โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทำฟาร์มในโลกอนาคตนั้นยากกว่าที่คิด

นิยาย Dek-D

อัพเดต 09 มี.ค. เวลา 16.39 น. • เผยแพร่ 09 มี.ค. เวลา 16.39 น. • Lovely Poet
ทำฟาร์มในโลกอนาคตนั้นยากกว่าที่คิด
นวลจันทร์เกษตรกรแบบพอเพียงจากปี 2022 ประสบอุบัติเหตุรถยนต์เสียชีวิตแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวแทนที่วิญญาณจะไปสวรรค์ ดันตื่นขึ้นมาอีกทีในร่างของหญิงสาวนามว่าลูน่า ในโลกหมายเลข 00001 ยุคอวกาศที่แสนล้ำสมัย

ข้อมูลเบื้องต้น

ทำฟาร์มในโลกอนาคตนั้นยากกว่าที่คิด
นวลจันทร์เกษตรกรแบบพอเพียงจากปี 2022 ประสบอุบัติเหตุรถยนต์เสียชีวิตแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวแทนที่วิญญาณจะไปสวรรค์ ดันตื่นขึ้นมาอีกทีในร่างของหญิงสาวนามว่าลูน่า ในโลกหมายเลข 00001 ยุคอวกาศที่แสนล้ำสมัย

นวลจันทร์เกษตรกรแบบพอเพียงจากปี 2022

ประสบอุบัติเหตุรถยนต์เสียชีวิตแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

แทนที่วิญญาณจะไปสวรรค์ ดันตื่นขึ้นมาอีกทีในร่างของหญิงสาวนามว่าลูน่า

ในโลกหมายเลข 00001 ยุคอวกาศที่แสนล้ำสมัย

ปัญหาอยู่ที่เธอนั้นจนมาก มีเพียงที่ดินรกร้างขนาดใหญ่ที่ครอบครัวทิ้งเอาไว้

แถมดาวที่อยู่นั้นก็เป็นดาวที่ไม่ได้รับการสนใจจากจักรวรรดิ คนที่อยู่ที่นี่มีชีวิตอยู่ตามมีตามเกิด

เธอจะสามารถพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของตนได้อย่างไร

ลูน่า : ท่านเทพคะ ในเมื่อท่านเป็นเทพทำไมไม่เสกเครื่องมือพวกนี้ให้ฉันเลย จะให้แค่พิมพ์เขียวทำไม

ท่านเทพ : แบบนั้นมันไม่ได้ฟีล

ลูน่า : …..

เธอต่อยท่านเทพนี่ต้องตกนรกกี่ขุมนะ

ท่านเทพ : ข้าได้ยินนะ

หมายเหตุ : ท่านเทพไม่ใช่พระเอกนะ

ภาพปก (ใหม่) : Noahcross & MintMichaelis

ภาพอาร์ตตัวอักษร (ใหม่) : ปกนิยาย E-book by Nalin x Wynx

ภาพปก (เก่า) : Shoot Love / เพจ Akakami Misaki (facebook)

จัดอาร์ต (เก่า) : มลักชญา

ทักทายจากนักเขียนตะเร้กกกก น่าร้ากกกกกก (วิบัติเพื่อจริตให้น่าเอ็นดูเท่านั้น)

สวัสดีค่า เราคือ Lovely Poet ค่ะ เปิดเรื่องใหม่ขอชี้แจงอย่างเคยดังนี้ค่ะ

1. เรื่องนี้ติดเหรียญนะคะ จะเป็นการเปิดให้อ่านล่วงหน้าก่อนติดเหรียญ เขียนไปลงไปอย่างเคย วันละตอนเป็นอย่างน้อย ถ้าวันไหนไม่สามารถลงได้ ไรท์จะแจ้งล่วงหน้าค่ะ

2. นิยายแนวทำสวน เบาสมอง สโลว์ไลฟ์อีกแล้ว เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากเกมทำฟาร์มชื่อดังสองสามเกม ที่พวกคุณก็คงจะพอรู้ว่าเกมอะไร จะมีการจับนั่นมาขยำนี่ เพื่อสนองความพึงพอใจของไรท์โดยเฉพาะ ถ้าใครอ่านแล้วรู้สึกไม่ใช่แนว รบกวนกดปิดผ่านได้เลย ไม่ดราม่าน้า

3. สถานที่ บุคคล ทฤษฎีต่างๆ ในเรื่อง เกิดจากจินตนาการของไรท์เท่านั้น ไม่อ้างอิงตามหลักความเป็นจริงใดๆทั้งสิ้น

4. กรุณาคอมเมนต์ด้วยความสุภาพ ตำหนิติเตียนได้ตามความสมเหตุสมผล อย่าด่าแรงเพราะไรท์ใจบาง

5. ตอนวางพล็อตเรื่องนี้ ไรท์สนุกมาก และตอนเขียนเรื่องนี้ไรท์ก็สนุกมากๆเช่นกัน หวังว่าทุกคนที่เข้ามาอ่าน จะรู้สึกแบบเดียวกันนะคะ Enjoy reading ค่ะ

รักมากๆ

Lovely Poet

©นิยายเรื่องนี้สงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์ ทำซ้ำ ดัดแปลง ห้ามลอกเลียนแบบ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยมิได้รับอนุญาตจากผู้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย

บทนำ

นวลจันทร์ อุดมพฤกษ์ ในวัย 38 ปี คือเกษตรกรสาวในวิถีแบบพอเพียง ที่มีชีวิตอย่างเรียบง่ายในต่างจังหวัด แม้จะยึดอาชีพเกษตรกรก็จริง แต่เธอก็มีดีกรีปริญญาตรีสาขาเกษตรศาสตร์ และปริญญาโทสาขาการตลาด ทำให้ชีวิตเกษตรกรของเธอ สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ จากการที่เธอหาช่องทางในการจำหน่ายสินค้าการเกษตรของตนเอง โดยที่ไม่ผ่านการกดราคาจากพ่อค้าคนกลางที่โหดร้ายจนเกินไป

ตัวเธอเองเป็นโสด ครอบครัวของเธอตอนนี้ นอกจากปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ และแม่ ที่ล้วนเสียชีวิตไปหมดแล้ว ก็เหลือเพียงครอบครัวของน้องชาย ที่ประกอบไปด้วยภรรยาและลูกชาย ในวัยสิบขวบ กับลูกสาวในวัยแปดขวบที่กำลังน่ารักเท่านั้น ไม่มีญาติสนิทที่ไหนอีก

นวลจันทร์ไม่ใช่คนที่หน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่อะไร เพียงแต่ที่ผ่านมาเธอมัวแต่ทุ่มเทกับการสร้างเนื้อสร้างตัว และคอยประคับประคองครอบครัวของตัวเอง ทำให้กว่าจะตั้งตัวได้ เธอก็กลายเป็นชินกับการอยู่คนเดียวแบบนี้ไปเสียแล้ว

ถามว่าอยากมีความรักหรือไม่

แน่นอนว่าอยาก

เธอจึงไม่คิดปิดโอกาสตัวเองในการเจอใครต่อใคร แน่นอนว่าตอนนี้เธอก็กำลังจะเดินทางไปในตัวเมือง เพื่อไปตามนัดกับคนที่เธอสนใจในช่วงนี้

ใช่แล้ว นางสาวนวลจันทร์ ในวัย 38 ปี กำลังไปนัดเดต

ดวงหน้าสวยหวาน มีผิวสีน้ำผึ้งที่ออกเข้มเล็กน้อย เพราะการตากแดดตากลมเป็นเวลานาน แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นเธอก็หมั่นดูแลตัวเอง อย่างน้อยผิวของเธอก็ยังมีน้ำมีนวล และดูสุขภาพดี รูปร่างสูงโปร่งนั้นแข็งแกร่งจากการทำงานหนัก ไม่สามารถพูดได้ว่าเธอมีหุ่นนาฬิกาทราย แต่อย่างน้อยกล้ามท้องวีไลน์ก็มานะ

ตื่อ ดือ ดื๊อ ตือ

เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์เพลงเป็นเมโลดี้ปราศจากเนื้อร้องดังขึ้น มือบางที่หยาบกร้านเล็กน้อยกดรับสายที่พวงมาลัย

“ไง เจ้าน้องชาย จะฝากซื้ออะไรหรือเปล่า” คนที่โทรมาคือน้องชายของเธอ นวลจันทร์จึงเข้าใจว่าทางครอบครัวของน้องชาย อาจจะอยากฝากซื้อสิ่งของใดๆ เพราะไร่นาของครอบครัวอยู่ห่างจากตัวเมืองไม่น้อย

ทำให้เวลาที่มีใครคนใดคนหนึ่งเข้าเมืองมา บางครั้งก็มีการฝากซื้อของที่ตามนอกเมืองหาซื้อยาก หรือมีราคาแพงบ่อยๆ

“มีหนังสือแบบฝึกหัดของเด็กประถมกับตำราเฉพาะทางบางอย่างน่ะพี่ ตามร้านหนังสือรอบนอกเขาไม่รับมา ผมถามแล้วในเมืองน่าจะมี พี่ไปห้าง X ใช่หรือเปล่า ขากลับแวะซื้อกลับมาด้วยสิ” น้องชายเอ่ยมาในสาย

นวลจันทร์รับคำอย่างง่ายดาย

“ได้สิ ส่งรายชื่อหนังสือไว้ในไลน์นะ เดี๋ยวพี่ซื้อกลับมาให้ถ้ามี”

“โอเค ขอบคุณนะพี่” น้องชายจึงวางสายไปอย่างง่ายดายทั้งแบบนั้น

ใช้เวลาประมาณหนึ่งนวลจันทร์จึงมาถึงห้าง X เป็นห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในตัวจังหวัด ซึ่งเธอมีนัดหมายเดตกับหนุ่มใหญ่คนหนึ่งที่นี่

จะพูดว่าการเดตมันก็คือการไปกินข้าวด้วยกัน พูดคุยสัพเพเหระ เพื่อหยั่งนิสัยใจคอกันเท่านั้น การเดตผ่านไปอย่างเรียบง่าย และค่อนข้างสร้างความประทับใจที่ดีให้เธอ จึงรับปากออกไปว่าจะมีการนัดหมายครั้งหน้าแน่นอน ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับ

