‘ทิชา’ เชื่อ ถ้า รบ.ดี เด็กติดคุกน้อยกว่านี้ แฉอำนาจนิยมในสถานพินิจ ขอบคุณเด็กวัย 15 ปลุกผู้ใหญ่ตื่น
‘ทิชา’ เชื่อถ้ารัฐบาลดี เด็กติดคุกน้อยกว่านี้ – ชำแหละคุกเด็ก เจอปัญหาตลอด 20 ปี ขอบคุณ ‘หยก’ เด็กวัย 15 ปลุกผู้ใหญ่ให้ตื่น
สืบเนื่องกรณี ด.ญ.ธนลภย์ (สงวนนามสกุล) หรือหยก เยาวชนอายุ 15 ปี สมาชิกกลุ่มนักเรียนล้มฯ ผู้ถูกกล่าวหาในคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่อายุน้อยที่สุด จากการชุมนุม เมื่อ 13 ตุลาคม 2565 ถูกเซ็นให้ควบคุมตัวภายในสถานพินิจ เป็นเวลา 38 วัน ในขณะที่กำลังจะเปิดภาคการศึกษาอีก 11 วันข้างหน้า
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 5 พฤษภาคม ที่ห้องจิตติ ติงศภัทิย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการจัดงานเสวนาวิชาการ ในหัวข้อ “เยาวชนไทยในกระบวนการยุติธรรม: อนาคตของประเทศยังมีพวกเขาอยู่ไหม?” โดยมี ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความจากศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน ในฐานะทนายความผู้เชี่ยวชาญในกระบวนพิจารณาคดี และนางทิชา ณ นคร หรือป้ามล ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและเยาวชน ร่วมแสดงความเห็นถึงประเด็นที่เยาวชนไทยถูกจับกุมคุมขังโดยไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว รวมถึงและกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนไทย
เมื่อถามว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับเยาวชนนี้มีความผิดปกติอะไร หรือเห็นอะไรจากปรากฏการณ์นี้บ้าง?
นางทิชากล่าวว่า จริงๆ ในประเทศไทยมีศูนย์ฝึกและอบรม หรือบ้านหลังคำพิพากษาทั้งประเทศ มีทั้งหมด 21 แห่ง และมีสถานแรกรับ คือเด็กที่รับมาจากตำรวจแล้วศาลยังไม่พิพากษา ซึ่งหยกได้เข้าบ้านหลังแรก คือสถานแรกรับบ้านปรานี เป็นบ้านที่ต้องใช้เวลาสืบสวนสอบสวน เมื่อไหร่ที่เราได้ยินคำว่าบ้านปรานี ก็คือบ้านหลังคำพิพากษา ซึ่งตลอด 20 ปีที่ได้ทำงานกับเด็กที่ศาลพิพากษาแล้ว พบว่ามีปัญหาเชิงระบบอยู่ในสถานควบคุม ไม่ว่าจะเป็นเรือนจำ หรือสถานควบคุมเด็กและเยาวชน
“ยกตัวอย่างบ้านกาญจนา ที่สามารถให้พ่อแม่มานอนกับลูกได้เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา เสื้อผ้าหน้าผมที่เป็นสิทธิอันศักดิ์สิทธิ์ที่เราจะไม่ละเมิด การเยี่ยมไม่มีเวลา ไม่มีการค้นตัว ซึ่งกว่าจะมีวันนี้ได้ใช้การเปลี่ยนแปลงเจอแรงเสียดทานที่มากมายมหาศาล เราไม่มีปัญหากับ นาย ก. นาย ข. ไม่ว่าชื่อผู้พิพากษาใดๆ ก็ตาม เจ้าหน้าที่สถานพินิจใดก็ตาม เพราะถ้าเราแงะเป็นรายบุคคล จะพบว่ามีคนดีอยู่เยอะแยะเต็มไปหมดในระบบราชการ” นางทิชาชี้
เมื่อถามว่า ศัตรูที่แท้จริงของประชาชนอยู่ที่ไหน?
