โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ฉันกลายเป็นเมียลับๆ ของซุป’ตาร์ยุค90s (อ่านฟรี l มีEbook)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 12 ธ.ค. 2566 เวลา 13.43 น. • เผยแพร่ 12 ธ.ค. 2566 เวลา 13.43 น. • จับฉ่าย.ย
หลินเจียซินทะลุมิติมาอยู่ในร่างดาราตัวประกอบฝีมือห่วยๆยังไม่พอ เจ้าของร่างดันยังเป็นเมียลับๆที่ใกล้จะถูกหย่าของซูเปอร์สตาร์ยุค90อีก เหอะ! คิดว่าดังแล้วแน่เหรอ? หย่าก็หย่าสิ!

ข้อมูลเบื้องต้น

หลินเจียซิน ซูเปอร์สตาร์ดาวรุ่งพุ่งแรงในยุคปัจจุบัน ดันทะลุมิติไปอยู่ในร่างของดาราตกอับ ฝีมือห่วย มีดีแค่หน้าตาอย่างกวนซือหมิน แถมยุคที่เธอไปโผล่ดันอยู่ในปี1991 เสียด้วย!

โอ๊ย… แค่่คิดก็ปวดหัวแล้ว ปีนั้นอะไรๆ ก็ยังไม่พัฒนา โซเซียลมีเดียอะไรก็ไม่มีให้เล่น จะทำอะไรก็ไม่สะดวกสบายเหมือนปัจจุบันแล้วคนยุคใหม่อย่างเธอจะทนได้ยังไง! แต่นี่ยังไม่ใช่ปัญหาใหญ่เท่ากับที่กวนซือหมินคนนี้ยังแอบแต่งงานกับซูเปอร์สตาร์ชื่อดังในยุคนนั้นด้วย!

เฮ้ย! เรื่องมันชักจะยุ่งมากเกินไปแล้ว!

บทนำ ลืมตาขึ้นมาพร้อมความงุนงง

หลินเจียซินตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนในยามสายของเช้าวันหนึ่งพร้อมความงัวเงีย

เธอลุกขึ้นมาชูมือทั้งสองข้างขึ้นเพื่อบิดขี้เกียจ ทั้งยังอ้าปากหาววอดออกมาเสียงดัง แต่แล้วก็กลับทิ้งตัวลงมาบนเตียงนอนอีกครั้งด้วยความเมื่อยล้า เดิมทีหญิงสาวอยากจะงีบหลับอักสักหน่อย แต่เพราะเตียงนอนที่ทำจากขนแคชเมียร์[1]กับขนหางม้าสีทอง ไม่นุ่มเด้งเหมือนอย่างเคย จึงทำให้หลินเจียซินต้องขมวดคิ้วขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ

“เดี๋ยวจะต้องบอกแมรี่ให้เปลี่ยนเตียงใหม่ได้แล้ว ไหนบอกว่าฟูกนอนหลังนี้เป็นขนแกะร้อยเปอร์เซ็นต์ แถมยังใช้เวลาผลิตตั้งเจ็ดร้อยชั่วโมง โฆษณาคุณภาพให้ฟังว่าเทียบกับคนในราชวงศ์อังกฤษใช้ แต่ทำไมถึงได้นอนแล้วแข็งขนาดนี้ได้นะ ไม่ไหวเลยจริงๆ” หลินเจียซินบ่นออกมาเสียงดัง

เธอยิ่งพลิกตัวซ้ายขวา ความแข็งของเตียงนอนก็ยิ่งทำให้อารมณ์ของหญิงสาวขุ่นมัว ดังนั้นเธอจึงหันไปตรงโต๊ะที่ตั้งอยู่ข้างเตียง คิดจะคว้าเอาโทรศัพท์มือถือมากดโทรออกเพื่อโทรไปตำหนิผู้จัดการส่วนตัวอย่างแมรี่เสียให้เข็ด

ทว่าเมื่อยื่นมือออกไป หญิงสาวกลับไม่พบโทรศัพท์ที่ควรจะอยู่บนโต๊ะ หลินเจียซินก็ยิ่งมีอาการฮึดฮัดไม่พอใจ ในหัวคิดว่าต้องเป็นแม่บ้านจางอีกแล้วแน่ๆ ที่ชอบถือวิสาสะหยิบข้าวของของเธอเปลี่ยนที่เก็บอยู่เลยเรื่อย

“แม่บ้านจา—”

หญิงสาวหันหน้ากลับมาทางประตู กำลังจะอ้าปากเรียกแม่บ้านจางที่มักจะรอรับใช้อยู่ในห้องรับแขกด้านนอก แต่เพราะบรรยากาศรอบข้าง ทั้งข้าวของต่างๆ ที่อยู่รอบตัวกลับดูแปลกตาไป ไม่เหมือนกับของของในเพนต์เฮาส์ของเธอสักนิด หญิงสาวจึงตกอยู่ในอยากตกตะลึง กระทั่งหาเสียงตนเองก็ยังไม่เจอเลย