ขากลับหญิงสาวไม่ลืมเปิดอ่านแอพแชทที่น้องชายเธอส่งรายชื่อหนังสือมาให้ สายตากวาดอ่านอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะตรงดิ่งไปยังร้านหนังสือใหญ่ทันที

ตั้งแต่ตอนที่ไปกินข้าว จนกระทั่งกลับ แม้จะกินเวลาไม่นานนัก แต่ก็เป็นเวลามืดแล้ว นวลจันทร์ขับรถอย่างระมัดระวังเต็มเปี่ยม เพราะกำลังจะออกจากตัวเมืองเข้าสู่ถนนชนบท มุ่งตรงกลับบ้าน เส้นทางนั้นทั้งเปลี่ยวและมืดมิด เพราะไฟถนนยังคงไม่สว่างพอ อีกทั้งยังติดตั้งเว้นช่วงห่างกันเกินไป ทำให้พอมองไปกลับเห็นเพียงแสงสลัวเป็นจุดๆเท่านั้น

นวลจันทร์ชินเสียแล้วกับเรื่องนี้ เธออาศัยแสงไฟจากหน้ารถกระบะที่เป็นรถญี่ปุ่นราคากลางๆ ทว่าเป็นรุ่นที่ออกใหม่ในปีนี้ ดังนั้นฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆในรถ และแสงไฟส่องสว่างล้วนเป็นของที่ทันสมัยที่สุด และมีเทคโนโลยีในการอำนวยความสะดวกได้ดี

แต่แม้ว่าจะระมัดระวังเพียงใด แต่ขึ้นชื่อว่าอุบัติเหตุ อะไรก็เกิดขึ้นได้

ขณะที่กำลังใช้ความเร็วกลางๆ ขับอยู่บนถนนที่เปลี่ยวเหงา พลันกระจกมองหลังก็ส่องสะท้อนแสงไฟจ้า มีรถวิ่งมาด้านหลังของเธอ เท่าที่ดูก็ค่อนข้างเร็วทีเดียว

เนื่องจากเป็นถนนสองเลนสวนกันไปมาตามชนบทเท่านั้น การที่ถนนโล่งแล้วจะมีรถวิ่งด้วยความเร็วหน่อยไม่ถือเป็นเรื่องแปลก นวลจันทร์ตัดสินใจเปิดสัญญาณไฟเพื่อบอกให้อีกฝ่ายแซงเธอไป เพราะถนนอีกฝั่งโล่งมาก ไม่มีรถสวน

เพิ่งจะเปิดสัญญาณไฟให้ แต่ความเร็วของรถด้านหลังดันเพิ่มมากขึ้น แถมไม่มีทีท่าจะเปลี่ยนเลนเพื่อแซง คิ้วสวยขมวดมุ่น เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเข้าใกล้มาเรื่อยๆ จึงเป็นฝ่ายตัดสินใจหลบให้โดยการข้ามไปอีกเลนแทน

ในใจเพียงคิดว่า อาจเป็นวัยรุ่นเลือดร้อนอีโก้จัดสักคนก็ได้

แต่พอรถกระบะของเธอเบี่ยงทางให้ เจ้ารถคันนั้นกลับเปลี่ยนเลนมาทางเธออีก แล้วยิ่งเร่งความเร็วมากขึ้น

เพราะทุกอย่างเกินขึ้นเร็วมากในความรู้สึกของเธอ พอจะตั้งสติหลบ แรงปะทะหนักๆก็มาถึงรถของหญิงสาวแล้ว

เอี๊ยด โครม

เสียงเหล็กปะทะเหล็กดังสนั่นไปทั่วบริเวณ

“กรี๊ดดดดดดดดด” นวลจันทร์ร้องอย่างตกใจ ก่อนที่แรงกระแทกจะพารถของเธอหมุนวนคว้าง

เธอไม่เข้าใจอะไรแม้แต่อย่างเดียว ตอนนี้มีแต่เพียงความเจ็บปวด และความชาที่เล่นขึ้นมาในสติรับรู้ แรงเหวี่ยงทำเอานวลจันทร์คลื่นไส้ รู้สึกว่าเจ็บแสบที่ผิวหนัง ก่อนที่แรงกระแทกครั้งสุดท้ายจะพาใหญ่สติของนวลจันทร์ดับไป

รถเก๋งราคาแพงของคู่กรณีที่ขับมาด้วยความรวดเร็ว เข้าชนปะทะกับรถกระบะญี่ปุ่นด้านท้าย เพราะความเร็วที่มากกว่า 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บวกกับความเมามายของผู้ขับขี่ ทำให้เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ขึ้น

รถของนวลจันทร์หมุนคว้างจากแรงปะทะ ตกลงข้างทางและชนเข้ากับต้นไม้อย่างแรง ส่วนรถอีกคันที่ชนด้านหลัง ก็กระเด็นไปอีกทาง มีสภาพไม่ต่างกันนัก

เพราะความประมาทจากน้ำเมา ทำให้สองชีวิตต้องจบลงในค่ำคืนนี้

“เฮือก” ร่างบางของหญิงสาวกระตุกอย่างแรง ก่อนที่จะสะดุ้งขึ้นมานั่งหอบหายใจถี่

สายตาสอดส่ายไปโดยรอบ เมื่อพบว่าไม่ใช่ทัศนียภาพที่คุ้นเคย คิ้วก็ขมวดอย่างงุนงง

นวลจันทร์จำได้ว่าเธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ และมันรุนแรงมากพอที่จะพรากชีวิตของเธอไป

จับสำรวจตัวเองไปทั่ว ก็ไม่พบว่ามีอาการบาดเจ็บอะไร ก่อนจะเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ

เธอตัวผอมลง แถมยังใส่เสื้อผ้าในแบบที่ไม่คุ้นเคย เธอจำไม่ได้ว่าเคยมีเสื้อผ้าแบบนี้ด้วยซ้ำ

เกิดอะไรขึ้นกันแน่

ในหัวของนวลจันทร์พยายามทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมด แต่กลับพบว่าในหัวเริ่มมีความทรงจำแปลกปลอมแทรกเข้ามา ข้อมูลมหาศาลที่ได้รับ พาให้หัวของเธอหมุนติ้วและปวดหัวอย่างรุนแรง

“โอ้ย ปวด” ความเจ็บปวดแผ่ซ่านจนต้องร้องออกมา นวลจันทร์ทนต่อไปอีกไม่ไหว ก่อนที่สติจะดับวูบลงไปอีกครั้ง

นวลจันทร์ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านไปกว่าครึ่งวัน คอของเธอแห้งผาด และท้องก็ร้องอย่างหิวโหย

ร่างบางค่อยๆลุกขึ้นมานั่ง และย่อยข้อมูลทุกอย่างในหัวไปทีละขั้น

ที่นี่ไม่ใช่โลกของเธอ

ในความหมายคือ ถึงแม้ว่าดาวดวงนี้จะชื่อว่าโลก แต่ก็ไม่ใช่โลกในแบบที่เธอรู้จัก

ปีนี้เป็นปีจักรวรรดิที่ 3025 เธออยู่บนดาวโลกที่ 00001

ร่างนี้ก็ไม่ใช่ร่างของเธอ หญิงสาวคนนี้มีชื่อว่าลูน่า อามัวร์ อายุ 18 ปี เมื่อสำรวจตัวเองและปะติดปะต่อเรื่องราว เธอก็สรุปได้ว่าเด็กคนนี้ น่าจะเสียชีวิตจากการทำงานหนักเกินไป และไหลตาย

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม นวลจันทร์ซึ่งไม่ได้มีความเชื่ออย่างลึกซึ้งต่อเรื่องเหนือธรรมชาติเหล่านี้นัก เมื่อเจอกับตัวเองแบบนี้แล้ว

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

ลูน่าและครอบครัวที่ประกอบไปด้วยพ่อ แม่ และลูน่าสามคน คือครอบครัวที่จักรวรรดิเรียกว่าผู้อพยพ

ต้นตระกูลของลูน่า เมื่อย้อนกลับไปประมาณเกือบสองร้อยปีก่อนนั้น ก็อาศัยอยู่ในดาวซึ่งเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิ แต่ตอนนั้นเกิดสงครามจลาจล และการแก่งแย่งตำแหน่งทางการเมืองกันอย่างรุนแรง จนเกิดสงครามขนาดใหญ่ตามดาวต่างๆ ทำให้ตระกูลของเธอต้องหาทางอพยพออกมาจากดาวดวงนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงจากการถูกจับไปเป็นเชลยใช้แรงงานเถื่อน หรืออาจจะถูกฆ่าตาย

พวกเขาหนีภัยสงครามมาเรื่อยๆ เพื่อหลบหนีศัตรูจนมาจบที่ดาวโลกใบนี้

ดาวโลกนี้ว่ากันว่าเป็นของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ที่ต่อมาทั้งดวงดาวได้ล่มสลายลงไป จากภาวะโลกร้อน จนมนุษย์ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้อีกต่อไป มนุษย์บางส่วนจึงออกท่องอวกาศเพื่อเสาะหาแหล่งที่อยู่ใหม่ จนเจอกับจักรวรรดิ และได้เข้าเป็นประชากรของจักรวรรดิในที่สุด

นั่นเป็นเรื่องเมื่อหลายพันปีมาแล้ว

ครั้งนี้คนเหล่านี้หลบหนีหัวซุกหัวซุนมาที่ดาวอันห่างไกล ก็พบว่าดาวโลกหลังจากที่เวลาผ่านไป ก็เริ่มฟื้นฟูตนเอง สภาพอากาศไม่ได้เลวร้าย อากาศไม่มีมลพิษเจือปน ฤดูกาลก็ไม่แปรปรวน เต็มไปด้วยพลังแห่งธรรมชาติเข้มข้นไปทุกหนทุกแห่ง

เหล่าผู้อพยพจึงตัดสินใจตั้งรกรากกันที่นี่ ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงจากจักรวรรดิที่ติดตัวมาด้วย ทำให้ชุมชนเล็กๆบนดาวโลก เริ่มแผ่ขยายกิ่งก้านสาขาออกไปเรื่อยๆ

เทคโนโลยีล้ำหน้าเหล่านี้ล้วนเป็นมิตรกับธรรมชาติ ไม่มีการสร้างมลพิษแต่อย่างใด

วันเวลาผันผ่านไป จากชุมชนเป็นหมู่บ้าน จากหมู่บ้านเป็นเมือง จากเมืองแตกออกเป็นหลายเมือง จนก่อตั้งเป็นประเทศเล็กๆ เริ่มแผ่ขยายออกไปมากขึ้น จนกระจายกันออกไปทั่วดวงดาว

