(จบบิรบูรณ์) ระบบฝืนดวงชะตา : ข้าคืนชีพได้ไม่จำกัด
ข้อมูลเบื้องต้น
(จบบริบูรณ์ฺ)
ชื่อเรื่อง : ระบบฝืนดวงชะตา : ข้าคืนชีพได้ไม่จำกัด
คำโปรย : ติ๊ง! ขอแสดงความยินดี คุณได้รับระบบฝืนดวงชะตา
ได้รับความสามารถ : ไม่มีวันตาย เมื่อถูกฆ่าจะคืนสภาพร่างกายเป็นปกติดังเดิม ไม่หวั่นกลัวต่อความเจ็บปวดใดๆ ต้านทานค่ายกลต้องห้ามทุกชนิด และเพิ่มความสามารถในการดึงดูดความเกลียดชัง
หมายเหตุ : ค่าความเกลียดชังสามารถนำไปสุ่มจับรางวัลหรือยกระดับฐานบำเพ็ญเพียรได้!
นับตั้งแต่ฉินห่าวพบว่าตนมีร่างกายอมตะ เขาก็ไม่เกรงฟ้ากลัวดิน ท้าสู้ ยั่วโมโห ป่วนสำนักศัตรูโดยไม่หวาดกลัวความตายใดๆ!
ฉินห่าว : เทพเซียน? เทพมาร? แล้วอย่างไร? แน่จริงก็ฆ่ามาข้าให้ตายสิวะ!
นิยายแปล
บทที่ 1
บทที่ 1
“ไอ้ตัวไร้ประโยชน์! ตอนนี้สาวกนิกายเซียวเหยาทุกคนไปสู้ในแนวหน้ากันหมดแล้ว แต่เหตุใดเจ้ายังอยู่ที่นี่?”
จางยู่หลงมองสาวกชั้นเก้าที่อยู่ข้างหน้าเขาด้วยแววตารังเกียจเหยียดหยาม
ฉินห่าวหรี่ตา ไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับไป เขามาอยู่ได้ไม่กี่วัน แต่ก็สามารถการปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบการใช้ชีวิตในโลกใบนี้ได้แล้ว
ที่นี่คือโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร นิกายที่เขาสังกัดเป็นนิกายนอกกระแสไม่ได้โด่งดังอะไร --นิกายเซียวเหยา
ส่วนชายตรงหน้าผู้นี้เป็นสาวกชั้นเจ็ดของนิกาย สูงกว่าตนสองอันดับ
“เจ้า… สายตาแบบนั้นมันอะไรกัน?” จางยู่หลงเริ่มโกรธ
“ก็ไม่ทำไม ถ้าเจ้าแน่จริง ก็มาทุบตีข้าสิ มาทุบตีข้าเลย!” ฉินห่าวตบหน้าอกตัวเอง ใบหน้ามั่นคงหนักแน่นปราศจากความกลัว นี่ไม่ใช่เพราะเขาเก่ง แต่นิกายเซียวเหยาห้ามไม่ให้มีการต่อสู้ระหว่างสาวกโดยไม่ได้รับอนุญาต ถ้าอีกฝ่ายกล้าลงมือ ย่อมมีคนเข้าหาห้ามปรามและจับไปลงโทษตามระเบียบ
“ ฮึ่ม! ไอ้ลูกหมาไร้ค่า! เจ้าอย่ามาทำเป็นอวดดีไปหน่อยเลย!” จางยู่หลงตะคอกเย็นชา ดวงตาทอประกายดุร้าย สั่นสะท้านไปทั้งร่างด้วยความโกรธ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพบสาวกอันดับต่ำกว่าที่กล้าต่อล้อต่อเถียงกับตน อย่างไรก็ตาม เขาไม่กล้าลงมือให้เกิดเรื่องวุ่นวาย ทำได้เพียงหันหลังกลับและจากไป
และในตอนนั้นเอง
[ติ๊ง]
[เปิดใช้งานระบบฝืนดวงชะตา]
[ได้รับค่าความเกลียดชัง +18 แต้ม]
[ได้รับความสามารถ : ไม่มีวันตาย เมื่อถูกฆ่าจะคืนสภาพร่างกายเป็นปกติดังเดิม ไม่มีความเจ็บปวดใดๆ สามารถฝ่าค่ายกล ผนึก หรือกับดักได้ทุกชนิด และเพิ่มความสามารถในการดึงดูดค่าความเกลียดชัง]
[หมายเหตุ : ค่าความเกลียดชังสามารถนำไปสุ่มจับรางวัลหรือยกระดับฐานบำเพ็ญเพียรได้!]
