเดือนเม.ย. ปีหน้า จะไม่ทำให้ภาวะการเงินตึงตัวเร็วมากจนกระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและไม่แน่นอนสูง
อนึ่ง ที่ประชุม กนง. วานนี้ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1% เป็น 1.25% ตามคาด เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนจะยังเป็นแรงส่งสำคัญของเศรษฐกิจในระยะต่อไป และช่วยลดทอนผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 66 มีแนวโน้มสูงกว่าประมาณการครั้งก่อนจากราคาพลังงานในประเทศเป็นสำคัญ แต่มีแนวโน้มลดลงและกลับสู่กรอบเป้าหมายในปี 66 ซึ่งการทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ยังเป็นแนวทางการดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อ
กนง. ประเมินเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องที่ 3.2% 3.7% และ 3.9% ในปี 65, 66 และ 67 ตามลำดับ ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวชัดเจน สะท้อนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับการบริโภคภาคเอกชนได้รับแรงสนับสนุนจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมถึงการจ้างงานและรายได้แรงงานที่ปรับดีขึ้นและกระจายตัวทั่วถึงมากขึ้น
ทั้งนี้ ภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนจะเป็นแรงส่งสำคัญต่อเนื่องในปี 66 และ 67 แม้การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจะทำให้ภาคการส่งออกขยายตัวลดลง อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงและอาจชะลอตัวมากกว่าคาด และความต่อเนื่องของการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว
กนง. คาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 65, 66 และ 67 จะอยู่ที่ 6.3% 3.0% และ 2.1% เงินเฟ้อได้ผ่านจุดสูงสุดแล้วในไตรมาสที่ 3 โดยสำหรับปี 66 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเทียบกับประมาณการครั้งก่อนจากการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าเป็นสำคัญ แต่จะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายภายในสิ้นปี
ทีเอ็มบีธนชาต ปรับดอกเบี้ยขึ้นมีผลวันนี้
ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี ขานรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและทิศทางดอกเบี้ยนโยบายขาขึ้นของ กนง. ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย บัญชีเงินฝากดิจิทัล ทีทีบี มีเซฟ (ttb ME save) เป็น 1.70% ต่อปี เพื่อเพิ่มผลตอบแทนและส่งเสริมวินัยการออม มีผล 1 ธันวาคมนี้
นางสาวกนกวรรณ เพชรพิสิฐโชติ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าบริหารผลิตภัณฑ์ธุรกรรมธนาคาร ธนาคารทหารไทยธนชาต หรือ ทีเอ็มบีธนชาต (ทีทีบี) เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นัดสุดท้ายของปี 2565 เมื่อวันที่ 30 พ.ย.มี่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.00% เป็น 1.25% ซึ่งเป็นการขยับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายครั้งที่ 3 ของปีนี้ เพื่อสอดรับกับแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทีทีบี จึงประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย บัญชีเงินฝากดิจิทัล ทีทีบี มีเซฟ อีก 0.60% จากอัตราปัจจุบัน เป็นสูงสุด 1.70% ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2565 เป็นต้นไป
ราคาทองคำพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์
สำนักข่าว The Business Times รายงานเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2565 ว่า ราคาทองคำพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ในการซื้อขายช่วงต้นของเอเชียในวันพฤหัสบดี (1 ธ.ค.) หลังจากคำกล่าวของนายเจอโรม เพาเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ตอกย้ำความถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่น้อยลงในอนาคต
Gold Spot พุ่งขึ้น 0.4% เป็น 1,775.77 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ เวลา 00.39 GMT ซึ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายนสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าของสหรัฐเพิ่มขึ้น 1.7% เป็น 1,788.90 ดอลลาร์สหรัฐ
หุ้นเอเชียบวก รับ Fed ชะลอปรับดอกเบี้ยขึ้น
ตลาดหุ้นเอเชียเปิดบวกในวันนี้ โดยเคลื่อนไหวตามการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเมื่อวันพุธที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา หลังนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยืนยันว่าสามารถเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยน้อยลงได้ตั้งแต่เดือนธ.ค.
ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดวันนี้ที่ 28,273.13 จุด เพิ่มขึ้น 304.14 จุด หรือ +1.09%, ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดวันนี้ที่ 19,058.90 จุด เพิ่มขึ้น 461.67 จุด หรือ +2.48% และดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนเปิดวันนี้ที่ 3,187.99 จุด เพิ่มขึ้น 36.65 จุด หรือ +1.163%
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดบวกเมื่อคืนนี้ โดยดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้น หลังปิดลบติดต่อกัน 3 วัน ขณะที่ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์พุ่งกว่า 700 จุด หลังการแสดงความเห็นของนายพาวเวล
บล.ฟินันเซีย ไซรัส มีมุมมองว่า SET Index จะปรับตัวขึ้นทะลุแนวต้านระยะสั้นที่ 1,640 จุดได้ไม่ยากในวันนี้จากบรรยากาศการลงทุนที่เป็นบวก ตลาดได้แรงหนุนหลังประธาน Fed ออกมาส่งสัญญาณว่าจะเริ่มชะลอการขึ้นดอกเบี้ยในรอบการประชุมเดือน ธ.ค. นี้ แต่จะยังคงนโยบายที่รัดกุมต่อเนื่องจนกว่าจะเห็นสัญญาณการปรับลงของเงินเฟ้อที่ชัดเจนมากขึ้น
ส่วนราคาน้ำมันดิบฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง คาดว่าเป็นผลจากอานิสงส์ทั้งฝั่งจีนที่ดูมีแนวโน้มทยอยผ่อนปรนมาตรการคุม COVID-19 ขณะที่การประชุม OPEC+ วันที่ 4 ธ.ค. ตลาดมองว่าจะยังคงการปรับลดกำลังการผลิต 2 ล้านบาร์เรลต่อวันต่อเนื่องจากเดือน พ.ย.
ส่วนปัจจัยในประเทศภาพรวมยังเป็นบวกทั้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญวานนี้ รวมถึงผลการประชุมกนง.ที่ยังสะท้อนภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่แข็งแรงโดยเฉพาะการบริโภคในประเทศและท่องเที่ยว
ฟินันเซียมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่ม Domestic Play ได้แก่ กลุ่ม ธนาคาร ค้าปลีก อาหาร การแพทย์ และ ท่องเที่ยว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...