นางทิชาระบุว่า คือระบบของบ้านปรานี เมื่อย้อนไปในอดีต ก่อนปี 2495 ถ้าเด็กไทยสักคนหนึ่งทำความผิดอาญา เราจะเจอเด็กอายุ 8 ปี 9 ปี อยู่ในเรือนจำ ก่อน 2495 กฎหมายเขียนไว้เช่นนั้น หลัง 2495 มีคนกลุ่มหนึ่งมาร่างกฎหมายเกี่ยวกับเยาวชน ในที่สุดกฎหมายผ่าน ก็เปิดบ้านสถานพินิจที่แรก ดังนั้น ปี 2495 ประเทศไทยเราจึงมีคุกเด็ก ด้วยเหตุผลไม่ให้ไปอยู่รวมกับผู้ใหญ่ในเรือนจำ
“ตราบใดที่ฉันยังอยู่ที่บ้านกาญจนา ตราบใดที่ฉันดูแลเด็กแถวนี้ หนึ่งในหลายข้อที่ถือเป็นกฎเหล็กคือ จะไม่รับมรดกทางความคิดทุกประการที่รัฐเคยปฏิบัติต่อเด็กและเยาวชน ตั้งแต่ 2495” นางทิชากล่าว
นางทิชาเผยว่า สิ่งที่ทุกคนต้องฟังให้ดีคือ เราไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร แต่เราชี้ให้เห็นว่า ‘ศัตรูของเราคือระบบ’ และพวกเราเองก็มีส่วนในการสปอยล์มัน เด็กหลายคนจบสังคมสงเคราะห์ มาเป็นนักสังคมสงเคราะห์บ้านปรานีเต็มไปหมด มาเป็นนักสังคมของเด็กเต็มไปหมด มาเป็นนักสังคมของเรือนจำเต็มไปหมด แต่เราก็สมาทานระบบนั้นกันทุกคน เราปล่อยให้ระบบนั้นทำร้ายผู้คนจนถึงบัดนี้
เมื่อถามว่า ถ้าเราเป็นคนในปี 2495 แล้วกฎหมายเปิดทาง หมายความว่า เด็กต้องไม่อยู่ในเรือนจำ เด็กต้องไม่อยู่ร่วมกับผู้ใหญ่?
นางทิชากล่าวว่า คนในปี 2495 ไปรับทุกๆ วิธีในเรือนจำผู้ใหญ่มาไว้ที่คุกเด็ก เมื่อเรารับมาแล้วเราผลิตซ้ำ การผลิตซ้ำในเวลาอันยาวนาน แปรรูปเป็นวัฒนธรรมองค์กร เราปล่อยให้มีการผลิตซ้ำเรื่อยๆ ซึ่งนำไปสู่อำนาจนิยม
นางทิชยกตัวอย่างของเด็กที่ถูกซ้อมในบ้านกาญจนา ซึ่งปรากฏว่าเด็กถูกเจ้าหน้าที่ซ้อม จึงไล่เจ้าหน้าที่ออก ต่อมามีเจ้าหน้าที่กลุ่มฮาร์ดคอร์กลุ่มหนึ่งมาพูดกับนางทิชาว่า ทำแบบนี้ไม่ได้
“คุณทำอย่างนี้ไม่ได้นะ คุณจะรับผิดชอบชีวิตพวกเราอย่างไร ถ้าเด็กเหล่านี้มาทำร้ายเรา คำถามคือ ทำไมคุณถึงคิดว่าเด็กเหล่านี้จะมาทำร้ายคุณ” นางทิชากล่าว
นางทิชาชี้ว่า การที่เยาวชนรับรู้ว่าเจ้าหน้าที่ที่ทำร้ายเขาถูกลงโทษ เท่ากับว่าเขากำลังทำความรู้จักกับสิ่งที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน สิ่งนั้นก็คือ กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ กติกาศักดิ์สิทธิ์ ข้อห้ามที่ไม่ให้ทำร้ายเด็กมันมีอยู่จริง และความรู้สึกเหล่านี้อาจจะทำให้พวกเขาเคารพทุกกติกาที่มีอยู่ในบ้านหลังนี้ เช่น การไม่ทำร้ายเพื่อน ดังนั้น เจตนารมณ์ของคุกเด็กคือ ไม่ให้อยู่ร่วมกับผู้ใหญ่ แต่เจตนารมณ์นั้นมันได้หลงทางไปเรียบร้อยแล้ว และสิ่งที่สมาทานเข้ามาแทนคือ ระบบอำนาจนิยม ซึ่งอำนาจนิยมคือความปลอดภัยของคนทำงาน ไม่ใช่ความปลอดภัยของเด็ก