และยังไม่ทันที่หลินเจียซินจะได้สติคืนมา ด้านนอกเสียงกริ่งประตูก็ดังขึ้น

หญิงสาวอยู่ในอาการมึนงง ทั้งหน้าที่เปิดประตูก็ไม่ใช่ของเธอมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เสียงกดกริ่งจึงถูกปล่อยให้ดังอยู่อย่างนั้น จนคนด้านนอกต้องกดย้ำซ้ำๆ กระทั่งหญิงสาวเริ่มได้สติขึ้นมาเล็กน้อย

หลินเจียซินหอบร่างที่ไร้สติของตัวเองลุกลงจากเตียงเพื่อเปิดประตู ระหว่างทางที่เดินไป ริมฝีปากของเธอก็ต้องอ้ากว้างขึ้นเรื่อยๆ

ที่นี่มันที่ไหน?

ทำไมเธอถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้?

หญิงสาวถามตัวเองซ้ำๆ ในใจพลางปลดล็อคประตูหน้าห้อง

“คุณกวน เอกสารอยู่ที่นี่แล้ว อย่าได้ดึงเวลาอีกเลย คุณรีบเซ็นชื่อซะ”

ผู้ชายใส่สูทวัยกลางคนคนหนึ่งยื่นซองเอกสารตรงหน้าหลินเจียซินอย่างหมดความอดทน ดูท่าการปล่อยให้เขารอนานจะทำให้เขาอารมณ์เสียไม่น้อย

ได้ยินเขาพูดเช่นนี้หลินเจียซินก็ยิ่งงุนงง

ชายคนนี้รียกเธอว่า ‘คุณกวน’ อย่างนั้นหรือ?

แซ่กวนอะไรกัน?

เธอแซ่หลินเจียซินนะ แล้วนี่เขาไม่รู้จักเธอหรือไง?

หลินเจียซิน… ซุปเปอร์สตาร์เมืองBผู้โด่งดังคนนั้นน่ะ!

“คุณล้อเล่นรึไง คุณไม่รู้จักฉันเหรอ? ฉันหลินเจียซิน—”

“คุณกวน” ชายคนนั้นขัดจังหวะ “คุณอย่ามาทำให้มันเสียเวลาต่อไปอีกเลย ในตอนแรกที่คุณจวีพยายามรักษาสถานภาพสมรสไว้ แต่คุณก็ไม่ยอม ยืนกรานว่าจะขอหย่าอย่างเดียว แต่แล้วตอนนี้กลับมาพูดดึงเวลาไว้ หรือว่าเงินเลี้ยงดูที่เสนอให้มันไม่เพียงพอหรือยังไงกัน? ฟังนะ คุณรีบเซ็นชื่อซะ ไม่อย่างนั้น ผมคงจะต้องแนะนำให้คุณจวีฟ้องหย่า”

ชายคนนั้นแกะซองเอกสารแล้วล้วงเอาเอกสารแผ่นหนึ่งยื่นมาตรงหน้าหลินเจียซิน

‘เอกสารการหย่า ระหว่าง จวีเทียนห่าว กับ กวนซือหมิน…’

[1] ขนที่ไดัจากแพะแคชเมียร์ ซึ่งมีอยู่ในแถวเอเชีย มีมากในทิเบต ชื่อ Cashmere ได้มาจากชื่อเมืองในแคว้นกัษมีระ โนประเทศอินเดียภาคเหนือ

1 ทะลุมิติบ้าบออะไร

หลินเจียซินมองเอกสารการหย่าในมือของชายคนนั้นด้วยสายตาที่ว่างเปล่า หากมองด้วยสายตาคนอื่น อาจจะคิดว่าเธอกำลังเสียใจ แต่ทว่าในความจริงนั้น

…เธอกำลังงุนงงจนสมองแทบจะระเบิดต่างหากเล่า!

เอกสารหย่า? ฉันไปแต่งงานตอนไหนกัน

ชายคนนั้นพ่นลมหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่าย เขายัดเอกสารนั้นลงในมือของหญิงสาว

“เอาอย่างนี้แล้วกัน ผมจะให้เวลาคุณตัดสินใจสักสองวัน หากอยากจะเพิ่มค่าเลี้ยงดูก็ขอให้แจ้งมาทางเรา แต่ถ้าหากคิดเปลี่ยนใจไม่อยากจะหย่า ผมก็ขอแจ้งตรงนี้เลยแล้วก็ว่าคุณจวีได้ยื่นคำขาดมาแล้ว สองวันหลังจากนี้ถ้าผมยังไม่ได้รับเอกสารลงนามแล้วล่ะก็… เรื่องนี้ก็คงจะต้องส่งขึ้นฟ้องศาลนะครับ” จากนั้นชายคนนั้นก็หมุนตัว หันหลังงจากไปทันที

ส่วนหลินเจียซินก็ยังคงมองเอกสารในมือด้วยความงงงัน

แต่แล้วเธอก็เหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้จึงรีบหมุนตัวมองหากล้องแอบถ่ายทันที

จะต้องเป็นรายการแกล้งดาราแน่ๆ รายการแบบนี้มักจะมีซ่อนกล้องเอาไว้ตามมุมห้องเพื่อถ่ายดาราเวลาทำอะไรตลกๆหรือตอนทำหน้าเหลอหลาเพื่อสร้างความตลกขบขันให้กับผู้ชมทางบ้าน

นี่จะต้องเป็นการแกล้งกันเล่นอย่างแน่นอน!