ฉินห่าวฟังเสียงในหัว รอยยิ้มค่อยๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าเขา เดิมทีเขากลัวความตาย อันที่จริงทุกคนกลัวความตาย แต่ตอนนี้มีระบบ ไม่เท่ากับว่าเป็นการันตีว่าสามารถรอดชีวิตในสนามรบหรอกหรือ?
เมื่อคิดได้ ฉินห่าวหันหลังกลับ มองจางยู่หลงที่กำลังค่อยๆจากไป เขาได้ยินมานานแล้ว ว่าชายผู้นี้ชอบรังแกสาวกที่อ่อนแอ นิสัยเสียมาก
คิดถึงเรื่องนี้ เขาหันมาอีกทาง มองผู้อาวุโสที่กำลังจัดแถวสาวกขึ้นเรือเหาะ สมองเริ่มปั่นความคิดอย่างรวดเร็ว
หากขึ้นเรือเหาะ แล้วลงสู่สนามรบ ถึงเวลานั้น เมื่อมีใครซักคนตายไป คงไม่มีใครสนใจถูกไหม?
“ ผู้อาวุโส ข้าจะไปสนามรบด้วย”
ฉินห่าวเดินมาหาชายชราในชุดคลุมสีทอง
“เจ้าชื่ออะไร?” ดวงตาของผู้อาวุโสจินเต็มไปด้วยความชื่นชม ความกล้าหาญเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง สาวกชั้นเก้าที่มีฐานบำเพ็ญเพียรเพียงขอบเขตรวบรวมลมปราณขั้น 1 นี่คือตัวตนที่ไม่ต่างอะไรกับตัวประกอบในสงคราม กระนั้นเขาก็ยังมีใจคิดปกป้องนิกาย
“เรียนผู้อาวุโส ข้าชื่อฉินห่าว”
“ย่อมได้! ไปขึ้นเรือเหาะเถอะ”
ฉินห่าวพอได้รับอนุญาตก็พยักหน้า จากนั้นเหลียวหลังมองไกลออกไป แหกปากตะโกน “ศิษย์พี่จางยู่หลง! ศิษย์น้องกำลังจะไปแล้วนะ อย่าคิดถึงข้าล่ะ!”
สายตาของผู้อาวุโสจินกวาดไปทางจางยู่หลงทันที เกิดความรู้สึกโกรธเล็กน้อยในหัวใจ เจ้าดูฉินห่าวสิ อ่อนแอเพียงนี้ อยู่แค่ขั้นแรกขอบเขตรวบรวมลมปราณยังรู้จักรับใช้นิกาย แต่เจ้าที่อยู่ในขอบเขตรวบรวมลมปราณขั้น 7 กลับคิดหลีกเลี่ยงไม่ไปหรือ? นี่เจ้ายังเป็นคนอยู่หรือเปล่า?
“เจ้าก็ไปด้วย!”