“เราอาจจะเคยเชียร์ด้วยซ้ำ ถ้าเด็กคนที่ลักวิ่งชิงปล้นต้องเข้าไปที่แบบนั้นและถูกเจ้าหน้าที่ทำร้าย ถึงที่สุดอำนาจนิยมมันก็เติบโต แล้ววันหนึ่งจากเด็กลักวิ่งชิงปล้นก็กลายเป็นเด็ก 112 แต่ถึงอย่างนั้น ถ้าเรามีรัฐบาลที่ดี รัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์ เราเชื่อว่าเด็กจะติดคุกน้อยกว่านี้ ไม่ว่าจะเด็กลักวิ่งชิงปล้น หรือเด็ก 112 สำหรับเรามันเป็นความบกพร่องผิดพลาดของระบบใหญ่ประเทศนี้ เมื่อก่อนเราเคยเพิกเฉยต่อมุมมืดที่เกิดขึ้นในสังคมนี้ แต่ก็อยากขอบคุณทุกคนที่ตื่นมาใน พ.ศ.นี้ แน่นอนว่าต้องแก้ 112 แล้วเราก็ต้องแก้อะไรในหลายๆ อย่างด้วยเช่นกัน” นางทิชากล่าว
เมื่อถามว่า เหตุใดเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม จึงมองการตรวจสอบจับแบบไม่ละมุนละม่อมนั้น ชอบธรรม?
นางทิชากล่าวว่า จริงๆ แล้วเราก็ชัดเจนว่าเราไม่ได้มีปัญหากับ นาย ก. นาย ข. แต่เราพูดถึงระบบ ถ้าตอบแบบในระบบก็คือ ผู้พิพากษาเยาวชนไม่ได้มีความชำนาญมากเป็นพิเศษ ทุกๆ ปีเราจะหมุนเวียนผู้พิพากษาเรื่อยๆ ยังไม่ทันชำนาญก็เปลี่ยน ไปศาลแรงงาน ทำให้มองเห็นเจตนารมณ์ต่อความผิดใดๆ ของเด็กไม่ทัน ยกตัวอย่างถ้าเขาเคยทำศาลอาญามา เขาจะใช้ชุดความคิดแบบศาลอาญากับเด็กทันที
นางทิชาเผยด้วยว่า เคยไปดูงานที่ไมอามี สหรัฐอเมริกา ก็เขียนกติกาชัดเจน ถ้านักกฎหมายท่านใดอยากทำงานศาลเยาวชน คุณจะต้องไปเรียนจิตวิทยาพัฒนาการมาด้วย ดังนั้นเราจะเห็นคนคนหนึ่งที่มี 2 ศาสตร์อยู่ในตัว และเราจะไม่เจอผู้พิพากษาแบบนี้ในประเทศไทย ทำให้เราเจอคำพิพากษาที่อาจจะประหลาด
“เราต้องต่อสู้แบบเคสต่อเคส จนกว่าการเปลี่ยนแปลงระบบในประเทศนี้มันจะเกิดขึ้น” นางทิชากล่าว
นางทิชาอธิบายถึงอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กด้วยว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะเกี่ยวกับเด็กอย่างชัดเจน ในปี 2535 ประเทศไทยไปลงนามว่าด้วยสิทธิเด็ก มีมติ ครม.มอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นคนรับผิดชอบทำรายการ ปรากฏว่าเราต้องรายงานสิทธิเด็กของประเทศไทยต่อ คณะกรรมการสิทธิเด็กสหประชาชาติ
