โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

นกแอร์ รุกเปิดเส้นทางข้ามภาค เล็งบินโคราชสู่ เชียงใหม่-หาดใหญ่-ภูเก็ต

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 เม.ย. 2565 เวลา 10.28 น. • เผยแพร่ 20 เม.ย. 2565 เวลา 10.28 น.

“นกแอร์” เผยธุรกิจการบินยังท้าทายสูง ทั้งปัจจัยค่าเงิน-ต้นทุนน้ำมัน ทยอยเพิ่มความถี่เส้นทางบินภายในประเทศ-เปิดเส้นทางข้ามภาค เล็งศึกษาเปิดเส้นทางบินจากนครราชสีมาสู่เชียงใหม่ หาดใหญ่ ภูเก็ต ช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ พร้อมเตรียมเปิดบินต่างประเทศสู่ญี่ปุ่น อินเดีย จีน เวียดนาม เมียนมา แย้มพร้อมเพิ่มฝูงบินโบอิ้ง 737-800 อีก 6 ลำในช่วงเวลา 1-2 ปีข้างหน้ารองรับการขยายเส้นทางบิน

นายวุฒิภูมิ จุฬางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารสายการบินนกแอร์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันสายการบินยังประสบกับความท้าทายจากค่าเงินบาทที่ผันผวน การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ยังไม่จบ ซึ่งส่งผลต่อมาตรการเปิดพรมแดนของหลายประเทศ รวมถึงปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ส่งผลต่อราคาน้ำมัน ทำให้ต้นทุนด้านน้ำมันเพิ่มขึ้นเท่าตัว

ทั้งนี้ ในส่วนของสายการบินนกแอร์นั้น ขณะนี้ได้กลับมาให้บริการเส้นทางบินในประเทศเกือบครบทั้งหมดแล้ว หลังจากนี้จะทยอยเพิ่มความถี่ของเที่ยวบินที่ยังกลับมาไม่มากเท่าเดิม รวมถึงได้เริ่มเปิดเส้นทางบินข้ามภาคใหม่ ๆ มากขึ้น เช่น เส้นทางอุบลราชธานี-ภูเก็ต และเส้นทางอุบลราชธานี-หาดใหญ่ (2 เที่ยวบิน/สัปดาห์) ตั้งแต่ 1 พฤษภาคมเป็นต้นไป

นายวุฒิภูมิกล่าวว่า สำหรับแผนขยายธุรกิจในอนาคตนั้น สายการบินกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการเปิดให้บริการเส้นทางท่าอากาศยานนครราชสีมาสู่เชียงใหม่, หาดใหญ่ และภูเก็ต รวมถึงการขอความอนุเคราะห์ลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าธรรมเนียมการลงจอด การจอดอากาศยาน ค่าสำนักงาน และค่าบริการควบคุมจราจรทางอากาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่

“เราเห็นว่าจำเป็นต้องขอความอนุเคราะห์ลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เป็นระยะเวลา 3-5 ปี เพื่อให้สายการบินออกราคาบัตรโดยสารจูงให้ผู้เดินทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้การเดินทางโดยเครื่องบินมากขึ้น” นายวุฒิภูมิกล่าว และว่าหากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือดังกล่าว สายการบินอาจเริ่มทำการบินเส้นทางนครราชสีมา-เชียงใหม่ โดยใช้เครื่องบินบอมบาร์ดิเอร์ Q400 มาให้บริการได้ในช่วงต้นไตรมาส 3 ของปีนี้

นอกจากนี้ สายการบินยังอยู่ระหว่างการศึกษาการกลับมาให้บริการเที่ยวบินต่างประเทศ รวมถึงการเปิดเส้นทางบินใหม่ ๆ เช่น เส้นทางประเทศญี่ปุ่น, อินเดีย, จีน, เวียดนาม (โฮจิมินห์) และเมียนมา

ทั้งนี้ ปัจจุบันสายการบินมีเครื่องบินให้บริการอยู่ทั้งสิ้น 17 ลำ ในช่วงเวลา 1-2 ปีข้างหน้า สายการบินพิจารณานำเครื่องบินโบอิ้ง 737-800 เข้ามาเพิ่มในฝูงบินอีกราว 6 ลำ โดยจะนำมาใช้ในเส้นทางบินที่จะกลับมาเปิดเพิ่มเติม รวมถึงรองรับความถี่เที่ยวบินที่เพิ่มมากขึ้น

ด้านนายธีรพล โชติชนาภิบาล ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันสายการบินใช้งานมีอัตราการใช้ประโยชน์ของเครื่องบิน (aircraft utilization) อยู่ที่ราว 7 ชั่วโมงต่อวัน ให้บริการผู้โดยสารที่ราว 10,000 คนต่อวัน และในอนาคตคาดหวังว่าผู้โดยสารจะเติบโตมากขึ้นเป็น 12,000-13,000 คนต่อวัน

สำหรับเส้นทางบินกรุงเทพฯ-เบตง (ยะลา) นั้น สายการบินยังได้การตอบรับคำขอสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน ทั้งบริษัทท่าอากาศยานไทย, กรมท่าอากาศยาน และบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย ในส่วนของค่าบริการการเดินอากาศเพิ่มเติม จากปัจจุบันที่กรมท่าอากาศยานลดค่า landing fee, parking fee ให้ 80% และลดค่าสำนักงานที่สนามบินเบตงให้ 50% ซึ่งสายการบินยังมองว่าสูงอยู่

และหากหน่วยงานดังกล่าวช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่าย รวมถึงกรมสรรพสามิตขยายเวลาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่นที่ 0.20 บาท/ลิตร ที่จะหมดอายุเดือนมิถุนายนนี้ต่อไปจะช่วยลดค่าบัตรโดยสารให้ถูกลงกว่าปัจจุบันที่ไป-กลับ มีราคาราว 7,000 บาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...