ผู้อาวุโสจินเอ่ยน้ำเสียงห้ามปฏิเสธ เขายกมือขึ้น ใช้พลังปราณคว้าจางยู่หลงจากระยะไกล จากนั้นยกอีกฝ่ายตัวลอยขึ้นในอากาศและจับโยนเข้ามาบนเรือเหาะ
จางยู่หลงกลายเป็นโง่งม สนามรบมีแต่คนตาย เขาไม่อยากไปเลยสักนิด กระนั้นไม่กล้าขัดขืน ได้แต่เหลือบมองฉินห่าวที่กำลังยิ้มแย้มด้วยสายตาดุร้ายแหลมคม
เรือเหาะคืออุปกรณ์การบินในโลกแห่งผู้บำเพ็ญเพียร มันสามารถลอยในอากาศด้วยความเร็วสูง หลังจากที่สาวกทั้งหมดได้ขึ้นมาแล้ว มันก็กางชั้นม่านแสง และเริ่มออกเดินทาง
“เจ้ากำลังแส่หาที่ตาย! ฮึ ออกจากนิกายไป ข้าจะรอดูว่าใครจะปกป้องเจ้าได้”
บนเรือเหาะ จางยู่หลงกล่าวเสียงอึมครึม เขาคิดไว้แล้ว ถึงสนามรบเมื่อไหร่ ท่ามกลางความชุลมุน เขาจะแอบฆ่าฉินห่าว! ถึงตอนนั้นยังไงก็ไม่มีใครสังเกตเห็น
“ขอบใจที่เป็นห่วง แต่เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะมีชีวิตอยู่ยืนยาวกว่าเจ้าแน่นอน” ฉินห่าวกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มคล้ายไม่ยิ้ม แล้วกระพริบตาชำเลืองมองใต้ท้องน้อยอีกฝ่าย ก่อนส่ายหัวแสดงท่าทีสมเพช เอ่ยเสริมสั้นๆว่า “และดูเหมือนจะไม่ใช่แค่ชีวิตข้าที่ยาวกว่าเจ้า”
“เจ้า………” จางยู่หลงกำลังจะระเบิดด้วยความโกรธ
[ติ๊ง]
[ได้รับค่าความเกลียดชัง+20]
คนอื่นๆบนเรือเหาะแม้เห็นเหตุการณ์นี้ แต่ไม่ได้ส่งเสียงใดๆ ฐานบำเพ็ญเพียรของพวกเขาต่ำต้อย ไปสนามรบแล้วจะรอดกลับมารึเปล่าก็ไม่รู้ ดังนั้นไม่มีกะจิตกะใจสนใจอะไรพวกนี้
หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ไกลออกไปเริ่มได้ยินเสียงฆ่าฟันสั่นสะเทือนขึ้นมาถึงบนฟ้า และยิ่งเข้าใกล้ ทุกคนก็ยิ่งตกตะลึงกับเหตุการณ์ตรงหน้า
มันคือฉากนองเลือด!
เลือดไหลมาบรรจบกันเป็นสายธารเล็กๆ บนพื้นดินมีศพจำนวนมากและแขนขาขาดวิ่นกระจายเกลื่อน กลิ่นฉุนของเลือดอบอวลไปทั่ว น่าขยะแขยงชวนอ๊วกเป็นที่สุด
บทที่ 2
บทที่ 2
ทุกคนมองเหตุการณ์ด้านล่างอย่างเหม่อลอย สำหรับนิกายเซียวเหยาที่สงบสุขเสมอมา ฉากนี้สะเทือนใจมาก
“นี่มันสำนักเซี่ยเจี้ยน?” ฉินห่าวอดทนต่อแรงกระตุ้นที่จะอาเจียน จ้องมองสนามรบในระยะไกล และพบว่ามีสองฝ่ายอยู่ที่นั่น ฝ่ายหนึ่งคือเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องจากนิกายเซียวเหยา และอีกฝ่ายหนึ่ง คือสำนักเซี่ยเจี้ยนที่ก่อสงครามเพื่อผนวกนิกายเซียวเหยาในครั้งนี้
ณ ขณะนี้ เรือเหาะค่อยๆ ลงจอดในค่ายของนิกายเซียวเหยา แต่ในเวลานี้ ไม่มีใครอยู่ที่นี่อีกแล้ว
“น่าชังนัก! พี่น้องทั้งหลาย ไปช่วยกันฆ่าพวกมัน!” ฉินห่าวคำราม วิ่งตรงออกไป แม้ว่าเขาจะมีชีวิตในโลกนี้ได้เพียงไม่กี่วัน แต่ศิษย์พี่ศิษย์น้องส่วนมากเป็นมิตร มันเป็นอะไรที่ดีมากๆสำหรับเขา กระนั้น เวลานี้พวกเขากลับถูกสังหาร แล้วจะให้ทนได้อย่างไร?
“ ฮึ่ม! ไอ้ตัวไร้ค่า อยู่แค่ขอบเขตรวบรวมลมปราณขั้น 1 กล้าดียังไงมาทำตัวเป็นผู้นำ!”