หลังจบสงครามจักรวรรดิได้รวมตัวกันอย่างเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง ดาวโลก 00001 นี้ก็ได้รับการบรรจุเข้าเป็นดวงดาวระดับ F ในเครือจักรวรรดิ

ระดับของดวงดาวหมายความว่าอย่างไร

ระดับของดวงดาวคือการจัดอันดับความสำคัญ และความเจริญของดวงดาวนั้นๆ ตั้งแต่ระดับ SSS SS S A B C D E และ F คือระดับต่ำสุด มีหลายปัจจัยยิบย่อยมากมายที่จะเอาไว้ใช้เพิ่มระดับดวงดาว

เพราะตอนที่เริ่มลงหลักปักฐาน เทคโนโลยีที่นำมาด้วยก็เป็นของยุคก่อน เมื่อเวลาผ่านไปกว่าที่จะรวบรวมเหล่าดวงดาวให้เป็นปึกแผ่น ก็ผ่านมาเป็นร้อยปีแล้ว คนบนดาวมีการติดต่อโลกภายนอกน้อยมาก และใช้ชีวิตอยู่โดยอาศัยเพียงทรัพยากรภายในดาวเท่านั้น แทบจะไม่ทำการค้าขายกับดวงดาวภายนอกเลย ทำให้ดาวโลกนี้จัดว่าเป็นดวงดาวล้าหลังไปโดยปริยาย

ภายหลังจักรวรรดิจึงได้ส่งเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งเข้ามาเริ่มทำการก่อตั้ง สิ่งอำนวยความสะดวก และสวัสดิการต่างๆที่ประชาชนพึงได้รับ เริ่มพัฒนาการขนส่ง แต่เพราะเทคโนโลยีดั้งเดิมนั้นเป็นเทคโนโลยีที่มีอายุร้อยกว่าปีแล้ว การพัฒนาสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

อีกอย่างจักรวรรดินั้นไม่มีนโยบายมอบเงิน หรือเทคโนโลยีใหม่ๆให้โดยเปล่าประโยชน์

ทุกสิ่งต้องมีการซื้อหา

และดาวที่เทคโนโลยีล้าหลังเช่นนี้นั้น แน่นอนว่าจนมาก พวกเขาไม่มีสินค้ามีราคาที่สามารถส่งออกได้ในปริมาณมาก จึงได้แต่เพียงส่งออกสินค้าเกษตรเล็กๆน้อยออกไป เพื่อนำไปสกัดเป็นอาหารเหลวให้ประชาชนรับประทาน

ทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกค้นพบนั้น คนบนดาวโลกต่างก็มีนโยบายคุ้มครอง และควบคุมอย่างเข้มงวด ไม่อาจปล่อยให้บริษัทนายทุนมาขุดเจาะเอาไปใช้ได้อย่างง่ายดายแน่นอน อีกทั้งยังเป็นการสอดคล้องกับนโยบายของจักรวรรดิ ที่จะไม่รุกรานดวงดาวที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เพื่อแย่งชิงทรัพยากรเป็นอันขาด

พวกเขาจะหาจากดวงดาวร้างเท่านั้น ซึ่งก็มีเป็นหลักล้านดวงทั่วจักรวาล ดังนั้นจักรวรรดิไม่ขาดสิ่งเหล่านี้

การที่เหล่าดวงดาวทั้งหลายต่างต้องการยกระดับดวงดาวของตนเองให้ได้นั้น หลักๆเลยก็คือต้องการได้รับการสนับสนุนทรัพยากรจากจักรวรรดินั่นเอง ยิ่งระดับสูงมากเท่าไหร่ ระดับความใส่ใจต่อการมอบสวัสดิการของจักรวรรดิก็ยิ่งมาก ผู้คนที่อาศัยอยู่บนดาวดวงนั้นก็จะยิ่งมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากยิ่งขึ้น

นี่เป็นข้อมูลพื้นฐานที่ลูน่า หรือนวลจันทร์ในร่างลูน่ารับรู้ แน่นอนว่ายังมีข้อมูลยิบย่อยอีกมากมาย ที่เธอจำเป็นต้องค่อยๆทำความเข้าใจ

นั่นคือภาพรวมทั่วไป

ส่วนภาพรวมของตัวลูน่านั้น

เธอกวาดสายตามองไปโดยรอบ บ้านที่ลูน่าอยู่นั้นสร้างจากอิฐผสมไม้ น่าจะมีขนาดโดยรวมประมาณ 40 ตารางเมตรเท่านั้น ประกอบไปด้วยห้องนอนเล็กๆหนึ่งห้อง ห้องน้ำ ห้องรับแขก และมุมที่เหมือนครัวเป็นมุมเล็กแอบอยู่อีกด้านหนึ่งเท่านั้น

ในความทรงจำของลูน่าสมัยก่อนครอบครัวของเธอต้องแออัดกันอยู่ในบ้านหลังนี้ และพ่อกับแม่ก็เสียสละไปนอนที่ห้องรับแขกด้านนอก ให้เธอได้มีห้องส่วนตัว โดยอ้างว่าตนเองอายุมากแล้ว จะได้ลุกไปเข้าห้องน้ำได้สะดวก

มันจะเป็นแบบนั้นได้อย่างไร

เธอรู้ดีว่าเพราะสองสามีภรรยารักและอยากให้ลูน่ามีคุณภาพชีวิตที่ดีแม้ฐานะจะไม่เอื้ออำนวย ดังนั้นอะไรที่ทำให้ลูกสาวสุดที่รักมีความสุขมากขึ้นอีกนิดหนึ่งได้ พวกเขายอมทั้งนั้น

บ้านของลูน่ายึดอาชีพเกษตรกร แต่จะพูดอย่างนั้นก็พูดได้ไม่เต็มปาก ในยุคดวงดาวที่ทุกอย่างล้วนก้าวหน้า การทำการเกษตรแบบดั้งเดิมสูญสลายหายไป การปลูกพืชเพื่อนำมาสกัดทำเป็นอาหารล้วนเกิดในห้องแลบล้ำสมัยและโรงงานขนาดใหญ่

สำหรับดาวโลกที่เน้นการพึ่งพาตนเองและไม่ติดต่อกับภายนอกเท่าไหร่นี้ การปลูกผักสำหรับพวกเขาก็คือการนำเมล็ดพืชใส่ลงไปในดิน แล้วรดน้ำ รอให้มันเติบโต ไม่มีการเตรียมดิน บำรุงดิน การใส่ปุ๋ย การวิจัยว่าพืชชนิดไหนควรปลูกอย่างไรเลยสักนิด

ตามมีตามเกิดโดยแท้จริง

ทำให้ผลผลิตที่ออกมาไม่ได้มาตรฐานเสียส่วนใหญ่ ไม่อาจนำส่งออกได้ ทำได้เพียงขายให้กับตลาดในดวงดาวในราคาถูกแสนถูก

เพราะวนเวียนกันอยู่แบบนี้ ไม่แปลกใจเลยว่าฐานะของคนส่วนใหญ่บนดาวดวงนี้จึงไม่ค่อยดีนัก

พ่อของลูน่าเสียชีวิตเพราะอาการป่วยด้วยโรคหายากได้สามปี ส่วนแม่ของลูน่าเองก็เสียชีวิตไปได้สองปีแล้ว สาเหตุก็มาจากอุบัติเหตุตอนที่ไปทำธุระในตัวเมือง ตอนที่พ่อของลูน่าป่วยนั้น ทั้งบ้านต้องพยายามหารายได้มาเพื่อทำการรักษา หัวหน้าครอบครัวอย่างสุดความสามารถ

แต่เพราะอาการป่วยของพ่อลูน่านั้น ต้องใช้เทคโนโลยีระดับ C ขึ้นไปจึงจะรับประกันได้ว่าหายขาด แน่นอนว่าสามารถซื้อได้ หากคุณมีสตาร์มากพอ แต่ครอบครัวของลูน่านั้นมีสตาร์ไม่พออย่างแน่นอน ทำได้แค่เพียงประคับประคองอาการกันไป ทำให้ครอบครัวอามัวร์เกิดหนี้สินมากมาย

แม่และลูน่าที่ยังเป็นเพียงเด็กสาว พยายามทำทุกอย่างเพื่อหาสตาร์มาเติมเต็มภาระตรงนี้ ในปีถัดไปขณะที่แม่ของลูน่าเข้าไปทำธุระในตัวเมือง ก็เกิดประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เข้าอย่างจังจนเสียชีวิต จากลูกหลงของเจ้าหน้าที่ที่ต้องการจับตัวคนร้าย ในคดีร้ายแรงคดีหนึ่ง

ลูน่าได้เงินชดเชยจากทางการมาก้อนหนึ่ง ที่เพียงพอจะปลดเปลื้องหนี้สิน แต่ชีวิตของแม่เธอนั้นไม่มีอะไรมาทดแทนได้

ลูน่าค่อนข้างเคว้งคว้างเมื่อขาดเสาหลักของครอบครัวไป พยายามอยู่ให้ได้ด้วยตัวเองโดยการทำการเกษตรต่อจากครอบครัว แต่เพราะมีกำลังความรู้อันน้อยนิด อย่างมากเธอก็สามารถหาเงินเล็กน้อย พอประทังชีวิตเท่านั้น

อย่างน้อยร่างนี้ก็ยังเรียนจบชั้นมัธยม การศึกษาบนดวงดาวแห่งนี้ฟรีจนถึงระดับปริญญา นี่ถือเป็นสวัสดิการพื้นฐานของพื้นฐานที่ดาวทุกดวงต้องมี แต่จำเป็นต้องเข้าตัวเมืองไปเรียนและพักอยู่ที่นั่น ครอบครัวของลูน่าไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะสำรองค่าใช้จ่ายกินอยู่ให้กับเธอได้

