โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเดินทางรอบโลกครั้งแรกของ "กองเรือมาเจลลัน" เคว้งกลางแปซิฟิก ผู้นำโดนชนพื้นเมืองฆ่า

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 18 มี.ค. 2568 เวลา 04.47 น. • เผยแพร่ 15 มี.ค. 2568 เวลา 23.15 น.
“เรือวิคตอรีโอ” เรือลำแรกของโลกที่การเดินทางรอบโลกสำเร็จ, วาดโดย Ortelius ปี 1590 (ภาพจาก Wikimedia Commons)

การเดินทางรอบโลกครั้งแรกของ “กองเรือมาเจลลัน” แต่ผู้นำอย่าง เฟอร์ดินานด์ มาเจลลัน กลับลาโลกก่อนบรรลุเป้าหมายนั้น

บรรดานักเดินเรือคนสำคัญในประวัติศาสตร์ช่วงยุคการสำรวจและค้นพบนั้น นอกจากชื่อของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส, วาสโก ดา กามา หรือเจมส์ คุก อีกหนึ่งชื่อที่ขาดไม่ได้ย่อมเป็น “เฟอร์ดินานด์ มาเจลลัน” นักสำรวจชาวโปรตุเกสผู้ถูกยกย่องให้เป็นผู้ “เดินเรือรอบโลก” สำเร็จ

แม้เกียรติยศดังกล่าวของเขาจะมีความอิหลักอิเหลื่ออยู่บ้าง เพราะการเดินเรือรอบโลกครั้งนั้น “ตัว” ของมาเจลลัน ไม่ได้กลับไปถึงท่าเรือในยุโรป ณ จุดที่เขาเริ่มออกเดินทางด้วยซ้ำ…

เฟอร์ดินานด์ มาเจลลัน (Ferdinand Magellan) ได้รับการยกย่องว่าเป็นคนแรกที่แล่นเรือข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกจากชายฝั่งอเมริกามายังทวีปเอเชีย นอกจากนี้กองเรือของเขายังสามารถ เดินเรือรอบโลก สำเร็จ เป็นการพิสูจน์ว่าโลกใบนี้กลมดุจดังผลส้ม สามารถแล่นเรือวนรอบแล้ววกกลับมายังจุดเดิมได้โดยไม่ต้องย้อนกลับเส้นทางเดิม

แม้ความรู้หรือทฤษฎีเรื่องโลกกลมนั้นอยู่คู่อารยธรรมมนุษย์มาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณแล้ว แต่ยังไม่เคยมีการพิสูจน์ให้ประจักษ์แจ้งมาก่อน ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ ของศตวรรษที่ 16

เส้นทางที่ตัดผ่านโลกใหม่

เฟอร์ดินานด์ มาเจลลัน เกิด ค.ศ. 1480 เป็นทายาทขุนนางโปรตุเกส เมื่ออายุ 25 ปี เขาเข้ารับราชการในกองทัพเรือแห่งราชอาณาจักรโปรตุเกสและมีโอกาสเดินทางไปหมู่เกาะเครื่องเทศ หรือหมู่เกาะโมลุกกะ(Maluku Islands) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สมัยนั้นชาวยุโรปจะเดินเรือเลาะตามชายฝั่งขอบทวีปแอฟริกา ผ่านแหลมกู๊ดโฮปก่อนข้ามมหาสมุทรอินเดียมายังหมู่เกาะเครื่องเทศในอินโดนีเซีย ซึ่งดินแดนดังกล่าวเปรียบเหมือนขุมทองกลางทะเลของพ่อค้าที่ทำกำไรมหาศาลจากการค้าเครื่องเทศเลยทีเดียว

ค.ศ. 1510 มาเจลลันได้เป็นนายเรือเอกและถูกส่งไปประจำการที่โมรอคโก (Morocco) ดินแดนทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา ที่นั่นเขาได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้จนขาพิการไปข้างหนึ่ง

7 ปีต่อมา มาเจลลันนึกอยากสานต่อการสำรวจของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ที่พยายามพิสูจน์ว่าโลกกลมและสามารถเดินเรือจากทิศตะวันตกของยุโรปไปยังดินแดนตะวันออกหรือทวีปเอเชียได้ แม้จะมีการค้นพบโลกใหม่ (อเมริกา) แต่ทวีปเอเชียยังอยู่ถัดไปทางตะวันตกของโลกใหม่ เขาจึงนำโครงการไปเสนอกษัตริย์มานูเอลที่ 1 แห่งโปรตุเกส (Manuel I of Portugal) เพื่อให้กองเรือเดินทางไปกับเขา แต่ถูกปฏิเสธ