จางยู่หลงได้สติกลับมา แค่นเสียงเย็นชา แต่ไม่ขยับเคลื่อนไหว
ได้ยินได้เห็นแบบนั้น สาวกคนอื่นๆก็มองเขาด้วยความขยะแขยงทันที
หากทุกคนปอดแหกแบบเดียวกับเจ้า นิกายเซียวเหยาคงไม่อยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้หรอก!
แม้ว่าพวกเขาจะกลัวเช่นกัน แต่ก็ไม่ขี้ขลาด!
ทุกคนต่างก็มีความทะเยอทะยานเป็นของตัวเอง ดังนั้นไม่ต้องพูดอะไรมาก รีบวิ่งตามฉินห่าวออกไป
ใบหน้าของจางยู่หลงเริ่มมืดมน ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยอมตามคนอื่นๆไป เพราะอย่างน้อยๆในกลุ่มตัวประกอบพวกนี้ ไม่มีทางที่ตนจะตายก่อนแน่นอน
เวลานี้ เฉินห่าวได้บุกเข้าสู่สนามรบ เสียงคำรามในหูอื้ออึงอย่างต่อเนื่อง เขาหยิบดาบขึ้นมา เข้าฟาดฟันผู้บำเพ็ญเพียรในชุดสีแดงอย่างไม่เลือกหน้า
สนามรบกว้างใหญ่ คนที่สู้มีฐานบำเพ็ญเพียรกระจัดกระจายกันไป แต่ที่แน่ๆ ผู้อยู่แค่ขั้น 1 ขอบเขตรวบรวมลมปราณเช่นเขามีไม่มากนัก
พัฟฟฟฟ
ใบดาบสีหม่นแทงเข้าอกศัตรู เมื่อดึงออกเลือดสดๆสาดกระเซ็น
ฉินห่าวยกมือขึ้นแตะเลือดบนใบหน้าตัวเอง มองไปรอบๆ และพบว่าทุกแห่งเจิ่งนองไปด้วยเลือด ราวกับแผ่นดินถูกย้อมด้วยธารโลหิต เลือดในกายตนก็เริ่มเดือดพล่าน
เขาเกิดมาในแผ่นดินจีนที่ให้ความสำคัญกับรากเหง้า ตอนนี้ข้ามมิติมายังนิกายเซียวเหยา แม้ใช้ชีวิตไม่สุขสบาย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ดีไปเสียทุกอย่าง
และเมื่อคิดถึงสถานการณ์ตอนนี้ดีๆ จะพบว่านิกายเซียวเหยาคือรากเหง้าของตัวเขา หากผู้ใดต้องการทำลายรากเหง้าของตน เช่นนั้นก็ต้องกล้ารอรับการแก้แค้น!
ฉินห่าวยกแขนที่อ่อนล้าขึ้นอีกครั้ง เขาฟันไปไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ร่างกายอยู่ในสภาพอิดโรย
ฟัฟฟฟฟ!
และในตอนนั้นเอง กระบี่เล่มหนึ่งแทงทะลุหน้าอกเขา ฉินห่าวสำรอกเลือดเต็มปาก เขากัดฟันแน่นฝืนยื้อตัวเอง เหวี่ยงดาบหมุนกลับหลังอย่างไม่ลังเล
“อ๊ากกกก!” ดาบฟันเข้าที่ใบหน้าของผู้ลอบโจมตี สร้างบาดแผลลากยาวตั้งแต่หน้าผากลงมาถึงปาก ผิวหนังเหวอะออกเผยให้เห็นเนื้อข้างใน ดูน่าสยองขวัญเป็นอย่างยิ่ง
“ฮู้ว … !”
ฉินห่าวคุกเข่าลงบนพื้น สองหูอื้ออึงเพราะได้ยินแต่เสียงตะโกนฆ่าฟัน ตาทั้งสองข้างหลั่งเลือด ยิ้มขมขื่นและส่ายหัว
ชีวิตแรกคงมาได้แค่นี้!