สองสามีภรรยาจึงพยายามทำงานให้หนักขึ้น แม้ว่าจะต้องเหนื่อยยากขนาดไหน

ลูน่าเสียใจมาก เธอพยายามบอกพวกท่านว่าไม่จำเป็น เธออยากจะมาช่วยงานพวกเขามากกว่า แต่พ่อกับแม่เธอไม่ยินยอม เมื่อทั้งสองคนจากไปลูน่าที่เศร้าซึมและพยายามอยู่ให้ได้ด้วยตัวเองมานานถึงสองปี ในที่สุดก็ทนไม่ไหว บวกกับความเศร้าที่สะสมในใจ สุดท้ายก็ไหลตายจากไป

นวลจันทร์สะท้อนใจ แม้แต่ในยุคที่ล้ำยุคมากมายเพียงนี้ยังคงมีความเหลื่อมล้ำขนาดนี้อยู่อีก

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ทำให้เธอต้องมาอยู่ที่นี่ แต่นวลจันทร์มั่นใจไม่น้อยว่าเธอคงไม่สามารถกลับไปได้แล้ว ความทรงจำก่อนที่จะมาที่นี่บอกเธอแบบนั้น

แต่ตอนนี้เธอมีเลือดมีเนื้อนี่นา มีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้ย่อมสำคัญที่สุด

“เด็กน้อย ขอให้เธอได้เจอพ่อกับแม่ของเธอนะ พี่สาวจะใช้ชีวิตนี้แทนเธอให้ดีที่สุด ไม่ให้ผิดต่อเธอและครอบครัวเธอแน่นอน”

นวลจันทร์ อุดมพฤกษ์ จากนี้เธอคือ ลูน่า อามัวร์โดยสมบูรณ์

Writer's talk :

กราบสวัสดีมิตรรักนักอ่านทุกคนค่ะ Lovely Poet นะคะ

เอาบทนำไปก่อน

ยังไม่ได้เกลาคำผิด อ่านให้ถูกไปก่อนน้า ชอบกดเลิฟ กดเข้าชั้นไว้ด้วยนะคะ

ปล.เข้ามาแก้ไขสาเหตุการเสียชีวิตของพ่อแม่ลูน่า ให้ดูเรียลขึ้นหน่อยค่ะ

รักเสมอและตลอดไป จุ๊บๆ

บทที่ 1 ฟาร์มในยุคอวกาศ

เมื่อตัดสินใจยอมรับจุดเปลี่ยนในชีวิตของตัวเองได้แล้ว ลูน่าตัดสินใจฝืนความหิวของตัวเอง เริ่มมองหาของกินประทังชีวิตนี้ก่อนเป็นอย่างแรก

พาร่างอ่อนระโหยโรยแรง ค่อยๆ เดินออกจากห้องไปช้าๆ มองสำรวจทุกอย่างด้วยความตั้งใจ

บ้านหลังนี้เป็นบ้านฐานอิฐฉาบปูน ปูกระเบื้องราคาถูก ส่วนผนังเป็นเนื้อไม้ ที่ค่อนข้างแข็งแรงทนทาน แม้โดยรวมแล้วจะเก่าโทรมไปสักหน่อย แต่ก็สามารถใช้ต้านลมต้านฝนได้

ลูน่าเดินไปยังพื้นที่ที่คล้ายครัว ต้องบอกเช่นนี้เพราะมุมเล็กที่เป็นมุมฉากนั้นมีเพียงเตาไฟฟ้าขนาดเล็กอยู่ด้านหนึ่ง และอ่างล้างจานขนาดพอเหมาะอีกด้านหนึ่งเท่านั้น นอกจากหม้อใบย่อมแล้วก็ปราศจากเครื่องครัวอื่นๆ แม้กระทั่งเครื่องปรุงรสยังไม่มี ก่อนจะมีตู้เย็นอยู่ที่มุมอีกด้านติดกับอ่างล้างจานเท่านั้น

เปิดตู้เย็นที่เก็บของได้จำกัดราคาถูกตามความทรงจำของเธอออก ถึงจะบอกว่าเป็นตู้เย็นที่เก็บของได้จำกัดราคาถูก แต่มันก็คือตู้เย็นขนาด 18 คิว ในยุคก่อนของเธอนั่นเอง ที่บอกว่าเก็บของได้จำกัด เพราะในยุคอวกาศนี้มีการคิดค้นช่องว่างมิติแล้ว และพัฒนาให้สามารถเก็บของได้มากมาย ตู้เย็นที่มีช่องว่างมิตินั้น นอกจากสามารถเก็บความเย็นได้ดี ยังสามารถเก็บสิ่งของแบบเดียวกันในลักษณะสล็อตได้ด้วย ตู้เย็นลักษณะนี้จะมีราคาแพงมาก ตอนที่ค้นพบความทรงจำของลูน่าแบบนี้ เธอก็รู้สึกว่าช่างน่าอัศจรรย์

มองของที่เก็บอยู่ข้างในตู้เย็นแห่งนี้ ก็พบว่ามีอาหารเหลวสกัดจำนวนสิบซองวางอยู่ ที่เหลือคือพื้นที่โล่งว่าง ไม่มีของใดๆ อีก

คนในยุคอวกาศจะนิยมบริโภคอาหารเหลวสกัดเสียเป็นส่วนใหญ่ เหตุผลเพราะสะดวก รวดเร็ว ประหยัด และสารอาหารครบถ้วน เป็นสิ่งพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนสามารถหาซื้อได้ผ่านระบบซื้อขายข้ามดวงดาว เป็นสินค้าบังคับที่ทุกดาวต้องมี

ถามว่ามีอาหารปรุงสุกไหม

มีแน่นอน อาหารปรุงสุกนั้นจะเฟื่องฟูในดวงดาวระดับ B ขึ้นไป และค่อนข้างเป็นที่นิยมมาก มีวัตถุดิบหลากหลาย และเครื่องปรุงแปลกๆ มากมาย

แต่ข้อควบคุมของอาหารปรุงสุกนั้นเข้มงวดมาก เพื่อสุขอนามัยของผู้กิน วัตถุดิบที่จะใช้ปรุงทุกอย่างต้องได้มาตรฐานตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ว่าด้วยการจำหน่ายสิ่งของข้ามดวงดาว และกฎของกระทรวงอาหารและยาเท่านั้น

ในความทรงจำของสาวน้อยลูน่านี้ ทำให้เธอตระหนักว่า วัตถุดิบต่างๆ นั้นก็ได้รับการจัดอันดับคุณภาพตามเกรดเช่นกัน แบ่งเป็น S A B C D E และ F จะมีราคาถูกหรือแพงตามเกรดเช่นกัน

ถามว่าดาวโลกดวงนี้สามารถผลิตวัตถุดิบได้ระดับไหน

แน่นอนว่าแม้แต่ระดับ F ยังหายาก

เข้าใจหรือยังว่าทำไมดาวดวงนี้ถึงจนนัก

ลูน่าหยิบอาหารเหลวในตู้เย็นที่มีลักษณะเป็นแท่งบีบทรงกลมยาวประมาณ 15 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3 เซนติเมตร พร้อมกับมีปากเล็กๆ สำหรับฉีกที่ปลายด้านหนึ่งออกมา

เปิดปากห่ออย่างรวดเร็วก่อนจะเอาเข้าปากแล้วดูดอย่างหิวโหย แม้ว่ารสชาติของอาหารเหลวจะไม่แย่ แต่ก็ไม่ได้ดีขนาดนั้น

ร่างผอมบางมองข้ามรสชาติที่ไม่ค่อยน่าพิสมัยก่อนจะดูดจนหมดหลอดอย่างรวดเร็ว

หนึ่งหลอดเพียงพอต่อหนึ่งมื้อสำหรับคนหนึ่งคน

เมื่อท้องได้รับการเติมเต็มแล้ว ก็หาแก้วน้ำใบเล็กเพื่อดื่มน้ำ ข้อดีของความเจริญคือ น้ำประปานั้นดื่มได้ เป็นเช่นนี้หมดแม้กระทั่งดวงดาวไกลปืนเที่ยงเช่นนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับประเทศที่เจริญแล้วหลายประเทศในโลกเก่าของเธอมากนัก

อึก อึก

ดื่มน้ำไปสองแก้วใหญ่เต็มๆ สติสตังของสาวน้อยก็เริ่มกลับมาบ้างแล้ว

นั่งพักกับพื้นเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปสำรวจรอบตัวบ้านอีกครั้ง

แม้ว่าในความทรงจำของเธอจะรู้แล้วว่าสภาพรอบตัวบ้านเป็นอย่างไร

แต่พอมาเห็นสภาพจริงก็อดถอนหายใจเฮือกไม่ได้

ดาวโลกมีการลงทะเบียนสำหรับเกษตรกร เพื่อลงหลักปักฐานและจัดสรรพื้นที่เพาะปลูก เนื่องจากดาวโลกนี้มีพื้นที่เยอะ แต่ประชากรโดยรวมทั้งดวงดาวยังน้อย ทำให้แม้แต่เกษตรกรที่อยากจนขนาดไหน อย่างน้อยๆต้องมีพื้นที่เพาะปลูกขั้นต่ำเริ่มต้นที่ 50 ไร่เลยทีเดียว

ที่โลกก่อนหากมีพื้นที่ทำการเกษตรสัก 5 – 10 ไร่ยังจะกลัวอดตายอีกหรือ

ครอบครัวของลูน่านั้นได้รับพื้นที่จัดสรรมาทั้งหมด 100 ไร่ เนื่องจากครอบครัวเธอเป็นครอบครัวเดียวที่ยึดอาชีพเกษตรกรเพียงครอบครัวเดียวในรัศมี 100 กิโลเมตรนี้ ทางการจึงมอบพื้นที่ให้มากหน่อย

แต่กำลังของคนมีจำกัด ครอบครัวเธอใช้พื้นที่อย่างมากก็ 5 ไร่ในการเพาะปลูกเท่านั้น เหตุผลคือทำไม่ไหว และไม่รู้จะปลูกอะไร

ใครจะไปทำไหวกันเล่า มีแค่ขวานเหล็ก เคียว บัวรดน้ำ จอบ และอีเต้อเหล็กคุณภาพต่ำเท่านั้น เครื่องมือช่วยอย่างอื่นก็ไม่มี แม้แต่รถไถหรือเลื่อยไฟฟ้าก็ไม่มี อาศัยแรงคนล้วนๆ ค่อยเคลียร์พื้นที่ไปเรื่อยๆ จะได้สักเท่าไหนกันเชียว