บ้าเอ้ย! นี่ผมของฉันฟูเป็นรังนกจนดูไม่ได้หรือเปล่านะ หลินเจียซินสบถในใจ

ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะได้ค้นหากล่องที่ซ่อนอยู่ไว้รอบห้อง หญิงสาวกลับต้องตกตะลึงกับใบหน้าที่สะท้อนอยู่ในกรอบ

“ชิบหาย! ผู้หญิงที่อยู่ในเงาสะท้อนที่เป็นใครกัน!”

หลินเจียซินสบถอีกรอบแต่คราวนี้เธอกลับตะโกนมันออกมาด้วยเสียงอันดัง

หลินเจียซินยกมือกุมขมับ เธอเคยอ่านนิยายทั้งเคยแสดงละครพวกทะลุมิติมาอยู่ในร่างคนอื่นแบบนี้มาก่อน แต่กลับไม่เคยจะจินตนาการสักนิดว่าตัวเองจะมาเจอเรื่องแบบนี้ได้

หญิงสาวนั่งตัวตรงอยู่บนโซฟาลายดอกไม้สีหวานสไตล์
วินเทจกลางห้องเช่าเท่ารูหนูอยู่ครู่หนึ่ง

ครั้นเมื่อสติเริ่มมา ปัญญาก็เริ่มเกิด

หลินเจียซินพยายามทำใจได้อย่างรวดเร็วเพราะหากไม่ยอมรับความจริงข้อนี้เสียตั้งแต่ตอนนี้แล้วล่ะก็ ต่อไปเธอจะต้องเป็นบ้าอย่างแน่นอน !

หรือว่าจะให้เธอต้องมาเล่นบทสับสน ยอมรับไม่ได้สักหน่อยกัน

โอเค งั้นเธอจะลองหลับตา พอลืมตาขึ้นมาเธอก็จะไปเป็นหลินเจียซินคนเดิม อยู่ในเพนต์เฮาส์สุดหรูแบบเดิมแล้วใช่ไหม?

โอเค โอเค หลับตา หลับตา จากนั้นก็ลืมตาขึ้นมา

เห็นไหม? ไอ้บ้าเอ้ย! ฉันก็ยังอยู่ในห้องสุดเชยนี่เหมือนเดิม!

เมื่อหลินเจียซินทะเลาะกับตนเองและทำใจได้แล้วว่าตนเองคงจะทะลุมิติบ้านี้มาจบ เธอก็นึกขึ้นได้ว่าเรื่องต่อไปที่ควรจะทำนั้นก็คือต้องรู้ให้ได้ว่าร่างที่เธอกำลังอาศัยอยู่นี้มีชื่อว่าอะไรและเป็นใครกันแน่ เพื่อที่ต่อไปเธอจะได้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้

ทว่าพอเริ่มสงสัยสมองของร่างนี้ก็เหมือนถูกเปิดสวิตช์ ข้อมูลที่จำเป็นต้องรู้หลั่งไหลเข้ามาในหัวอย่างอัตโนมัติ

กวนซือหมินอายุยี่สิบสี่ปี จบจากสถานบันศิลปะการแสดงชื่อดังประจำเมืองH หน้าตาสะสวยสูสีกับพี่สาวปีศาจในโปเยโปโลเย[1] ทว่ากลับไม่โด่งดังเท่าที่ควร บทบาทที่ได้รับก็มักจะเป็นนักแสดงสมทบตัวเล็กๆ หากเป็นบทไม่สำคัญก็มักจะตายตั้งแต่ต้นเรื่อง

ฉะนั้นแม้ว่าจะเข้าวงการมาได้สองสามปีแล้วก็ยังไม่มีใครรู้จักหรือจดจำกวนซือหมินคนนี้ได้เลย

อะไรกัน? หน้าตาก็ดี แต่ทำไมถึงได้ไม่ดังเล่า

หลินเจียซินไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ได้ระลึกฟื้นความทรงจำถึงรายละเอียดถึงเหตุผลว่า

เพราะเรื่องที่สำคัญในตอนนี้ก็คือต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่าการเอกสารหย่าตรงที่วางอยู่ตรงหน้ามันคืออะไรกันแน่