“มีคำถามมา 36 ข้อ 1 ในนั้นถามว่า ทำไมเด็กไทยรับผิดทางอาญาอายุน้อยจัง ในที่สุด ปี 2551 เปลี่ยนกฎหมายจากอายุ 7 ปี เป็น 10 ปี หลังจากเปลี่ยนแล้วก็ยังน้อยไปในทางสากล ล่าสุด ปี 2565 เปลี่ยนจาก 10 ปี เป็น 12 ปี ล้ำไปถึง 15 ปีด้วย ถ้าเด็กทำผิดก็ไม่ต้องเอาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
คนที่อยู่ในประเทศนี้เราล้วนแต่เพิกเฉยต่อความทุกข์ของเด็กๆ เราไม่แคร์ อันนี้ต้องขอบคุณหยก ในทางประวัติศาสตร์เขียนไว้เลยว่า หยกปลุกผู้ใหญ่ให้ตื่นขึ้นมา คดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเด็กทั้งหมดเกิดจากความไม่มีวิสัยทัศน์ของรัฐบาล มันจึงเกิดเหตุการณ์เด็กมากมายที่อายุน้อยกว่า 18 ปีต้องติดคุกกัน ซึ่งเกิดจากการที่พวกเขาไม่มีทางออกที่ดีพอ ไม่ใช่เกิดมาเพื่อมาเป็นนักโทษ ดังนั้น ถ้ากติกาไม่เป็นคุณต่อเด็ก เราต้องลุกออกมาส่งเสียง” นางทิชาชี้
เมื่อถามว่า ถ้าประเทศไทยยังมีเด็กที่ต้องเข้าคุกอายุน้อยมากขึ้นทุกปี แล้วถูกลิดรอนเสรีภาพ หลังการเลือกตั้งจะยังมีเยาวชนอยู่ในประเทศไทยหรือไม่?
นางทิชากล่าวว่า จริงๆ แล้วยุคนี้ผู้ใหญ่ต้องปรับตัว และต้องยอมรับว่าผู้ใหญ่ในประเทศไทยโตมาในระบบอำนาจนิยม เพราะอำนาจนิยมทำให้เราอุ่นใจ
“ถ้าเราไม่อยากให้ประชาชนเชื่อง เราต้องนำอำนาจนิยมออกจากประเทศไทยให้ได้มากที่สุด เราต้องขอบคุณเด็กด้วยซ้ำที่เขาไม่เชื่อง เมื่อเด็กๆ ดื้อรั้นให้นานพอก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ที่ผู้ใหญ่ไม่ปรับตัวเพราะว่า อำนาจนิยมทำให้รู้สึกปลอดภัย อำนาจนิยมทำให้เด็กไม่เถียงเรา ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงก็มีราคาที่ต้องจ่ายที่แสนแพง” นางทิชากล่าว
- อ่านข่าว : ทนายด่าง สบถแรงกลางวง ปมจับกุม ‘หยก’ ลั่น ป่วยทุกขั้นตอน – ทีคดี ส.ว.ลุกลี้ลุกลนถอนหมาย
- จุดพลุตะโกนเรียก ‘หยก’ เดิน 51 กม.จนฟ้าสาง โอด ‘บ้านปรานี’ ยอมเป็นเครื่องมือขังเด็กวัย 15
- ทนายทราย ผิดหวังกับ ‘บ้านปรานี’ – เก็ทจี้ถามทีละข้อ เยี่ยมหยกไม่ได้เพราะ? ได้คำตอบ ‘ต้องถามผู้ใหญ่’
- ก็ทยื่นคำขาด ‘ยกเลิกหมายขัง’ ปล่อย ‘หยก’ ให้ไปเรียน เชิญอธิบดีศาลเยาวชนฯ ล้อมวงถกปัญหา
- โวยบ้านปรานี โกหก! ทนายเยี่ยม ‘หยก’ ไม่ได้ ห้ามส่งอาหาร กลัวใส่ไซยาไนด์ แต่ รปภ.เอาไปกิน