ไม่เหนื่อยแทบตายก็แปลกแล้ว

“นี่มันพื้นที่นาหรือป่ากันแน่เนี่ย” ลูน่าอดไม่ได้ที่จะรำพึงรำพัน เมื่อมองเลยจากแปลงผักน้อยๆ หน้าบ้าน เลยไปยังพื้นที่รกร้างด้านหน้า ที่มีทั้งหญ้ารกชัฏ และต้นไม้สองสามชนิดขึ้นสูง

สายตาของเธอมองออกไปยังพื้นที่หน้าบ้านของตัวเอง มองเลยออกไปไกลๆ ที่ในความทรงจำของเธอมันคือที่ดินทำกินของครอบครัว ขนาดเต็มๆ 100 ไร่ เป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส โดยมีมุมบ้านของเธออยู่ที่มุมด้านหนึ่งของพื้นที่ ออกไปทางด้านซ้าย จะต่อเข้าไปที่พื้นที่ป่า

ทางใต้จะติดกับภูเขา ซึ่งหลังภูเขานั้นจะมีทางให้เดินต่อเข้าไปที่ชายหาดได้ ห่างไปจากภูเขาประมาณ 1 กิโลเมตรเท่านั้น มีการทำประมงเล็กน้อยบริเวณนั้นด้วย

ทางขวาของที่ดินเมื่อเดินออกไปอีกจากพื้นที่ฟาร์มของเธอประมาณแปดร้อยเมตรจะเป็นตัวเมืองขนาดเล็ก ชื่อว่าเมืองซิลเวอร์เรย์ ที่มีประชากรอยู่กันแค่หลักพันคนเท่านั้น

ประชากรบนโลกนี้มีประมาณ 10 กว่าล้านคน ส่วนใหญ่จะกระจุกกันอยู่ตามเมืองใหญ่และเมืองย่อยๆ อย่างเมืองนี้ สี่สิบเปอร์เซ็นต์ของดวงดาวยังคงเป็นพื้นที่ป่า อีกห้าสิบเปอร์เซ็นต์เป็นน้ำทะเล และพื้นที่ที่มีประชากรอยู่อาศัยนั้น มีเพียงแค่สิบเปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งโลกเท่านั้น แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น ก็ไม่มีพื้นที่ตกสำรวจแต่อย่างใด เพียงแค่ประชากรบนดาวดวงนี้น้อยเกินไปก็เท่านั้น

ลูน่าพยายามนึกถึงแผนที่โลกเดิม แล้วเปรียบเทียบกับโลกนี้ดู พบว่าไม่เหมือนกันเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าตามแต่ละพื้นที่ที่อยู่ใกล้ไกลเส้นศูนย์สูตร จะยังคงมีสภาพอากาศที่ต่างกัน แต่สภาพอากาศโดยรวมของโลกใบนี้นั้นยังดีกว่าโลกเดิมของเธอมาก

บนโลกนี้มีสี่ฤดูกาล คือใบไม้ผลิ ร้อน ใบไม้ร่วง และฤดูหนาว โดยจะเปลี่ยนฤดูทุกสามเดือน แต่ก็มีบางพื้นที่ที่ฤดูร้อนยาวนานที่สุด หรือฤดูหนาวยาวนานที่สุดอยู่ ซึ่งบริเวณนั้นจะไม่มีคนอาศัยอยู่มากนัก

สรุปคือพื้นที่บ้านของลูน่าอยู่ในจุดที่ฤดูกาลและสภาพอากาศสมดุลดี ไม่ค่อยมีภัยธรรมชาติมารบกวน

เสียอย่างเดียวคือคนบนดาวนั้นมีความรู้ด้านการเพาะปลูกน้อยมาก จนไม่สามารถพัฒนาพืชพันธุ์ของตัวเองให้สามารถส่งออกขายระหว่างดวงดาวได้ จะไปขอความรู้ด้านการเพาะปลูกจากดาวดวงอื่น ลักษณะทางวิทยาศาสตร์ก็ไม่เหมือนกัน ไม่สามารถแชร์ข้อมูลกันได้ มีเพียงแต่ต้องวิจัยด้วยตัวเอง ซึ่งความคืบหน้าก็ยังช้าอยู่มาก

เพราะเป็นดาวระดับ F นั่นแหละ

ราคาขายผลิตผลภายใน กับราคาส่งออกนั้นต่างกันลิบลับ แม้จะแค่เกรด F ก็ต่างกันมากถึง 5 เท่า

นี่เป็นความรู้ที่อยู่ในหัวของลูน่า ซึ่งเธอกำลังพยายามทำความเข้าใจ

หน่วยเงินของจักรวรรดินั้นเป็นหนึ่งเดียว เพื่อควบคุมความเป็นกลาง เรียกว่าสตาร์

ลูน่ามองข้อมือของตัวเอง นี่คือสิ่งที่เรียกว่าสายรัดข้อมืออัจฉริยะ มีความทนทานอย่างมาก ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงมากจริงๆ จะไม่หลุดหายง่ายๆ ถือเป็นเครื่องมือมาตรฐานของทุกคนในจักรวรรดิซึ่งจะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือระบุตัวตน เป็นธนาคารสามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ เป็นเครื่องมือสื่อสาร และยังเป็นที่เก็บของด้วยระบบช่องว่างมิติด้วย

แต่ช่องว่างมิติพื้นฐานนั้นมีขนาดเพียงแค่ 1 ตารางเมตรเท่านั้น ไม่มีระบบเก็บความเย็น ไม่มีช่องสล็อตของเพื่อเก็บของชนิดเดียวกันซ้ำกัน ให้ประหยัดพื้นที่ได้

ถ้าอยากได้แบบนั้นต้องทำการซื้อเพิ่มที่ศูนย์บริการประชาชน ในราคาแพงหูดับ แต่เพียงเท่านี้สำหรับคนหลงยุคอย่างเธอ ยังอึ้งแล้วอึ้งอีก เพราะเทคโนโลยีแบบนี้มันทำให้เธอสะดวกมากขึ้นหน่อยแล้ว

ไม่ต้องแบกของเองให้หนัก ใครก็ชอบทั้งนั้น

ลองกดเข้าไปดูยอดเงินในกระเป๋า พบว่ามีเงินอยู่ที่ 3,000 สตาร์ถ้วน

ราคาของอาหารเหลวนั้นอยู่ที่หลอดละ 15 สตาร์ เป็นราคาขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนสามารถซื้อได้

จากยอดสตาร์ตอนนี้เธอจะสามารถซื้ออาหารเหลวได้ 200 หลอด เท่ากับ 200 มื้อ อยู่ได้แค่สองเดือนกว่าๆ เท่านั้น

แต่จะทำแบบนั้นได้อย่างไรเล่า ไหนจะค่าน้ำค่าไฟที่ต้องจ่ายอีก

เธอต้องหาสตาร์เพื่อเลี้ยงชีพตัวเองให้ได้

“เอาล่ะ ลูน่า จะทำอะไรก่อนดีล่ะ” เมื่อคิดอะไรสะระตะเสร็จสิ้น ก็เริ่มมองรอบด้านอย่างชั่งใจ ก่อนสายตาจะมองมาที่แปลงผักสองสามแปลง ที่ลูน่าคนก่อนทำเอาไว้

เธอเดินมาที่แปลงผักนั้น นั่งลงจับใบผักที่เหี่ยวเฉาอย่างน่าสงสาร ก่อนที่จะจับไปที่ดิน หยิบมาบางส่วนแล้วขยี้ดูเบาๆ

“ดินดีมากนี่นา เป็นดินที่ปลูกพืชได้หลากหลายมากเลยนะ” ลูน่าค้นในความทรงจำดูว่าทำไมผักถึงยังไม่โต

“อ๋อ รดน้ำน้อยไป แถมยังไม่รดทุกวันด้วย ไม่แปลกที่จะเฉาสิเนี่ย” ลูน่าเอ่ย

เอาล่ะ งานแรกของลูน่าคือการปลูกผักและเพิ่มแปลงผัก

จากความทรงจำในเมืองมีร้านขายของชำอยู่ ซึ่งรวมสินค้าจำเป็นหลายๆ อย่างเอาไว้ รวมทั้งเมล็ดพืชด้วย

เพราะมีการถางพื้นที่ไว้บางส่วนแล้ว ลูน่าจะเริ่มทำแปลงผักเพิ่มอีกสักหลายแปลง

ร่างผอมบางเดินไปหยิบจอบเหล็กมาพิจารณา ก่อนที่ความทรงจำจะแวบขึ้นมาว่า จอบในยุคอวกาศนี้ ค่อนข้างที่จะสะดวกมากทีเดียว

มันมีเทคโนโลยีทุ่นแรงอยู่ในตัว สามารถช่วยให้ผู้ใช้ลดแรงในการขุดดินหรือใช้เครื่องมือต่างๆ ได้ ซึ่งหากว่ามีสตาร์และวัสดุบางอย่างมากพอก็สามารถอัพเกรดความสามารถนี้ได้เช่นกัน จะทำให้แรงขุดมากขึ้นลดแรงของผู้ใช้ไปได้มาก

ถ้าเป็นแบบนั้นจริง การทำงานบนพื้นที่ 100 ไร่ ลูน่าก็คิดว่าพอไหว เพียงค่อยๆ ทำไปก็พอ น่าสงสารสองสามีภรรยาอามัวร์ที่ขาดความรู้ และทำงานเกินตัวจนเหนื่อยแสนเหนื่อยแต่ได้ค่าตอบแทนน้อยจริงๆ

ลูน่าถูกใจสิ่งนี้ คว้าขวานด้ามเหมาะมือ จอบ และเคียวที่ตอนแรกเธอคิดว่ามันเป็นเครื่องมือธรรมดา ไปเริ่มลองใช้ทันที ส่วนเครื่องมืออื่นๆ กองไว้ตรงหน้าบ้านก่อนแล้วกัน

ในหัวปรากฏความทรงจำว่านี่คือเครื่องมือพื้นฐานสำหรับคนที่ลงทะเบียนเป็นเกษตรกรทุกคน

ดีจัง เธอเริ่มชอบยุคอวกาศเสียแล้ว

ฉับ ฉับ ฉับ

เสียงจอบสับลงบนพื้นดินอย่างมีประสิทธิภาพ ลูน่าแค่ออกแรงเบาๆ จอบนั้นก็ปักลงลึกในดินอย่างแม่นยำ งัดดินขึ้น ทำดินให้ร่วนเพื่อให้เหมาะกับการลงเมล็ด ลูน่าทำแปลงดินมาตรฐานออกมาได้ภายในระยะเวลาแค่สิบห้านาทีเท่านั้น โดยที่ตอนนี้ยังไม่รู้สึกเหนื่อยเลย

