โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กว้างอย่างเดียวไม่ได้ ต้องลึกด้วย ! | สุนาถ ธนสารอักษร - Exclusive Writer

Ad Addict

อัพเดต 13 ก.ค. 2566 เวลา 00.50 น. • เผยแพร่ 13 ก.ค. 2566 เวลา 00.55 น. • สุนาถ ธนสารอักษร

จากบทความตอนที่แล้ว ผมได้พูดถึง Loyalty ที่ลดลงของผู้บริโภคในปัจจุบันและแนวทางรับมือ แบรนด์ควรมี 3 สิ่งสำคัญที่ยึดถือหากอยากชนะใจและสร้าง Loyalty กับผู้บริโภครุ่นใหม่ นั่นคือ Purposeful Mission, Outstanding Differentiation และ Experience Focus (กลับไปอ่านบทความตอนที่แล้วที่นี่) ในตอนนี้จะขอลงลึกในรูปแบบของการสร้างประสบการณ์เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษครับ

“ให้ความบันเทิง ให้ข้อมูล และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลก

ผ่านการเล่าเรื่องที่ไม่มีใครเทียบได้
โดยสะท้อนถึงแบรนด์ที่เป็นสัญลักษณ์
ความคิดสร้างสรรค์ของทีมงาน และเทคโนโลยีที่มีนวัตกรรม
ซึ่งจะทำให้แบรนด์ของเราเป็นบริษัทแห่งความบันเทิงชั้นยอดของโลก”

นี่คือพันธกิจของบริษัทแห่งหนึ่งในโลก อย่าเพิ่งอ่านต่อ ผมอยากให้มาลองทายกันว่านี่คือบริษัทใด ?

ยินดีด้วยหากคุณทายถูกต้อง นี่คือพันธกิจของ The Walt Disney Company บริษัทที่เป็นเจ้าของเรื่องราวและตัวละครมากมาย ปัจจุบันบริษัทนี้ยังเป็นเจ้าของบริการสตรีมออนไลน์ ช่องโทรทัศน์ สถานีข่าว บริษัทเกม โรงแรม และสวนสนุก ข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือพันธกิจของบริษัทไม่ใช่เรื่องของการสร้างผลกำไร แต่ต้องการสร้างความบันเทิงและแรงบันดาลใจให้กับผู้คน เป็นการบอกว่าตัวบริษัทมีตัวตนอยู่บนโลกนี้เพื่ออะไร (Purposeful Mission)

ถ้าเราตั้งโจทย์จากพันธกิจของบริษัท แล้วนำสิ่งนั้นมาตีโจทย์เป็นประสบการณ์ที่บริษัทจะส่งมอบให้ลูกค้า ประสบการณ์ทั้งหมดควรยึดโยงกับพันธกิจที่ว่าอยู่อย่างสม่ำเสมอ (Consistent) ต่อเนื่อง (Always-on) เหมาะสมกับช่องทางและบริบท (Contextual) และหากเป็นไปได้ ควรสร้างประสบการณ์เฉพาะตัวอย่างเหมาะสมให้กับลูกค้าแต่ละคน (Personalize) ภายใต้พันธกิจของบริษัท

เราจึงได้เห็นความพยายามสร้างประสบการณ์หลากหลายรูปแบบ ภาพยนตร์ที่มีทั้งแอนิเมชั่น Live Action สวนสนุกสุดล้ำ และต่อยอดด้วย Digital Experience มากมาย

ในปี 2013 ดิสนีย์พบว่าคนที่มาเที่ยว Disneyland ยังมีประสบการณ์ที่ไม่ดีอยู่ในบางจุด และยังมีหลายจุดที่น่าจะทำให้ดีขึ้นได้อีกหากเสริมด้วย Digital Experience เลยได้ออกบริการ MyMagic+ ออกมา โดยรวม 4 ฟีเจอร์หลักเข้ามาไว้ในระบบ ได้แก่

  • FastPass+ บริการกดบัตรลัดคิวผ่านแอพ
  • MagicBand สายรัดข้อมือ RFID ที่ใช้แทนตัวตนรวมถึงใช้จ่ายได้ทั่วสวนสนุกและโรงแรม
  • PhotoPass Memory Maker ที่ใช้เก็บรูปที่ถ่ายของตัวเองตามเครื่องเล่นต่าง ๆ
  • MyDisneyExperience ฟีเจอร์จัดตารางเวลาและเส้นทางการเล่นของแต่ละคนแบบ Personalized