มาเจลลันยังไม่ละความพยายาม เขาเบนเป้าไปยังราชสำนักสเปนของกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 1 (Charles I) แห่งราชวงศ์ฮับบูร์ก หรือจักรพรรดิชาร์ลส์ที่ 5 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ และเป็นอีกครั้งที่ราชสำนักสเปนให้การอุปถัมภ์การเดินเรือครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์โลก

จากข้อตกลงในสนธิสัญญาทอร์เดซิลลาส (Treaty of Tordesillas) ตั้งแต่ปี 1494 สเปนถูกจำกัดสิทธิ์เดินเรือไปยังเอเชียตะวันออก เพราะโปรตุเกสได้สิทธิ์เหนือน่านน้ำดังกล่าวรวมถึงหมู่เกาะเครื่องเทศ แลกกับสิทธิ์ในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของสเปน ได้แก่ ดินแดนส่วนใหญ่ของทวีปอเมริกา หากมาเจลลันค้นพบเส้นทางเดินเรือจากตะวันตกไปยังหมู่กาะเครื่องเทศได้จริง นั่นจะเป็นประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างใหญ่หลวงของสเปน

ราชสำนักสเปนมอบเรือ 5 ลำให้แก่มาเจลลัน เขานำเรือพร้อมลูกเรือกว่า 270 ชีวิตออกจากท่าในวันที่ 20 กันยายน ค.ศ. 1519 ไปยังทิศตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนติก เทียบท่าที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร (Rio de Janeiro) ในทวีปอเมริกาใต้ ก่อนเดินเรือเลียบชายฝั่งตอนใต้เพื่อหาทางข้ามไปอีกฝั่ง

หลังการสำรวจพื้นที่แถบนั้นอยู่หลายเดือน เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ขึ้นมากมาย ทั้งความล้มเหลวจากการพยายามใช้เส้นทางปากแม่น้ำลาพลาตา (La Plata) ในอาร์เจนตินาเพื่อข้ามไปอีกฝั่งทวีป การกบฏภายใต้การนำของกัปตันเรือชาวสเปนและลูกเรืออีกจำนวนหนึ่ง รวมถึงการสูญเสียเรือซานติอาโก (the Santiago) หนึ่งในกองเรือทั้ง 5 ลำของเขาที่ถูกพายุทำลายจนจมลงสู่ก้นสมุทรระหว่างการสำรวจน่านน้ำ

ในที่สุด เดือนกันยายน ค.ศ. 1520 คณะของมาเจลลันก็พบกับช่องแคบซึ่งต่อมาถูกตั้งชื่อตามเขา คือ “ช่องแคบมาเจลลัน” (Strait of Magellan) เป็นช่องทางเดินเรือจากมหาสมุทรแอตแลนติกไปยังอีกฝั่งของทวีปอเมริกาใต้ได้ ระหว่างการสำรวจช่องแคบนั้น พวกเขาก็ต้องเสียเรือไปอีกลำ นั่นคือเรือซานอันโตนิโอ (the San Antonio) แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะพายุ เป็นคนบนเรือเองที่ละทิ้งกองเรือแล้ววกกลับไปทางตะวันออกเพื่อกลับสเปน

เดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน หลังพ้นออกจากช่องแคบมาเจลลัน คณะเดินทางจึงพบผืนน้ำกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาที่สงบไร้คลื่นลม พวกเขาตั้งชื่อมหาสมุทรนี้ว่า “มาเร ปาซิฟีโก” (Mare Pacifico) หรือมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งแปลว่า ทะเลสงบ

เป็นอีกครั้งที่คณะสำรวจยุคต้องเจอปัญหา เพราะพวกเขาประเมินขนาดของโลกเล็กเกินไป เช่นเดียวกับรุ่นพี่อย่างคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส มาเจลลันคาดการณ์ว่าพวกเขาน่าจะใช้เวลาราว 3-4 วันเพื่อข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังทวีปเอเชีย แต่ปรากฏว่ากองเรือต้องใช้เวลาถึง 4 เดือน ลอยเคว้งอยู่กลางทะเลจนน้ำและอาหารของพวกเขาร่อยหรอลงทุกขณะ ลูกเรือเริ่มเจ็บป่วย ส่วนหนึ่งเสียชีวิตจากความอดอยากและโรคเลือดออกตามไรฟัน (Scurvy หรือโรคลักปิดลักเปิด)

หมู่เกาะแห่งความโกลาหล

กระทั่งวันที่ 6 มีนาคม ค.ศ. 1521 กองเรือได้ขึ้นฝั่งที่เกาะกวม (Guam island) พบกับชนพื้นเมืองและได้เสบียงอาหารจากพวกเขา ทว่าเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นหลังการมอบเสบียงอาหาร ชนพื้นเมืองเข้าใจว่านั่นคือการแลกเปลี่ยนทางการค้าและพวกเขาขึ้นเรือไปเอาสิ่งของต่าง ๆ เป็นการแลกเปลี่ยนโดยที่มาเจลลัน ไม่รู้ถึงเจตนาและลูกเรือสเปนตีความว่านั่นคือการขโมย นำไปสู่การสังหารผู้คนเพื่อทรัพย์สินทั้งหลายคืน