ใบหน้าคมสัน คางเรียวแหลม นัยน์ตาหงส์ ริมฝีปากบางยาว รูปร่างสูงโปร่งราวหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร ท่อนแขนกำยำเต็มไปด้วยมัดกล้ามแต่ไม่ได้ล่ำบึกจนน่ากลัวก็ปรากฏขึ้นในหัวของหญิงสาว

และความทรงจำที่เกี่ยวข้องระหว่างเขากับกวนซือหมินก็หลั่งไหลเข้ามาให้เธอได้รู้ในทันใด

แต่เดี๋ยวนะ! นี่มันอาจารย์จวีเทียนห่าว[2] ดาวค้างฟ้าของวงการบันเทิงไม่ใช่เหรอ! ในยุคของเธอจวีเทียนห่าวในวัยห้าสิบกว่าปียังคงเล่นภาพยนต์บทพระเอกและยังมีแฟนคลับคอยตามกรี๊ดเขาเหมือนพวกไอดอลอยู่เลย

แล้วทำไมภาพของเขาในวัยหนุ่มถึงมาปรากฏอยู่ในหัวของเธอได้เล่า? หรือว่า… กวนซือหมินคือภรรยาของจวีเทียนห่าว!

หลินเจียซินจำเป็นต้องคว้าใครมาให้ถามจึงจะรู้เรื่อง

แต่คำตอบของเรื่องวุ่นนี้ก็ปรากฏขึ้นในหัวราวกับฉากภาพยนต์ในวินาทีถัดมา

กวนซือหมินกับจวีเทียนห่าวเป็นสามีภรรยาอย่างถูกต้องตามกฎหมายจริงๆ พวกเขาคบกันมาตั้งแต่สมัยที่ยังเรียนสถานบันศิลปะการแสดง ระหว่างนั้นยังได้เซ็นสัญญาเข้าสังกัดของสถานีโทรทัศน์พร้อมกันด้วย

ทว่าในตอนนั้นพวกเขาคิดว่าคงจะไม่มีหวังได้เป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียง เพราะบทที่ได้ก็มีเพียงตัวประกอบไม่มีหน้ามีตา ชีวิตก็ลำบาก เงินทองก็ไม่ค่อยจะมีใช้ ดังนั้นหลังจากเรียนจบจึงได้แต่งงานกันทันทีและวางแผนไว้ว่าจะไปประกอบอาชีพอย่างอื่นแทน

แต่ไม่นานหลังจากนั้นทั้งทางจวีเทียนห่าวดันเกิดดังเปรี้ยงปร้างขึ้นมา ทำให้การแต่งงานี้จึงต้องถูกปิดเป็นความลับ

หลินเจียซินทบทวนความทรงจำในหัวด้วยความเมามัน รู้สึกเหมือนกำลังดูละครน้ำเน่าเรื่องหนึ่ง เธอถึงขนาดเดินไปหาอะไรมาใส่ปากระหว่างที่ทบทวนความทรงจำของกวนซือหมินไปด้วย

แต่อารมณ์ของหญิงสาวกลับต้องมาสะดุดเสียได้ เมื่อพบว่าตู้เย็นหลังเก่าที่จวีเทียนห่าวใช้เงินที่ได้รับจากละครเรื่องแรกซื้อมา กลับทำความเย็นไม่ได้เสียแล้ว แถมในนั้นยังงมีแต่น้ำเปล่าด้วย

“เฮ้อ… ที่กวนซือหมิน เธอจนถึงขนาดไม่มีเงินซ่อมเลยหรือไง ของกินก็ไม่มี” หลินเจียซินบ่นพลางกระแทกประตูปปิดเสียงดัง

แน่นอนว่ากวนซือหมินยากจนมาก แม้ว่าสามีของเธอจะแบ่งเงินให้ใช้ก็ตาม เพราะความยากจนที่เคยประสบมาด้วยกันทำให้เธอไม่กล้าจะแตะต้องเงินก้อนที่เขาให้มาและยังพยายามที่จะหางานแสดงเล็กๆ ทำเพื่อเลี้ยงชีพด้วยตนเอง

จวีเทียนห่าวโด่งดังขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเวลาว่างจึงไม่ค่อยจะมีนัก แล้วไหนจะต้องปกปิดความสัมพันธ์ด้วย หลายครั้งที่กวนซือห่าวออกปากห้ามไม่ให้สามีมาหาตนเอง และความห่างเหินนี่เองที่ทำให้วันหนึ่งจวีเทียนห่าวเกิดความเข้าใจผิดขึ้น

วงการบันเทิงHนั้นมีผู้มีอิทธิพลหรือมาเฟียอยู่ คนพวกนี้มักจะหากผลประโยชน์จากบริษัทบันเทิงโดยใช้เงินและอำนาจของตัวเองสร้างบารมีขึ้นมาจนใครหลายคนในวงการกระทั่งผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ยังต้องเกรงใจ