ทั้งหมดเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ที่ได้มาเที่ยวที่ The Walt Disney World Resort โดยเชื่อมโยงกับพันธกิจหลักของบริษัท

ผมมักมองเรื่องของประสบการณ์เป็นภาพง่าย ๆ โดยแบ่งออกเป็นสองมิติ นั่นคือ ประสบการณ์ในเชิงกว้าง (Across) และประสบการณ์เชิงลึก (in-depth)

ประสบการณ์ในเชิงกว้าง (Across Journey)

เรื่องนี้นักการตลาดตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันพยายามทำให้เกิดขึ้นมาโดยตลอด โดยทุกครั้งที่กลุ่มเป้าหมายมีโอกาสสัมผัสกับแบรนด์ในจุดสัมผัสต่าง ๆ (Touchpoint) จะต้องรักษาความสม่ำเสมอให้เกิดขึ้น เริ่มตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่างโลโก้ ภาพ ข้อความ เสียง สัญลักษณ์ต่าง ๆ หากเกิดความไม่สม่ำเสมอขึ้นมาอาจทำให้เกิดความสับสนได้ แต่ในปัจจุบันเรื่องนี้ต้องถูกใส่ใจมากขึ้น เพราะหากจัดการได้ไม่ดี อาจนำไปสู่ความไม่พอใจให้กับลูกค้าได้

[ ตัวอย่าง ]

คุณแพรเป็นลูกค้าของธนาคารแห่งหนึ่ง พบว่าเงินในบัญชีมีการเปลี่ยนแปลง เลยแคปหน้าจอและส่งไปถาม admin ใน LINE ของธนาคารแห่งนั้น เจ้าหน้าที่แจ้งว่าจะติดต่อกลับมาภายใน 24 ชั่วโมง เวลาผ่านไป 48 ชั่วโมง แพรก็ยังไม่ได้รับการติดต่อกลับ แพรที่เริ่มหัวร้อนนิด ๆ เลยโทรไปที่ Call Center และพบว่า ทาง Call Center ไม่ทราบถึงเรื่องที่ฝากไว้เลย ทำให้แพรต้องเล่าเรื่องทั้งหมดอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ Call Center แจ้งว่า ขอรับเรื่องและตรวจสอบต่อไป เรื่องนี้อาจเลวร้ายลงได้อีกหากปัญหานี้ยังไม่ถูกแก้ และทางคุณแพรได้ไปที่สาขาของธนาคาร และเจอเหตุการณ์แบบเดิมอีกรอบ ลองจินตนาการดูนะครับว่า เราเคยเห็นเคสลักษณะนี้มากี่ครั้งในโซเชียล

หรือจะเป็นกรณีที่คุณพลอย ที่เป็นสมาชิกของแบรนด์ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง มีคะแนนสะสมมากมาย แต่เมื่อจะเข้าสู่ระบบที่เป็น E-commerce ของห้างสรรพสินค้าแห่งนั้น กลับต้องใช้รหัสแยกกันและไม่สามารถเชื่อมโยงสมาชิกได้

ลองดูอีกสักตัวอย่าง แบรนด์เครื่องสำอางหนึ่งส่งไลน์แจ้งโปรโมชั่นลดราคาสินค้าไปให้คุณพิมทางไลน์ คุณพิมเมื่อเห็นโปรนั้นแล้วเลยรีบไปที่หน้าร้านของแบรนด์ ปรากฎว่า โปรโมชั่นนี้สามารถใช้ได้เฉพาะช่องทางออนไลน์เท่านั้น ถึงแม้จะมีการแจ้งไว้แล้ว แต่หากไม่ทำให้ลูกค้าเข้าใจอย่างชัดเจนและเกิดความเข้าใจผิดลักษณะนี้ ก็อาจทำให้เกิดความไม่สม่ำเสมอในประสบการณ์ได้

ยังไม่นับกรณีคลาสสิคอีกมากมาย เช่น การโฆษณาที่พูดอย่าง สินค้าจริงทำไม่ได้อย่างที่พูดเอาไว้ คุณภาพ ราคา เงื่อนไข คุณสมบัติ บริการ หากทั้งหมดไม่มีความสม่ำเสมอกันตลอดทั้งประสบการณ์ จะสร้างความไม่ไหลลื่นของประสบการณ์ได้ อาจเป็นความน่ารำคาญเล็ก ๆ ไปจนถึงความไม่พอใจ สิ่งนี้ในเชิงประสบการณ์เราเรียกว่า “แรงเสียดทาน” (Friction) แรงเสียดทานนี้คือสิ่งที่นักการตลาดปัจจุบันพยายามลดให้เหลือน้อยที่สุดตลอดทั้ง Customer Journey เพราะทุกครั้งที่เกิดขึ้น จะส่งผลให้เกิด Drop-off โอกาสในการเป็นลูกค้า หรืออาจทำให้เลิกใช้บริการได้