“ไม่รู้ว่าความสามารถของระบบเป็นของจริงรึเปล่า ยังไม่เคยได้ลองเลย เฮ้อ แต่ยังไงก่อนข้ามมิติมาข้าก็เคยตายไปแล้วครั้งหนึ่ง ตายอีกรอบคงไม่เป็นอะไร”
ฉินห่าวล้มตัวคว่ำลงกับพื้น สองตาพร่ามัว ลมหายใจยิ่งมายิ่งอ่อนแรง จนกระทั่งไม่เหลือลมหายใจใดๆอีก
…
สิบวินาทีต่อมา ฉินห่าวสัมผัสร่างกายตัวเองด้วยความงุนงง และพบว่าแผลเดิมที่หน้าอกไม่มีแล้ว เขาเหยียดแขนออกแล้วลองกำมือดู พบว่ามันเต็มไปด้วยพละกำลัง ราวกับว่าได้กลับมาในสถานะเดียวกับตอนอยู่บนเรือเหาะ
“นี่…มันวิเศษมาก! การฟื้นคืนชีพยังช่วยฟื้นพละกำลังให้กลับมาด้วย!”
ฉินห่าวยืนขึ้น อุทานด้วยความทึ่ง ตื่นเต้นขึ้นมาทันที ในเมื่อไม่ตายแถมพอฟื้นพลังยังกลับมาเต็มเปี่ยม แล้วเขายังต้องกลัวอะไรอีก?
“พวกเจ้าทุกตัวที่อยู่ที่นี่ล้วนเป็นขยะทั้งสิ้น! หากแน่จริงก็เข้ามาฆ่าข้าให้ตาย!” ฉินห่าวคำราม เสียงดังกังวานไปทั่ว
ในพริบตา ทุกสิ่งรอบตัวเงียบสงัด เหล่าสาวกสำนักเซี่ยเจี้ยนหันพรึ่บมาอย่างพร้อมเพรียง จ้องมองด้วยดวงตาสีแดงเข้ม
“ฆ่า!
“ฆ่าเขา!“
“ ไอ้สารเลวนั่นมันกล้าด่าพวกเราเป็นขยะ!”
“ ฮึ่ม อยู่แค่ขั้น 1 ขอบเขตรวบรวมลมปราณ ใครมอบความกล้าให้เจ้าพูดเช่นนี้!?”
ฉินห่าวมองกลุ่มคนที่วิ่งเข้ามา เจ้าตัวเผยรอยยิ้มร่า ความรู้สึกนี้ … มันเท่ซะไม่มี!!
เห็นเพียงฉินห่าวชูดาบขึ้น ตวัดฟันมั่วซั่ว และดาบที่สามปาดเข้าคอศัตรู สังหารเพิ่มได้อีกหนึ่ง
เขาฆ่า ฆ่า และฆ่าไม่หยุด จนไม่ทราบว่าฆ่าไปกี่คนแล้ว ระหว่างนี้ได้ยินเสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้นในหัวไม่หยุด
กรรรร!
ในตอนนั้นเอง จู่ๆสัตว์ประหลาดตัวใหญ่คืบคลานออกมาจากค่ายของสำนักเซี่ยเจี้ยน ร่างกายของมันใหญ่โต สูงประมาณ 20-30 เมตร เพียงย่ำเท้าเดียว สาวกนิกายเซียวเหยาที่หลบไม่ทันถูกบดขยี้ และบริเวณรอบๆมีผู้ได้รับบาดเจ็บนับไม่ถ้วน
บทที่ 3
บทที่ 3
กรรร!
เสียงคำรามจากสัตว์ประหลาดยักษ์สั่นสะเทือนแผ่นดิน
ทุกคนเงยหน้าขึ้น เกิดแรงกระเพื่อมในหัวใจ เห็นเพียงยักษ์ใหญ่ยืนสูงจากพื้นดิน
ณ ขณะนี้ ในสนามรบเงียบกริบ ภายใต้ร่างของสัตว์ประหลาดยักษ์ สีหน้าของทุกคนหมองคล้ำลง
“นี่คือสัตว์ประหลาดหุ่นเชิดที่หลอมขึ้นใหม่จากสำนักเซี่ยเจี้ยนของข้า ไอ้พวกสวะนิกายเซียวเหยา จะยอมจำนนหรือตาย ลองเลือกเอา!”