10 วันต่อมา กองเรือจึงเดินทางมาพบหมู่เกาะฟิลิปปินส์ (The Philippines Islands) และขึ้นฝั่งที่เกาะซามาร์ (Samar island) เกาะโฮมินฮอน (Homonhon island) และเกาะซูซูอัน (Suluan island) และอีกหลายเกาะในดินแดนนี้ การสำรวจดังกล่าวทำให้มาเจลลันรู้จักกับราชาหรือผู้นำท้องถิ่นของบรรดาอาณาจักรแห่งหมู่เกาะฟิลิปปินส์ พวกเขาได้แลกเปลี่ยนสินค้า เสบียงอาหาร เรียนรู้ประเพณีท้องถิ่นไป ตลอดจนเผยแผ่ศาสนาคริสต์และจูงใจผู้นำของชนพื้นเมืองให้เข้ารีตเป็นคาทอลิกได้ด้วย

การค้นพบหมู่เกาะฟิลิปปินส์ ทำให้คณะของมาเจลลันเป็นชาวยุโรปกลุ่มแรกที่เดินเรือข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกมายังดินแดนฝั่งทวีปเอเชีย ไขความกระจ่างว่าทวีปอเมริกาและเอเชียเป็นคนละทวีป และตั้งอยู่คนละซีกโลก

รวมถึงหมู่เกาะแคริบเบียนที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เคยค้นพบไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับญี่ปุ่นหรือจีน อย่างที่ชาวตะวันตกเชื่อกันมาเมื่อเริ่มสำรวจทวีปอเมริกา

น่าเศร้าที่มาเจลลันไม่มีโอกาสเป็นผู้นำกองเรือของเขากลับสเปน เขาถูกคนพื้นเมืองของเผ่าที่ไม่ต้องการรับศาสนาคริสต์และขัดแย้งกับอีกเผ่าที่เขาเคยผูกมิตร ลงมือสังหารในวันที่ 27 เมษายน ค.ศ. 1521

ลูกเรือที่เหลือภายใต้การนำของ เซบาสเตียน เดล คาโน (Serbastian del Cano) พร้อมเรืออีก 2 ลำ สามารถหลบหนีออกจากเหตุชุลมุนที่เกิดขึ้นได้ พวกเขาล่องลงใต้ไปพบหมู่เกาะเครื่องเทศในท้ายที่สุดและซื้อเครื่องเทศจากชนพื้นเมืองจนเต็มลำเรือ

ก่อนออกจากหมู่เกาะเครื่องเทศ เซบาสเตียน เดล คาโน พบว่าพวกเขาเหลือเรือเพียงลำเดียวที่ใช้เดินทางกลับสเปนได้ คือ เรือวิกตอรีโอ (Victorio) เพราะอีกลำชำรุดจนต้องทิ้ง กองเรือมาเจลลันที่เหลือเรือเพียงลำเดียวแถมไม่มีมาเจลลันจึงเดินทางกลับสเปนผ่านมหาสมุทรอินเดียโดยต้องคอยหลบเรือโปรตุเกสที่คุมน่านน้ำแถบนี้

เรือวิกตอรีโอพร้อมกัปตันลูกเรือ 18-19 คน เทียบท่าที่สเปนวันที่ 6 กันยายน ค.ศ. 1521 กลายเป็นเรือลำแรกที่เดินทางรอบโลก การเดินเรือครั้งนี้สร้างชื่อเสียงให้เฟอร์ดินานด์ มาเจลลัน และลูกเรือของเขาในฐานะกองเรือที่เดินทางรอบโลกสำเร็จเป็นกลุ่มแรก

โดยเฉพาะเซบาสเตียน เดล คาโน ถึงกับใช้รูปโลกเป็นเครื่องหมายประจำตัว (Coat of Arm) พร้อมคำขวัญว่า“ท่านเป็นคนแรกที่แล่นเรือรอบตัวฉัน” (Primus circumdedisti me) ตั้งแต่นั้น

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

อนันต์ชัย เลาหะพันธุ. (2554). ยุโรปสมัยใหม่ ค.ศ. 1492-1815. กรุงเทพฯ : ศักดิโสภาการพิมพ์.

Francisco Contente Domingues, Encyclopaedia Britannica : Ferdinand Magellan, Portuguese explorer (Online)

History.com Editors, HISTORY (OCT 29, 2019) : Ferdinand Magellan (Online)

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 14 ธันวาคม 2565

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การเดินทางรอบโลกครั้งแรกของ “กองเรือมาเจลลัน” เคว้งกลางแปซิฟิก ผู้นำโดนชนพื้นเมืองฆ่า

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...