เธอยิ้มอย่างพึงพอใจ

“ทำต่อดีกว่า ตอนนี้จะสายมากแล้ว ต้องรีบเข้าเมืองไปซื้อเมล็ดพันธุ์”

ใช้เวลาประมาณสี่ชั่วโมง ก็ได้แปลงผักมาอีก 8 แปลง

“ฮู่ว ขนาดมีเครื่องทุ่นแรง ก็ยังเหนื่อยนะเนี่ย แต่ยังดี ยังสามารถทำด้วยตัวคนเดียวได้ ไม่อย่างนั้นถ้าต้องจ้างคนล่ะก็ เราคงไม่มีปัญญาหรอก”

โลกยุคก่อน หากมีพื้นที่เยอะ ก็มีเครื่องจักรมาช่วย และยังต้องจ้างคนมาบางส่วน เพื่อให้งานรวดเร็วขึ้น

แต่ยุคอวกาศนี้ แม้ในดาวระดับสูงกว่า ถึงจะมีการใช้เครื่องมือทุ่นแรงมากมาย แต่นั่นต้องดูด้วยว่า ดาวระดับนี้จะมีความสามารถในการซื้อมาใช้หรือไม่

กว่าจะสร้างแปลงผักเสร็จก็เลยเที่ยงไปเยอะแล้ว นำบัวรดน้ำที่มีเครื่องทุ่นแรงพร้อมกับด้านในมีพื้นที่กึ่งมิติ ทำให้สามารถบรรจุน้ำได้ค่อนข้างเยอะมากกว่าที่เห็นภายนอก มารดน้ำแปลงผักที่เหี่ยวเฉาแต่ยังไม่ตาย วิ่งไปกลับสระน้ำเล็กๆ ข้างบ้าน ทำเอาหอบ

เก็บเครื่องมือต่างๆ ไว้ที่มุมหนึ่งหน้าบ้าน เข้าไปในบ้านหยิบอาหารเหลวที่รสชาติพอทนมาอีกหลอด ตั้งปณิธานไว้ในใจว่าต้องปรับปรุงครัวให้ดีให้ได้ เพื่อที่จะได้ทำอาหารสะดวกมากขึ้น

“เอาล่ะ เข้าเมืองกันเถอะเรา”

ลูน่าเดินไปอาบน้ำชำระคราบไคลให้สบายตัว ก่อนจะเดินมาที่ข้างบ้าน มองจักรยานที่คล้ายกับยุคก่อนของเธอ แต่เป็นจักรยานแบบที่มีเทคโนโลยีทุ่นแรงเช่นกัน ถือเป็นสวัสดิการพื้นฐานของเกษตรกร เพียงแต่ต้องออกแรงปั่น ทว่ามันก็รวดเร็วพอๆ กับรถจักรยานยนต์เลยทีเดียว รถจักรยานยนต์บนดาวดวงนี้เป็นรถจักรยานยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีความเร็วมาก ราคาโดยประมาณอยู่ที่ 30,000 สตาร์ต่อคัน ครอบครัวของลูน่ายังไม่สามารถซื้อไหว จึงได้แต่เพียงใช้อุปกรณ์การเดินทางพื้นฐานแบบนี้เอง

ขอบคุณสวัสดิการจริงๆ

จูงจักรยานออกมา ก่อนจะขึ้นขี่แล้วปั่นออกไปอย่างสบายอารมณ์

โดยที่ไม่ทันสังเกตถึงสายตาลึกลับที่มองมาจากชายป่าด้านซ้ายไกลๆ เลยแม้แต่น้อย

ละครหลังม่าน

สายตาลึกลับ : หึหึ

สิ่งมีชีวิตลึกลับ : กิ้ว กิว กิว กิว

ลูน่า : ลา ล้า ลา/ปั่นจักรยานอย่างสบายใจ

เอาตอนแรกไปชิมลางก่อน

ยังไม่ได้ตรวจคำผิด อ่านให้ถูกไปก่อน

ย้ำนะคะ ใครคิดว่าไม่ใช่แนวผ่านได้เลยนะ ไม่ดราม่าน้า

ขอบคุณมากค่ะ

รัก

บทที่ 2 เมล็ดหัวไชเท้าจงเจริญ

Warning : ระยะเวลาการเติบโตของพืชและทฤษฏีการเติบโต และชนิดของพืชประจำถิ่น ไม่อิงตามหลักความเป็นจริง เป็นจินตนาการเพื่อสร้างอรรถรสเท่านั้น

ลูน่าขี่จักรยานมาไม่นานนักจากฟาร์มของตัวเอง ก็เข้าสู่เขตเมืองซิลเวอร์เรย์ เมืองเล็กๆ ที่อบอุ่น ในหัวเกิดความทรงจำมากมายในเมืองนี้ แม้จะมีคนอยู่แค่พันคนนิดๆ แต่ก็ถือว่าในเมืองนี้ไม่ขาดสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานใดๆ

ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่จะมีฐานะค่อนไปทางยากจนหน่อยๆ แต่ก็สามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันมาได้

เพียงแค่เธอโผล่เข้ามาในเมืองเท่านั้นเสียงหนึ่งก็ทักขึ้นทันที

“แม่หนูลูน่า”

“ลุงนอส สวัสดีค่ะ” ลูน่าหันไปมอง เอ่ยทักชายวัยกลางคนหุ่นค่อนข้างท้วม ท่าทางอารมณ์ดี อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงสแลคขายาวสีสุภาพภูมิฐาน

นอสคือนายกเทศมนตรีของเมืองซิลเวอร์เรย์แห่งนี้ คอยดูแลสวัสดิภาพของประชาชนในเมือง และหาทางพัฒนาเมืองแห่งนี้ให้เจริญก้าวหน้า

“หายหน้าไปสองสามวันไม่เข้าเมืองมาบ้าง ลุงกำลังเป็นห่วงเลย” นอสเอ่ยขึ้นพร้อมมองเธอขึ้นลงคล้ายสังเกตความผิดปกติใดๆ แต่เมืองไม่พบเขาก็มีสีหน้าคลายใจ

“ขอบคุณที่ห่วงค่ะ คือก่อนหน้านี้หนูไม่สบายนิดหน่อย ทำให้ไม่ได้เข้าเมืองมา วันนี้ดีขึ้นแล้วกำลังจะไปทักทายลุงเลยค่ะ” ลูน่าเอ่ยตอบ พร้อมชี้แจงเหตุผลที่ไม่ได้เข้าเมืองมา

หากจะบอกว่าร่างเดิมนี้ตายไปแล้ว แล้วมีสาวใหญ่มาอยู่แทนคงน่าเหลือเชื่อเกินไป

“อืม หนูผอมลงไปเยอะเลยนะ มีอะไรเดือดร้อนก็มาบอกลุงได้ ถึงยังไงเราก็คนเมืองเดียวกัน อ้อ แล้วนี่กำลังจะไปไหนล่ะ” มอสถามกระแสเสียงเต็มไปด้วยความเมตตา

“หนูจะไปร้านลุงเบนค่ะ จะไปซื้อผักมาปลูกเพิ่มสักหน่อย” ลูน่าตอบพร้อมยกยิ้มให้อย่างขอบคุณ ที่ชายตรงหน้าเป็นห่วง

บอกแล้วว่าคนในเมืองนี้มีน้ำใจมาก ดูอย่างลุงมอสสิ

“โอ้ อย่างนั้นก็ไปเถอะ ขี่รถระวังด้วยล่ะ มีอะไรก็ไปหาลุงได้นะ” มอสเห็นว่าสีหน้าของชาวสวนเพียงหนึ่งเดียวที่เหลือของเมือง ดูไม่แย่ขนาดนั้น ก็วางใจ เมื่อไต่ถามสารทุกข์สุขดิบกันเรียบร้อยแล้ว จึงปล่อยอีกฝ่ายไปทำธุระต่อ

ลูน่ายิ้มรับลุงมอสอีกครั้ง ผงกหัวบอกลา ก่อนจะขี่จักรยานตรงต่อตามถนนไปที่ร้านขายของชำ

เมืองนี้มีร้านขายของชำขนาดใหญ่อยู่เพียงร้านเดียว คือร้านลุงเบน มีขายตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ทุกฤดู ยกเว้นฤดูหนาว เครื่องปรุงอาหาร และวัตถุดิบตามฤดูกาลบางอย่าง

ระบบการขายสินค้าของดวงดาวไม่ซับซ้อนขนาดนั้น จะมีระบบควบคุมราคากลาง โดยการรับสินค้าผ่านกล่องรับสินค้า ที่จะติดตั้งให้ทุกบ้าน ถือเป็นสวัสดิการพื้นฐานเช่นเดียวกัน โดยจะเป็นลักษณะของกล่องไม้ขนาดใหญ่ ด้านในเป็นระบบการขนส่งผ่านมิติแล้วมีสล็อตให้จำนวนหนึ่ง หากอยากได้สล็อตเพิ่ม ก็ต้องจ่ายสตาร์เพื่ออัพเกรดช่อง

โดยจะมีระบบอัจฉริยะควบคุมคุณภาพของสินค้าภายในอีกที เพื่อป้องกันการย้อมแมวขายสินค้า อีกทั้งยังมีการควบคุมสิทธิอย่างเข้มงวดตามทะเบียนราษฏร์ ไม่สามารถสวมรอยกันได้ง่ายๆ

เมื่อคุณนำสินค้าใส่ลงในกล่องรับสินค้าแล้ว ระบบกลางจะทำการรับสินค้าเข้าไปยังส่วนกลาง ตีตราลงทะเบียนที่มาสินค้า ประเมินคุณภาพสินค้า แล้วจึงตีราคาอิงตามราคากลางและคุณภาพสินค้าเป็นหลัก ก่อนจะกระจายสินค้าไปตามแหล่งจำหน่ายต่างๆ ที่ลงทะเบียนไว้ แล้วจะจ่ายสตาร์เพื่อเป็นค่าสินค้าในเช้าวันถัดไป