ณ จุดนี้ ชายหนุ่มในชุดแดงยืนยิ้มอยู่ใต้สัตว์ประหลาดยักษ์ โดยหน้าผากของชายผู้นี้มีปานคล้ายรอยเปลวไฟ มันเด่นสะดุดตามาก
“จางอี้ฮุ่ย! อย่าเหิมเกริมให้มันมากนัก! กฎของสนามรบ ผู้ที่เหนือกว่าขอบเขตแก่นทองคำไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการต่อสู้ เจ้าคิดละเมิดกฏหรือ?”
ด้านนิกายเซียวเหยา หลิวชิงเดินออกมา สีหน้าเขาตอนนี้มืดมนมาก
“ไม่ใช่แน่นอน เพราะสัตว์ประหลาดหุ่นเชิดตัวนี้ไม่มีฐานบำเพ็ญเพียร ดังนั้นไม่ผิดกฏ” จางอี้ฮุ่ยอธิบายด้วยรอยยิ้ม จากนั้นโบกมือทันที สั่งการมันเข้าสู่สนามรบ
ฉินห่าวเห็นฉากนี้ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย ขอบเขตบำเพ็ญเพียรในโลกใบนี้เรียงจากต่ำไปสูงได้แก่
รวบรวมลมปราณ , เปิดภูมิปัญญา , ขจัดสิ่งโสมม , แก่นทองคำ , ก่อเกิดจิต , รู้แจ้ง , ผันแปรสู่เซียน , ข้ามทัณฑ์สวรรค์ และมหายาน
และสัตว์ประหลาดยักษ์ตนนี้ไม่มีฐานบำเพ็ญเพียรจริงๆ กระนั้น เห็นได้ชัดว่ามันทำจากวัสดุชั้นยอด ซึ่งพลังทำลายอาจสูงกว่าขอบเขตแก่นทองคำเสียอีก
“น่ารังเกียจนัก!” หลิวชิงด่าทอด้วยความโกรธ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาร่ำร้องโวยวาย เขาประกาศเสียงดัง “พี่น้องทั้งหลาย ช่วยกันฆ่าเจ้าหุ่นเชิดตัวนั้นก่อน”
“ขอรับ!” ทุกคนตอบพร้อมกัน
ฉินห่าวไม่หุนหันพลันแล่น แต่ดึงแผงระบบออกมาดู แม้ว่าเขาจะไม่ได้ตั้งใจยั่วยุให้เกิดความเกลียดชังก็ตาม แต่ก็ยังได้รับค่าความเกลียดชังมามากมาย
[ค่าความเกลียดชัง: 150 แต้ม]
“ ระบบ อัพเกรดฐานบำเพ็ญเพียรต้องใช้ค่าความเกลียดชังเท่าไหร่?
[ขั้นละ 20 แต้ม]
“งั้นยกระดับให้ข้า 7 ขั้น”
ฉินห่าวคิดอยู่ครู่หนึ่ง และตัดสินใช้ทั้งหมดที่ใช้ได้ เมื่อประกอบกับร่างกายอมตะที่มี ก็น่าจะเพียงพอแล้ว
[ติ๊ง]
[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ คุณก้าวสู่ขอบเขตรวบรวมลมปราณขั้น 8]
ฉินห่าวรู้สึกได้ถึงพลังที่พลุ่งพล่านเข้าสู่ร่างกาย และเขาพบว่าพลังนี้มันเหมือนกับพลังที่ได้มาจากการฝึกบำเพ็ญเพียรไม่มีผิดเพี้ยน ไม่เกิดอาการไม่สบายตัวหรือต้องปรับสมดุลใดๆเลย
เจ้าตัวเผยยิ้มเย็น ถือดาบวิ่งปรี่เข้าเข่นฆ่าศัตรูอีกครั้ง สำหรับสัตว์ประหลาดยักษ์ แม้ตัวเขาจะสู้มันตรงๆไม่ได้ แต่เขาสามารถฆ่าจางอี้ฮุ่ยได้!
ทั้งๆอีกฝ่ายมีฐานบำเพ็ญเพียรเพียงขั้น 9 ขอบเขตรวบรวมลมปราณ แต่คาดไม่ถึงว่าจะหยิ่งผยองถึงขนาดนี้
ณ เวลานี้ จางอี้ฮุ่ยไม่รู้ว่าอันตรายกำลังมาเยือน เขายืนอยู่ในค่ายสำนักเซี่ยเจี้ยน มองหุ่นเชิดอันทรงพลังด้วยรอยยิ้ม
“หืม?”