วันนั้นมาเฟียเหล่านี้ได้จัดงานเลี้ยงขึ้นและเรียกให้พวกนักแสดงสาวๆ ไปทำหน้าที่ชงเหล้าสร้างความบันเทิงให้ในงาน ซึ่งกวนซือห่าวเองก็เป็นหนึ่งในดาราสาวๆ ที่ถูกเรียกไปด้วย

ประจวบเหมาะพอดีที่จวีเทียนห่าวไปคุยเรื่องบทภาพยนตร์ที่ได้รับเรื่องใหม่ที่ร้านอาหารแห่งนั้นพอดี เขาจึงได้เห็นภาพของภรรยาตนเองกำลังถูกมาเฟียแก่หงำเหงือกคนหนึ่งโอบไหล่เข้าจึงเดือดดาลเป็นอย่างมาก

เรื่องเข้าใจผิดแบบนี้เพียงแค่อธิบายสั้นๆ กับสามีก็น่าจะเข้าใจแล้วแต่กวนซือหมินแม่สาวคนดีดันไม่ทำ!

หลินเจียซินตบหน้าผากของตนเองด้วยความโมโห กวนซือหมินเล่นบทนางเอกไม่ดูเวลาจริงๆ

เหตุผลของกวนซือหมินนั้นมีอยู่สามข้อ

หนึ่งคือกลัวว่าจวีเทียนห่าวจะต้องมาเดือดร้อนเสียชื่อเพราะเธอ สอง เพื่อป้องกันไม่ให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ต้องถูกเปิดเผย และข้อสุดท้ายนั้นก็คือเธออยากจะหย่ากับเขา

หลินเจียซินขมวดคิ้วกำลังจะรื้อฟื้นหาเหตุผลของกวนซือหมินในหัว แต่เสียงโทรศัพท์ในห้องพักกลับดังขึ้นมาเสียก่อน

ในปีนี้โทรศัพท์มือถือยังไม่มีแพร่หลาย คนที่โทรเข้ามาจึงต้องโทรผ่านเครื่องโทรศัพท์บ้านในห้องพัก ทันทีที่หลินเจียซินรับโทรศัพท์ความทรงจำในหัวของเธอก็มอบคำตอบให้ทันทีว่านี่เป็นสายจากน้องสาวต่างพ่อของเธอเอง

“พี่สาวฉันจะห้ามแม่ไว้ไม่ไหวแล้วนะ วันนี้แม่เสียพนันหนักมากก็เลยไปเดินวนเวียนที่ซีจวี้โจวเฉียนอีกแล้ว กว่าฉันจะลากแม่กลับมาบ้านได้ก็แทบแย่ ตกลงพี่เขยว่ายังไงบ้างล่ะ”

ซีจวี้โจวเฉียน?

นิตยสารซุบซิบดารารายสัปดาห์ที่แม่ของกวนซือหมินขู่เธอว่าจะนำเรื่องแต่งงานไปบอกหากไม่ยอมให้เงินตามที่ขอ ความทรงจำในหัวให้คำตอบกับหลินเจียซินอีกหน

อย่างนั้นที่ต้องการหย่าก็เป็นเพราะเธออยากจะปกป้องเขาไว้จริงๆ อย่างนั้นสินะ หญิงสาวเข้าใจเหตุผลของร่างนี้แล้ว

“นี่พี่! ตกลงว่าพี่เขยจะให้เงินมั้ย? เหรียญหยอดตู้โทรศัพท์ของฉันจะหมดแล้วนะ”

อีกฝ่ายเร่งจะเอาคำตอบ ในหัวของกวนซือหมินมองว่าน้องสาวเฉินอีอีคนนี้เป็นเด็กน่ารักและห่วงใยเธอจริงๆ เสมอมา

ทว่าในความคิดเห็นของหลินเจียซินกลับเห็นว่าเด็กคนนี้ก็ไม่ต่างจากแม่ของเธอสักนิด ที่เร่งอยู่แบบนี้ก็คงอยากจะได้เงินเช่นกัน ไม่อย่างนั้นตอนนี้ที่อีกฝ่ายปลีกตัวมาโทรศัพท์มาเธอได้ กลับไม่กลัวว่าแม่จะหนีออกไปหาพวกนักข่าวอีกหรือไง

หญิงสาวเหลือบมองไปที่เอกสารการหย่าบนโต๊ะ จากนั้นก็ยิ้มบางตอบเฉินอีอีกลับไป “เขาคงจะให้เงินไม่ได้แล้วล่ะ เพราะฉันหย่ากับเขาแล้ว”

[1] หวังจู่เสียน ในบทของปีศาจสาว เนี่ย เสี่ยวเชี่ยน จากภาพยนตร์เรื่อง โปเยโปโลเย เย้ยฟ้าแล้วก็ท้า (A Chinese Ghost Story) ปี 1987

[2] การเรียกอาจารย์ (老師) ในที่นี้ นางเอกเรียกด้วยความเคารพบุคคลที่มีวัยวุฒิและคุณวุฒิสูงกว่า ไม่ได้เรียกเพราะเป็นนักเรียนหรือลูกศิษย์แต่อย่างใด

2 คิดว่าฉันจะสนเหรอ!