บ้านของลูน่าที่หน้าบ้านก็มีกล่องรับสินค้าเช่นนี้เหมือนกัน โดยเป็นสิ่งที่ส่วนกลางจัดสรรมาให้ มีจำนวนมากถึง 20 สล็อต ปัญหาคือแต่ก่อนครอบครัวของเธอไม่เคยหาสินค้ามาใส่จนเต็มทุกสล็อตได้มาก่อนเลย

อาจพูดได้ว่า สิ่งที่มีราคาแพงมากที่สุดในฟาร์มก็คงจะเป็นเจ้ากล่องรับสินค้านี่แหละ

พอมีกล่องรับสินค้าก็มีระบบกระจายสินค้า ซึ่งอันนี้จะสงวนไว้ให้แค่คนที่ลงทะเบียนกับส่วนกลางในการเป็นผู้ขายไว้แล้วเท่านั้น

ซึ่งสำหรับเมืองนี้ก็คือลุงเบนนั่นเอง กรณีที่ชาวเมืองต้องการสินค้าอะไรเป็นพิเศษนอกเหนือจากที่ลุงเบนขายอยู่เป็นประจำ ก็สามารถเข้าไปดูข้อมูลในระบบร้านค้าส่วนกลาง ได้ สั่งซื้อผ่านระบบ โดยสินค้าจะถูกส่งมาที่ร้านของผู้ขายที่อยู่ในพื้นที่ของคุณ และต้องเสียค่าธรรมเนียมนิดหน่อยให้กับร้านนอกจากค่าสินค้าที่จะเก็บผ่านระบบธนาคารเท่านั้น

นี่ก็เป็นอีกระบบหนึ่งที่ลูน่าชอบมาก มันสะดวกมากจริงๆ ขอเพียงแค่คุณมีสตาร์มากพอที่จะซื้อ คุณก็สามารถซื้อสินค้าได้

ที่ร้านลุงเบนยังมีบริการขนส่งสินค้า กรณีที่ช่องเก็บของของคุณไม่พอ หรือสินค้ามีขนาดใหญ่เกินไป ในราคาค่าขนส่งที่ยุติธรรมอีกด้วย

ร้านของลุงเบนอยู่บริเวณจัตุรัสใจกลางเมือง สะดุดตาและไปมาสะดวก

ลูน่าจอดจักรยานตรงที่จอดหน้าร้าน ก่อนจะเดินเข้าไปในร้านพร้อมกับมองไปรอบๆ อย่างตื่นตาตื่นใจ ในความทรงจำนั้นไม่สามารถสู้กับมาเห็นด้วยตาของตัวเองได้เลย

ในร้านกว้างขวางมีชั้นวางสินค้ากระจายกันออกไปอย่างเป็นระเบียบ จัดหมวดหมู่สัดส่วนอย่างลงตัว พร้อมทั้งมีสินค้าหลากหลาย

“สวัสดีครับ อ้าวหนูลูน่านั่นเอง วันนี้อยากได้สินค้าอะไรบ้างล่ะ” ลุงเบนเป็นชายร่างผอมสูง ผิวขาว และสวมแว่นสายตากรอบหนา ใส่ชุดทำงานเสื้อแขนสั้นผ้ายืดกับกางเกงวอร์มดูกระฉับกระเฉง กำลังจัดเรียงสินค้าอยู่ที่ชั้นด้านหนึ่ง เมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งหน้าร้านก็ร้องทักลูกค้าอย่างเป็นมิตร พอหันมาเห็นว่าเป็นลูน่าก็ยิ่งทักทายอย่างเป็นกันเอง

“สวัสดีค่ะลุงเบน หนูมาดูเมล็ดพันธุ์ผักของฤดูนี้ค่ะ” ลูน่าเอ่ยทักทายเช่นกัน บอกจุดประสงค์แล้วเจ้าตัวก็ตรงดิ่งไปยังจุดที่จำหน่ายเมล็ดพันธุ์เป็นมุมเล็กๆ จุดหนึ่งในร้าน เพราะการปลูกผักเองในเมืองนี้ยังไม่เป็นที่นิยมมากพอ ดังนั้นจุดจำหน่ายสินค้าการเกษตรเลยออกจะดูเงียบเหงาไปเสียหน่อย

“ตามสบายนะ ลุงเพิ่งเติมสินค้าเพิ่มไปเมื่อกี้เอง อยากได้อะไรเป็นพิเศษก็เรียกลุงล่ะ ลุงขอจัดสินค้าตรงนี้หน่อย” ลุงเบนเอ่ยเมื่อเห็นสาวน้อยชาวไร่ผู้น่าสงสารเดินตรงไปยังมุมขายเมล็ดพันธุ์ มือของตัวเองก็เร่งจัดสินค้าไม่หยุด

“ค่ะลุงเบน ไม่ต้องรีบหรอกค่ะ วันนี้หนูอยากดูสินค้าไปเรื่อยๆ ด้วย” ลูน่าถือโอกาสเดินดูรอบร้าน เพื่อดูราคาสินค้าต่างๆ ด้วย

เครื่องปรุงรสต่างๆ มีราคากลางๆ เกือบสูง เฉลี่ยอยู่ที่ 100 จนถึง 500 สตาร์ ต่อขวดขนาด 500 มิลลิลิตร หากจะพอมีฐานะสักหน่อยคงพอซื้อได้ แต่ไม่ใช่ราคาที่คนทั่วไปจะสามารถซื้อได้บ่อยๆ จริงๆ

อาหารปรุงสุกในระบบดวงดาวนั้นมีราคาแพงแม้จะเป็นอาหารระดับต่ำที่สุด จานหนึ่งตกเฉลี่ยก็อยู่ราวๆ 800 สตาร์ขึ้นไป ตามระดับ ทำให้ถ้าไม่ใช่ดาวระดับ B ขึ้นไปที่มีฐานะหน่อย คนทั่วไปหากไม่ใช่โอกาสพิเศษอะไร คงจะไม่มีใครซื้อทุกวันไหว

เดินผ่านมุมอาหารเหลวที่มีราคาหลากหลาย โดยพื้นฐานก็จะเริ่มที่ 15 สตาร์อย่างที่บ้านลูน่ามี ไปจนถึงหลอดละ 100 สตาร์ ซึ่งจะมีรสชาติที่ดีขึ้นมาตามราคา ในหัวคิดว่าที่บ้านยังคงมีอาหารเหลวอยู่อีก 8 แปดหลอด ระหว่างนี้ต้องหาทางหาสินค้าไปขายเพื่อหาสตาร์มาซื้อเครื่องปรุงไปประกอบอาหารเองให้ได้

หญิงสาวผู้มาจากยุคเก่าทนรสชาติของอาหารเหลวสำเร็จรูปแบบนั้นไม่ไหวอีกต่อไป ถึงแม้จะมีสารอาหารที่จำเป็นครบถ้วนในหนึ่งหลอดก็เถอะ

ที่เหลือก็เป็นสินค้าเบ็ดเตล็ดต่างๆ เครื่องใช้ในชีวิตประจำวันที่ราคาไม่สูงเท่าไหร่นัก ลูน่าคิดว่าที่บ้านยังขาดเหลืออะไรอีกบ้างในหัว เมื่อพิจารณาดูแล้ว เห็นว่าที่ขาดคงเป็นพวกเครื่องครัว แต่เท่าที่ดูยังคงมีราคาแพงเหลือเกินสำหรับกำลังเงินของเธอในตอนนี้ จึงได้แต่ต้องทดไว้ในใจ

เดินตรงมาที่โซนเมล็ดพันธุ์ในที่สุด ไล่สายตาดูเมล็ดของพืชพันธุ์ที่มีขาย พบว่ามีอยู่ไม่กี่อย่างเท่านั้น ราคาก็แตกต่างกันนิดหน่อย แต่โดยรวมแล้วก็ยังถือว่าถูก

สำหรับแปลงผักอีกแปดแปลงที่ลูน่าเพิ่งเตรียมไว้ ควรจะปลูกอะไรดี

ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิวันที่ 2 ต้นฤดูเท่านั้น ยังมีเวลาอีกสองเดือนกว่าก่อนที่จะเปลี่ยนฤดู ลูน่าต้องพิจารณาชนิดของผักให้ดี เพื่อให้สิ่งเหล่านี้สร้างทุนตั้งต้นให้เธอให้ได้มากที่สุด

เมล็ดพันธุ์จะเป็นซองขนาดกลางๆ ประมาณสิบคูณสิบเซ็นติเมตร บรรจุเมล็ดจำนวนหนึ่ง ที่ลูน่าคำนวณแล้วจากในความทรงจำว่าหนึ่งซองน่าจะปลูกได้หนึ่งแปลงพอดี แถมยังสะดวกมากเพราะที่ซองจะบอกเวลาที่พืชจะเติบโตเอาไว้ด้วย

ที่เห็นอยู่ตอนนี้มีเมล็ดพันธุ์ดังนี้

หัวไชเท้า หนึ่งซอง 60 สตาร์ ใช้เวลาปลูก 2 อาทิตย์ เก็บได้ครั้งเดียว

มันฝรั่ง หนึ่งซอง 80 สตาร์ ใช้เวลาปลูก 1 เดือน เก็บได้ครั้งเดียว

กะหล่ำดอก หนึ่งซอง 150 สตาร์ ใช้เวลาปลูก 2 เดือน เก็บได้ครั้งเดียว

ถั่วลันเตา หนึ่งซอง 200 สตาร์ ใช้เวลาปลูก 1 เดือน เก็บได้เรื่อยๆ ทุก 3 วัน

สตรอว์เบอร์รี่ หนึ่งซอง 250 สตาร์ ใช้เวลาปลูก 1 เดือนครึ่ง เก็บผลผลิตได้เรื่อยๆ ทุก 5 วัน

กระเทียม หนึ่งซอง 100 สตาร์ ใช้เวลาปลูก 3 อาทิตย์ เก็บได้ครั้งเดียว

ที่เหลือเป็นเมล็ดดอกไม้ อย่างทิวลิป ซึ่งตอนนี้ลูน่ายังไม่สนใจ

ร่างบางยืนพิจารณาสตาร์ในกระเป๋าที่มีอยู่ 3,000 สตาร์ รวมทั้งผลผลิตที่จะได้ว่าอันไหนจะคุ้มค่าที่สุดในตอนนี้