การทำให้การประสบการณ์ที่ดีในเชิงกว้าง เราต้องเข้าใจและฝึกการสร้างเส้นทางของผู้บริโภค (Customer Journey) โดยใช้เวลาในการพูดคุยกับกลุ่มเป้าหมาย เข้าใจว่าตั้งแต่เค้ามีความต้องการ (Unmet Need) เค้ามีพฤติกรรมและจะโต้ตอบกับกิจกรรมของแบรนด์ในแต่ละขั้นตอนอย่างไร ในส่วนนี้ผมขอพูดถึงในตอนต่อ ๆ ไปนะครับ

ประสบการณ์ในเชิงลึก (In-depth at touchpoint)

นอกจากการรักษาความสม่ำเสมอและเชื่อมโยงกันแล้ว การสร้างประสบการณ์ในเชิงลึกในแต่ละ Touchpoint ก็สำคัญ การที่ลูกค้าเข้ามาในแต่ละ Touchpoint หมายความว่าลูกค้ามีความคาดหวัง หรือต้องการอะไรบางอย่างจากแบรนด์ การตอบสนองต่อความคาดหวังในขณะนั้นของลูกค้าอย่างเหมาะสมกับบริบทของลูกค้าและช่องทางนั้น ๆ ต้องใช้การออกแบบและทดสอบจนมั่นใจว่าแรงเสียดทานน้อยที่สุด ถ้าพูดเป็นภาษาง่าย ๆ มันคือ “ความใส่ใจ” ที่เราจะพยายามเข้าใจและทำให้แต่ละ Touchpoint ตอบโจทย์ได้สมบูรณ์แค่ไหน ขอแนะนำวิธีการออกแบบตามนี้ครับ

  • กำหนดบทบาทของ Touchpoint นั้น ว่าเอาไว้ทำหน้าที่อะไร ในแต่ละจุดของ Customer Journey กลุ่มเป้าหมายอาจมีโอกาสได้สัมผัสกับ Touchpoint ต่าง ๆ จำนวนมาก เป็นหน้าที่จของนักการตลาดในการกำหนดว่า Touchpoint นั้น ๆ ใน stage ของ Customer Journey มีหน้าที่อะไร

  • เข้าใจความคาดหวังของลูกค้าในบริบทนั้น (Think / Feel / Do) ณ ขณะหนึ่งใน Customer Journey กลุ่มเป้าหมายจะมีความคาดหวังแตกต่างกันไป นักการตลาดต้องเข้าใจความคาดหวังว่า ณ ขณะนั้น เช่น ถ้าลูกค้ามาถึงหน้าร้านอาหารของคุณแล้ว ขับรถมาแต่ไม่มีที่จอดรถ สิ่งที่คิดคือต้องการที่จอดรถที่ใกล้กับร้านมากที่สุด (Think) รู้สึกว่าอยากจอดรถเร็ว ๆ ไม่ต้องวนหานาน (Feel) และจอดรถในที่ที่สะดวกที่สุดต่อการมาในร้าน (Do)

  • อะไรคือ Friction ที่อาจเกิดขึ้น ในทุกขั้นตอนหากมีความรู้สึกลบ ไม่สะดวก หรืออะไรก็ตามที่อาจทำให้กลุ่มเป้าหมายไม่พอใจ เราต้อง identify ออกมาแล้วหาทางลด Friction ให้ได้ ตัวอย่างของ Friction ที่ทุกคนน่าจะเคยสัมผัส คือการกรอบที่อยู่สำหรับจัดส่งสินค้า หากต้องกรอกที่อยู่ใหม่ทุกครั้งย่อมทำให้เกิดความรำคาญได้

[ ตัวอย่าง ]

ตัวอย่างที่น่าจะเข้าใจง่ายสุด ๆ คือ Touchpoint พื้นฐานอย่างสื่อโฆษณาวีดีโอครีมกันแดดตัวหนึ่ง