ในอีกสามสิบปีต่อมาไม่มีใครไม่รู้จักชื่อของหลินเจียซิน

เธอเข้าวงการมาจากการถูกแมวมองชักชวนให้มาแคส[1]บทของนางรองในละครวัยรุ่นออนไลน์เรื่องหนึ่ง

ตอนนั้นเธอก็เพียงไปตามที่นัดหมายด้วยเพราะว่าเบื่อหน่ายไม่มีอะไรทำ แต่ใครเล่าจะรู้ว่าหลินเจียซินกลับมีพรสวรรค์มากจนถึงขนาดคว้าบทนางเอกมาได้ทั้งที่ไม่เคยเรียนการแสดงใดใดมาก่อน

แถมเมื่อละครเรื่องนั้นออกอากาศก็เกิดกระแสโด่งดังขึ้นมาแบบชั่วข้ามคืน ส่งผลให้ในเวลาไม่กี่ปีที่ยื่นเท้าเข้ามาในวงการบันเทิง หลินเจียซินก็กลายเป็นซุปเปอร์สตาร์คนหนึ่งไปได้อย่างง่ายดาย

เพราะอย่างนี้หลินเจียซินจึงไม่เคยสัมผัสกับความยากลำบากในการทำงาน เป็นนักแสดงชั้นแนวหน้าที่ใครๆ ก็ต้องมานอบน้อมเอาอกเอาใจมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เธอจึงติดนิสัยหยิ่งทระนงตนและเอาแต่ใจแบบดาราขี้วีนมาโดยตลอด

ฉะนั้นเมื่อต้องอยู่ในสถานการณ์ของกวนซือหมิน เธอจึงตัดสินใจที่จะไม่ยอมให้ใครมาบีบคั้นตนเองได้อีกต่อไป

คนหนึ่งพยายามหาผลประโยชน์จากเธออย่างแม่กับน้องสาว อีกคนหนึ่งก็อยากจะหย่านัก ทั้งยังส่งทนายมาพูดจาหยามเธออีก

เช่นนั้นเธอก็เลยกำจัดพวกตัวปัญหาเสียให้หมด ด้วยการจรดปากกาหย่าให้มันจบๆ ไป!

และจากนี้เมื่อไม่เห็นหนทางว่าจะกลับไปเป็นหลินเจียซินได้แล้ว เธอก็จะใช้ชีวิตในนามของกวนซือหมินไปแล้วกัน

(หรือว่ายังมีหนทางที่จะกลับไปได้อยู่? พระเจ้าคะ ช่วยพาหนูกลับไปด่วนเลยค่ะ)

ความทรงจำในสมองช่วยให้กวนซือหมินเซ็นลายมือชื่อของตนเองบนกะดาษได้เหมือนเดิมอย่างไม่มีผิดเพี้ยนแล้วจากนั้นเธอก็โยนกระดาษไร้ค่าแผนนั้นไว้บนโต๊ะ รอให้ทนายจวีเทียนห่าวมารับไปในวันหลัง ส่วนตัวเองก็นั่งวางแผนว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรต่อไปในฐานะเจ้าของร่างคนใหม่ดี

แน่นอนว่าเธอคิดจะทำอาชีพนักแสดงต่อไป

เพราะในอดีต(หรืออนาคต?) ที่ผ่านมาเธอก็เคยทำงานในวงงการบันเทิงมาอย่างเพียงอย่างเดียว ทั้งยังมีพรสวรรค์เป็นอย่างมากจึงไม่มีเหตุผลให้ต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินอีก

ในความทรงจำบอกว่าหลังจากงานเลี้ยงวันเกิดของมาเฟียแก่ในวันนั้น กวนซือหมินก็ไม่ได้มีงานอื่นอีกแต่อย่างใด งานน้อยแบบนี้แล้วจะก้าวหน้าได้อย่างไงกันเล่า

กวนซือหมินคิดแล้วยกหูโทรศัพท์ กดโทรออกไปยังเบอร์ผู้จัดการส่วนตัวของตนเองทันที

ในเมื่อโอกาสไม่มาหาเธอ เธอก็จะวิ่งเข้าหาโอกาสแล้วกัน

ผู้จัดการของกวนซือหมินมีชื่อว่าแอนนา เป็นพนักงานระดับล่างคนหนึ่งที่สถานีโทรทัศน์จัดให้มาดูแลกวนซือหมินกับนักแสดงในสังกัดคนอื่นๆ ที่ยังไม่ดังอีกเกือบสิบคน

และเพราะว่าต้องดูแลคนเยอะแอนนาจึงไม่มีสามารถทุ่มเทความสนใจมาให้คนเพียงคนเดียว แถมคนพวกนี้ยังเป็นคนที่ดันเท่าไหร่ก็ไม่ดัง เรื่องอะไรจะต้องทุ่มเทให้มาก