ตัดกะหล่ำดอกไปก่อนได้เลยนานเกินไป ถั่วลันเตากับสตอร์วเบอร์รี่นั้นน่าสนใจแถมยังเก็บได้เรื่อยๆ แต่ราคาเมล็ดค่อนข้างสูง ทำให้เธอตัดใจอยากอยู่บ้าง อีกอย่างในโลกก่อน
สตรอว์เบอร์รี่นั้นปลูกได้เฉพาะแถบภาคเหนือของประเทศ ในสภาพอากาศเฉพาะ แต่ในโลกนี้ตัวเธอยังไม่แน่ใจเท่าไหร่ อีกทั้งยังไม่มีปุ๋ยที่เหมาะสม จะปลูกอย่างไรเธอยังค่อนข้างหนักใจ

ตอนนี้ตัวเลือกคือหัวไชเท้า ที่น่าจะทำเงินก้อนแรกให้เธอได้เร็วที่สุด เพราะถ้าเป็นหัวไชเท้า เธอค่อนข้างมั่นใจว่าจะสามารถปลูกออกมาได้คุณภาพดีอย่างแน่นอน

ยังมีมันฝรั่งที่น่าสนใจ เพราะน่าจะเติบโตได้ดี แถมน่าจะให้ผลผลิตได้เยอะ

ลูน่าตัดสินใจเลือกปลูกหัวไชเท้า 5 แปลง มันฝรั่ง 5 แปลง กระเทียม 2 แปลง และจะลองปลูก ถั่วลันเตาอีก 3 แปลง รวมเป็นเงินที่เธอต้องจ่ายวันนี้เฉพาะเมล็ดผักก็ 1,500 สตาร์

ลูน่าเลือกเก็บสตาร์ไว้บางส่วนก่อน เผื่อว่าจะมีเหตุให้ต้องใช้ในอนาคต และตัดใจซื้อเกลือมา 1 กระปุก 100 สตาร์ น้ำตาล 1 กระปุก 100 สตาร์ น้ำมัน 1 ขวด 100 สตาร์ ตัดใจเอามาเท่านี้ก่อน เพราะอย่างอื่นเช่นซีอิ๊ว หรือซอสต่างๆ ราคากระโดดมาที่ 300 สตาร์เลยทีเดียว เธอยังตัดใจซื้อไม่ไหว

อย่างน้อยอาจเข้าไปหาของป่ามาปรุงอาหารง่ายๆ ได้บ้าง สลับกับการกินอาหารเหลว เพื่อไม่ให้เกิดรสชาติที่จำเจจนเกินไป

ตอนนี้ลูน่าจะยังไม่ซื้ออาหารเหลวไปเพิ่ม ค่าน้ำและค่าไฟจะต้องชำระตอนสิ้นเดือน ซึ่งก็ตกประมาณ 500 สตาร์ โชคดีที่ค่าไฟในโลกนี้ไม่แพงขนาดนั้น

ลูน่าหยิบของทั้งหมดใส่ตะกร้าของใบเล็ก ก่อนจะเดินมายังเคาน์เตอร์ที่ลุงเบนยืนอยู่

“นี่ค่ะลุงเบน คิดเงินได้เลยค่ะ”

“ทั้งหมด 1,800 สตาร์ หนูลูน่าจะเริ่มปลูกผักอีกแล้วสินะเนี่ย ขอให้โตไวๆ นะ” ลุงเบนเป็นคนอัธยาศัยดีมาแต่ไหนแต่ไร ตัวเขาเองก็มีลูกสาวคนหนึ่งที่อายุเท่ากันนี้ แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของเธอนั้นดีกว่ามาก

“ขอบคุณค่ะ อลิซจะกลับมาสุดสัปดาห์นี้หรือเปล่าคะ” ลูน่ารับของมาหลังจากที่ยกสายรัดอัจฉริยะทาบที่เครื่องคิดเงิน เมื่อยอดตัดแล้วก็เอ่ยถามถึงลูกสาวของลุงเบนที่อายุเท่าเธอ

อลิซเข้าไปในเมืองหลวงของดาวนี้ เพื่อเรียนมหาวิทยาลัย เมืองหลวงอยู่ห่างจากเมืองนี้ไปประมาณ 300 กิโลเมตร ทำให้ต้องไปพักอยู่ที่หอพักสะดวกที่สุด การเทียวไปเทียวมาค่อนข้างสิ้นเปลืองเวลาและสตาร์เกินไปหน่อย แม้ว่าถนนหนทางและการคมนาคมจะสะดวกมากแล้วก็ตามที

และอลิซก็เป็นเพื่อนกับลูน่าตั้งแต่เด็กด้วย

“กลับสิ ถ้ามาจะให้แวะไปหาแล้วกันนะ ดูแลสุขภาพด้วยล่ะ หนูดูผอมไปนะ” ลุงเบนสงสารเด็กน้อยลูน่าคนนี้มาก เพราะพ่อกับแม่เสียไปทำให้เธอไม่มีโอกาสเข้าเรียนมหาวิทยาลัย

แม้เทคโนโลยีจะก้าวไกล แต่ทางมหาวิทยาลัยไม่อนุญาตให้เรียนหลักสูตรทางไกล เพราะเกรงว่านักศึกษาจะไม่สามารถเข้าใจบทเรียนได้เต็มที่ และอาจลดประสิทธิภาพของการเรียนการสอนไป ดังนั้นจึงต้องเข้าไปเรียนด้วยตัวเองเท่านั้น

“ก่อนหน้านี้หนูป่วยเล็กน้อยค่ะ ฝากความคิดถึงให้ป้าโซเฟียด้วย ขอบคุณอีกครั้งนะคะลุงเบน หนูขอตัวก่อนค่ะ” ลูน่าเอ่ยก่อนจะเก็บของเข้าที่เก็บของ แล้วเดินออกจากร้าน คว้าจักรยานคู่ใจก่อนจะปั่นออกไปอย่างรวดเร็ว

เธอต้องเร่งทำแปลงผักเพิ่มอีก 7 แปลงในวันนี้ แล้วลงผลผลิตให้เสร็จ

ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงบ้าน

ร่างผอมบางเหนื่อยเล็กน้อย ก่อนจะคว้าเครื่องมือต่างๆ มาอีกครั้งแล้วเริ่มต้นทำงาน ตอนนี้เธอตัดสินใจเอาเครื่องมือทั้งหมดใส่ช่องเก็บของไว้เลย จะได้ไม่ต้องเดินไปเดินมา

ขุด ขุด ขุด แล้วก็ขุด

คว้าขวานด้ามเหมาะมือเข้าไปตัดท่อนไม้ที่ระเกะระกะ บริเวณที่เลยออกไปหน่อย เพื่อเอาไม้มาทำร้านผักง่ายๆ สำหรับต้นถั่วลันเตา 3 แปลง

เอาเมล็ดลงแปลง ก่อนจะรดน้ำตามไปอย่างระมัดระวัง

“เฮ้อ ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไปหน่อยนะ แต่ได้เท่านี้ก็ดีมากแล้ว” ลูน่าหอบเหนื่อยจากการทำงาน จึงมานั่งพักตรงที่ว่างข้างแปลงผัก ก่อนจะมองเลยไปยังด้านซ้ายของที่ดินไกลๆ เห็นเป็นแนวทิวสุมพุ่มไม้หนาแน่นไกลๆ

ตรงนั้นเป็นป่า

ในความทรงจำของเธอ ไม่ปรากฏว่ามีสัตว์ป่าที่ดุร้ายอะไร ทำให้ลูน่าเบาใจไปได้มาก

สิ่งที่เธอสนใจคือพวกของป่าอื่นต่างๆ หากเล่า ถ้าหาดีๆ อาจได้ของเพิ่มสตาร์มาบ้างก็ได้

พรุ่งนี้ลูน่าว่าจะลองเข้าไปเสี่ยงดวงในป่าดู เพราะตอนนี้ผักที่ปลูกก็แค่ต้องรดน้ำและรอให้มันเติบโต

แม้จะไม่มีปุ๋ยดีๆ แต่ด้วยคุณภาพดินแบบนี้ บวกกับความรู้ในโลกก่อนเกี่ยวกับการทำสวนของเธอ ลูน่าว่าคุณภาพของผักไม่ควรออกมาย่ำแย่จนเกินไป

น่าจะสามารถทำเงินก้อนแรกให้ลูน่ากลับมาได้บ้าง

“เฮ้อ ทำฟาร์มในยุคอวกาศนี่ยากจังนะ”

บ่นพลางล้มตัวลงนอนกับกอหญ้าข้างๆ แปลงผักเสียเลย ฉับพลันหูลูน่าคล้ายได้ยินเสียงแปลกๆ แว่วมา

“กิ้ว กิว กิว”

“หือ เสียงอะไรน่ะ” ร่างบางลุกขึ้นพรวด ด้วยกลัวว่าอาจจะเป็นสัตว์ป่าเล็กๆ หรือเปล่า ถ้าใช่ก็ต้องระวังพวกพืชผัก เดี๋ยวมันอาจมาทำลายแปลงผักก็ได้

แต่มองหาไปรอบๆ อยู่พักใหญ่ก็ไม่เห็นอะไรเลย

“อะไรกันเนี่ย หูแว่วเหรอ” ลูน่าบ่นกับตัวเอง ก่อนจะเดินเข้าบ้านจัดการกับเครื่องปรุงที่ได้มาวันนี้ ตัดสินใจกินอาหารเหลวอีกมื้อ แล้วอาบน้ำก่อนจะเข้าไปพักผ่อนในที่สุด

ละครหลังม่าน

สายตาจากในป่า : มาเร็วๆ เข้าสิ

สิ่งมีชีวิตลึกลับ : กิ้ว กิว กิว กิว

สายตาลึกลับจากป่า : อะไร แอบไปหานางไม่บอกข้าหรือพวกเจ้านี่ ระวังนางตกใจเล่า

สิ่งมีชีวิตลึกลับ : กิว กิ้ว กิว กิว

สายตาลึกลับจากป่า : อ้อ นางน่ารักดีหรือ เอาเถิด รอพรุ่งนี้ก็รู้แล้ว

Writer's talk

เมล็ดเริ่มต้นก็ต้องหัวไชเท้าสินะ หึหึ

ดำเนินเรื่องช้าๆหน่อยนะคะ

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

รัก

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

0 0
reaction icon 0
reaction icon 0
reaction icon 0
reaction icon 0
reaction icon 0
reaction icon 0