เพียงแต่ในตอนนนั้นเอง จู่ๆสองคิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากัน รู้สึกเหมือนมีบางอย่างอยู่ข้างหลัง เบี่ยงตัวออกข้างตามสัญชาตญาณ
ฟัฟฟฟฟฟ!
และเป็นจังหวะเดียวกับที่ดาบเล่มหนึ่งฟันลงพอดี มันเฉียดไหล่ตัวเอง กรีดแขนเสื้อตัดเป็นทางยาว เจ้าตัวหลั่งเหงื่อเย็นด้วยความตกใจ
“เอ๊ะ?”
ฉินห่าวส่งเสียงประหลาดใจ มือที่กำดาบยังส่งถ่ายแรง ตวัดเปลี่ยนแนวฟันจากแนวตั้งเป็นแนวทแยง
“สารเลว!” จางอี้ฮุ่ยโกรธมาก ฟาดฉินห่าวด้วยฝ่ามือ
พรวดดด!
ฉินห่าวกระอักเลือดเต็มปาก แต่ใบหน้าเขากลับยังคงยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ไม่แสดงถึงความรู้สึกเสียใจที่พลาดท่าแต่อย่างใด
“ขยะของนิกายเซียวเหยา?” จางอี้ฮุ่ยเห็นชุดของฉินห่าว บวกกับรอยยิ้มบนใบหน้านั่น แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไม แต่มันก็ยิ่งเพิ่มความโกรธแค้นแก่เขา ระเบิดแรงกดดันออกมา พุ่งกายวูบไหวดั่งเส้นสายฟ้า โจมตีผู้มาเยือนสุดกำลัง
ด้านฉินห่าว เขาไม่หลบเลี่ยง แต่ถ้าจะพูดให้ถูก สมควรกล่าวว่าไม่สามารถหลบเลี่ยงได้มากกว่า ทำได้เพียงเฝ้ามองฝ่ามือนี้ประทับลงบนตัว
ในพริบตา อวัยวะภายในแตกสลาย ร่างเขาค่อยๆทรุดลง
สำหรับช่วงเวลาที่ถูกโจมตีถึงตายนี้ ฉินห่าวโชคดีมากที่ระบบมอบความสามารถช่วยไม่ให้เขาต้องรู้สึกเจ็บปวดใดๆ มิฉะนั้นคงทรมานน่าดู
“ ฮึ่ม เป็นแค่ขยะขอบเขตรวบรวมลมปราณขั้น 8 แต่กล้าลอบสังหารข้า?” จางอี้ฮุ่ยตะคอกอย่างเย็นชา ไม่สนใจตามดูต่อ
สิบวินาทีต่อมา ฉินห่าวที่นอนหงายหน้าชี้ฟ้าลืมตาขึ้น เงยมองจางอี้ฮุ่ยที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม แล้วเผยรอยยิ้มแปลกๆออกมา ลุกขึ้นยืนอย่างเงียบๆ เล็งตำแหน่งคออีกฝ่ายอย่างแม่นยำ แล้วตวัดใส่ในดาบเดียว
ฟัฟฟฟ!
หัวกระเด็นขึ้นฟ้า เลือดจำนวนมากพุ่งราวกับน้ำพุ
“ เฮะ เฮ่ นึกไม่ถึงล่ะสิ ว่าข้าจะฟื้นคืนชีพได้” ฉินห่าวยิ้มเหมือนโจรคนหนึ่ง แล้วกลับสู่สนามรบ
เมื่อเขามาถึงสนามรบอีกครั้ง ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงขึ้นที่นี่
สัตว์ประหลาดหุ่นเชิดไม่พอใจกับการโจมตีธรรมดาอีกต่อไป แต่หันมาใช้อาวุธวิเศษแทน บนไหล่ของมันแต่ละข้าง มีสิ่งที่เหมือนปากกระบอกปืนใหญ่ติดตั้งอยู่ และกระสุนทุกนัดที่ยิงลงไป มันคร่าชีวิตสาวกนิกายเซียวเหยาและทำให้มีผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก
ช่วงเวลาหนึ่ง สนามรบกลายเป็นฉากอันน่าสลดใจ