ทว่าเหมือนมีใครบางคนยังไม่คุ้นชินกับการถูกปฏิบัติอย่างละเลยเช่นนี้เพราะคุ้นเคยแต่การได้รับดูแลอย่างเจ้าหญิงมาโดยตลอด ฉะนั้นพอรู้ว่าตัวเองไม่มีงาน เธอก็พร้อมที่จะแหกอกผู้จัดการคนแรก

“ฮัลโหล แอนนาพูด” เสียงเหนื่อยหน่ายของแอนนาดังขึ้น

“อื้อ นี่ฉันเอง” กวนซือหมินเองก็พูดตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่งเช่นกัน เธอพูดเข้าสู่ประเด็นทันที “พักนี้มีงานอะไรเข้ามาไหม หรือว่ามีละครอะไรต้องไปแคสหรือเปล่า ตารางฉันว่างขนาดนี้เธอเป็นผู้จัดการประสาอะไร”

แอนนาที่อยู่ปลายสายตกตะลึงงัน หายง่วงจากการกองงานตรงหน้าเป็นปลิดทิ้ง ครั้นพอฟังสิ่งที่อีกฝ่ายพูดคล้ายกำลังตำหนิอยู่ แอนนาก็เกิดโมโหขึ้นมาทันใด

เพราะนักแสดงที่เธอดูแลล้วนแล้วแต่มีคนต้องมาประจบเอาใจให้เธอป้อนงานให้ มีที่ไหนมาพูดจิกให้เธอหางานให้แบบนี้!

“ใครน่ะ? กล้าโทรมาพูดแบบี้กับฉันได้ยังไง!”

เสียงของแอนนาที่ตวาดกลับมาทำให้กวนซือหมินเลิกคิ้วขึ้นด้วยความไม่พอใจเช่นกัน ผู้จัดการบ้าอะไรจำแม้กระทั่งเด็กที่ตัวเองดูแลไม่ได้ ทำงานได้แย่จริงๆ แบบนี้คงต้องสั่งสอนซะหน่อยแล้ว!

แต่ก่อนที่จะส่งเสียงตอกกลับอีกฝ่ายไป หญิงสาวก็เกิดฉุกคิดขึ้นได้ว่าในตอนนี้เธอคือกวนซือหมิน ไม่ใช่หลินเจียซิน ซุปเปอร์สตาร์เมืองBแล้วนี่! และที่สำคัญโทรศัพท์บ้านหรือสำนักงานในปีนี้ส่วนใหญ่ยังไม่โชว์เบอร์ด้วยซ้ำ! บ้าเอ้ย!

อารมณ์ของกวนซือหมินเย็นลงอย่างฉับพลัน เธอกระแอมไอตั้งสติใหม่ “นี่ฉันเองกวนซือหมิน เมื่อกี้โทรศัพท์ฉันไม่ค่อยดีเลยต้องตะโกนนิดหน่อยน่ะ”

“อ่อ…เซลีน[2]นี่เอง” ได้ยินเสียงของอีกฝ่ายเย็นลง น้ำเสียงของแอนนาก็เย็นลงเช่นกัน “มีอะไรล่ะ”

“คือฉันอยากรู้ว่าเดือนนี้ฉันมีงานอะไรเข้ามาบ้างมั้ย เผื่อว่าจะได้เตรียมตัวไปแคสงานน่ะค่ะ”

คำถามของกวนซือหมินทำให้แอนนาส่งเสียงหัวเราะคิกคักขึ้นมาทันที เธอตอบคำถามกลับมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “เธอนี่นะหวังว่าตัวเองจะมีงาน? นี่กวนซือหมิน ระดับอย่างเธอน่ะคิดว่าจะมีใครเรียกให้ไปแสดงเหรอ ละครสองสามเรื่องที่ผ่านมาก็เป็นแค่เรื่องฟลุ๊คๆ ในชีวิตของเธอเท่านั้นแหละ”

ตัวเป็นกวนซือหมินแต่จิตวิญญาณนั้นไม่ใช่

ทันทีที่แอนนาพูดจบเดิมทีกวนซือหมินคนเดิมก็มักจะเสียอกเสียใจ วางสายอย่างเศร้าสร้อยไป แต่กวนซือหมินคนใหม่นั้นแทบจะรอที่สาดคำหยาบคายด่าทอกลับไม่ไหวแล้ว

“พี่แอนนา อย่าลืมเตือนให้เด็กในสังกัดพี่ไปทดสอบหน้ากล้องโฆษณาของผู้กำกับไลด้วยนะ คราวก่อนเด็กที่ส่งไปน่ะไม่มีใครผ่านสักคน โอกาสดีเลยตกมาถึงเด็กของพี่ได้” เสียงของพนักงานอีกคนในสถานีดังขัดจังหวะขึ้นมา