บทบาทของ Touchpoint : สร้าง Awareness และ Interest

  • Think : ในหน้าร้อน แดดแรง เลยอยากได้ครีมกันแดดที่ช่วยปกป้อง แต่ก็ไม่ชอบอะไรที่เหนียวเหนอะ
  • Feel : รู้สึกร้อน ผิวโดนทำร้าย
  • Do : ระหว่างเดินทางไปทำงานก็พบกับโฆษณาครีมกันแดดตัวหนึ่งใน YouTube
  • Friction ก็มีตั้งแต่เรื่องง่าย ๆ อย่างเช่น ความยาวของวีดีโอ ถ้าไม่มีเรื่องราวให้น่าติดตามก็ไม่อยากดู หรือจริง ๆ แล้วไม่ได้มีคนอยากดูโฆษณาอยู่แล้ว แต่เราต้องลด Friction ตรงนี้โดยทำให้โฆษณาน่าดู ด้วยเรื่องราวหรือตัวแสดง

และมันจะซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อ Touchpoint นั้น ๆ เป็นช่องทางที่ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์ เช่น เวบไซต์ แอพ ไลน์ Call Center หน้าร้าน โดยส่วนใหญ่แล้วใน Touchpoint หนึ่งจะมีบทบาทหลายอย่าง ขึ้นอยู่กับ stage ของลูกค้าใน Customer Journey ซึ่งจะเป็นตัวบอกว่าในขณะนั้นลูกค้ามีคาดหวังอะไร

ความซับซ้อนของการจัดการประสบการณ์เชิงลึก เป็นเรื่องของความใส่ใจอย่างแท้จริงครับ และไม่มีแบรนด์ใดที่สร้างประสบการณ์เชิงลึกได้ดีที่สุดตั้งแต่ครั้งแรก แต่เป็นการใส่ใจและปรับปรุงคุณภาพไปเรื่อย ๆ ให้ดียิ่งขึ้น กระบวนการนี้ต้องไล่ทำในทุกจุด และพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ หลายแบรนด์มีทีมที่รับผิดชอบแต่ละ Touchpoint แยกโดยเฉพาะเพื่อสร้างประสบการณ์เชิงลึกที่ดีที่สุด

เชื่อมโยง และใส่ใจ

ตามหัวข้อของบทความนี้ เราจะมองประสบการณ์เชิงกว้างอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมองประสบการณ์เชิงลึกด้วย ทุกแบรนด์ใหญ่ ๆ บนโลกตอนนี้เลยต้องพยายามเชื่อมโยงและใส่ใจในทุกรายละเอียดให้ได้มากที่สุด และประสบการณ์เหล่านั้นยังต้องเชื่อมโยงไปยังพันธกิจ หรือ Purposeful Mission ของบริษัทในแง่ใดแง่หนึ่งด้วย

ตัวอย่างระดับสุดยอดของแบรนด์ที่ทำเรื่องนี้ได้ดีมาก ๆ คงหนีไม่พ้นแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุดของโลกอย่างแอปเปิล จากพันธกิจของแอปเปิลที่ว่า

“นำประสบการณ์ที่ดีที่สุดมาให้กับลูกค้า

ผ่านนวัตกรรมที่สร้างผ่านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการต่าง ๆ”

(To bringing the best user experience to customers through innovative hardware, software, and services.)

เราจึงได้เห็นการออกแบบฮาร์ดแวร์อย่างประณีต ซอฟต์แวร์ที่ใช้งานง่ายมาก ๆ และตอบโจทย์ ไปจนถึงการเชื่อมโยงประสบการณ์ทั้งหมดผ่านการใช้ Apple ID ที่ไม่ว่าจะเป็น Mac, iPhone, iPad, Apple Music, App Store หรือแม้แต่การไปที่ Apple Retail Store เราก็ใช้บริการผ่าน Apple ID เดียวกัน และข้อมูลทั้งหมดก็จะถูกตรวจสอบได้โดยง่าย และในแต่ละ Touchpoint ของแอปเปิลก็ถูกออกแบบมาอย่างใส่ใจ (ซึ่งอาจเป็นข้อได้เปรียบที่แอปเปิลทำซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการเองอยู่แล้ว)

ความจริงเรื่องการสร้างประสบการณ์เหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องซับซ้อน ถ้าขนาดของแบรนด์ไม่ได้ใหญ่ ลูกค้าไม่ได้เยอะมาก เจ้าของแบรนด์ก็สามารถดูแลด้วยตัวเองได้อย่างทั่วถึง (จำลูกค้าได้ทุกคน) แต่ถ้าไม่ใช่ การจัดการประสบการณ์เหล่านี้ก็ต้องใช้ความสามารถของเทคโนโลยีดิจิทัล ถึงจะเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับธุรกิจ แต่ในระยะยาวแล้ว นี่เป็นการสร้างแบรนด์ที่คุ้มค่าและยั่งยืน

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...