“รู้แล้วน่า ไม่แน่ว่าคราวนี้เด็กสักคนในมือของฉันอาจจะดังขึ้นมาก็ได้ ถึงเวลานั้นเธออย่าอิจฉาแล้วกัน” แอนนาหันไปหยอกเพื่อนร่วมกันกลับ ก่อนจะหันกลับมาพูดกับกวนซือหมินต่อ

“เอาอย่างนี้ ไหนๆ เธอก็อุตส่าห์โทรมาของาน งั้นเธอก็ลองไปทดสอบหน้ากล้องโฆษณานี่ด้วยสิ”

แอนนามอบโอกาสให้กวนซือหมิน แม้ในใจจะคิดว่าอย่างไรอีกฝ่ายก็คงจะคว้างานไม่ได้ตามเคย แต่อย่างไรก็ไม่ใช่เธอที่ต้องเสียเวลา งั้นก็ลองให้กวนซือหมินไปลองหน่อยแล้วกัน

“งานโฆษณา? ได้ค่ะ พรุ่งนี้ฉันจะไป” กวนซือหมินมีแววตาประกายขึ้นมาทันใด งานแสดงเป็นงานที่เธอถนัดอยู่แล้ว เธอมั่นใจว่าจะต้องได้งานนี้มาอย่างแน่นอน

แอนนาฟังเสียงมั่นอกมั่นใจของอีกฝ่ายแล้วหัวเราะเยาะ จากนั้นก็นัดหมายกวนซือหมิน

ต้องบอกว่าในตอนที่ยังเป็นหลินเจียซินนั้นเธอไม่เคยต้องไปแคสติ้งหรือทอดสอบหน้ากล้องเลยสักครั้ง แต่เป็นเอเจนซี่โฆษณาที่วิ่งเข้ามาให้เลือกรับพรีเซ็นเตอร์[3]ด้วยยความพึงพอใจเอง แต่ถึงในตอนนี้ที่กลายเป็นกวนซือหมินไปแล้ว หญิงสาวก็ยังมีความมั่นใจว่าจะต้องคว้างานมาได้แน่

แอนนาบอกคร่าวว่าๆ โฆษณาชาเชียวยี่ห้อซันเดย์กำลังหานักแสดงชายหญิงหน้าใหม่ไปเล่นเป็นตัวหลักในโฆษณาชิ้นนี้

…แค่นี้

เธอบอกแค่นี้จริงๆ แม้แต่รายละเอียดของสินค้า คอนเซ็ปต์ของโฆษณา หรือผู้กำกับเป็นใคร มีความชอบนักแสดงแบบไหน แอนนาก็ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านี้สักนิด

กวนซือหมินไม่พอใจการทำงานแบบส่งๆ ของเธอมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ในเมื่อตอนนี้เธอจะต้องพึ่งพาอีกฝ่ายอยู่

“ไม่รู้จักหาข้อมูลว่าสินค้าเป็นยังไง ผู้กำกับอยากได้คนแบบไหน เฮอะ! ทำงานแบบนี้ต่อให้ส่งคนไปแคสงานเป็นร้อยก็คงไม่ผ่านสักคนหรอก คิดถึงแมรี่จริงๆ ป่านนี้เธอคงจะเพิ่งเกิดเองล่ะมั้ง”

จ๊อกๆๆ

ระหว่างที่บ่นเรื่องการทำงานของแอนนา ท้องของกวนซือหมินก็ร้องออกเพราะความหิวออกมา ในห้องพักนี้ไม่มีอะไรสักนิด กวนซือหมินจึงมีความคิดที่จะต้องออกไปข้างนอกเพื่อหาซื้ออะไรกินสักหน่อย

ในกระเป๋าเงินของกวนซือหมินคนเก่ามีเงินไม่มากเพราะเธอไม่อยากจะใช้เงินของจวีเทียนห่าว แต่กวนซือหมินคนใหม่นี้ไม่ใช่คนจะมายอมน่ะทนกับความลำบาก เดี๋ยวเธอจะไปเบิกเงินในธนาคารมาใช้ให้สบายใจเลย

ทว่าในนาทีที่เธอเดินเข้าไปในห้องนอนเพื่อคว้าเอากระเป๋าถือของกวนซือหมินมานั้น เท้าขอกเธอก็ไปเตะถูกอะไรที่พื้นเข้า

หญิงสาวขมวดคิ้ว ก้มหน้ามองไปบนพื้นด้วยความรำคาญใจแต่แล้วเธอก็ต้องเบิกตาออกกว้าง

เพราะสิ่งที่เท้าของเธอเพิ่งจะเตะถูกนั้นก็คือโทรศัพท์มือถือของเธอเอง!

[1] แคสติ้ง (Casting) คือการทดสอบหน้ากล้องเพื่อคัดเลือกนักแสดง

[2] Selene ชื่อภาษาอังกฤษของนางเอก

[3] พรีเซ็นเตอร์ (Brand Presenter) คือ ตัวแทนโปรโมทสินค้า

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...