โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

เทรนด์อสังหา 2566 KKP บ้าน-คอนโด-ทำเล “ดาวรุ่ง ดาวร่วง”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 13 พ.ค. 2566 เวลา 14.24 น. • เผยแพร่ 14 พ.ค. 2566 เวลา 03.03 น.
รูปจาก Pixabay

บนความไม่แน่นอนของการทำธุรกิจปี 2566 เนื่องจากมีความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย เป็นโจทย์ใหญ่ระดับโลก

ล่าสุด “KKP-ธนาคารเกียรตินาคินภัทร” จัดทำรายงานแนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปี 2566 ไว้อย่างน่าสนใจ

โดยจั่วหัวไว้ว่า “แรงฟื้นตัวชะลอจากดอกเบี้ย และมาตรการ LTV” เมื่อถอดรหัสมาอธิบายใหม่ให้เข้าใจง่ายก็คือ สำหรับดีเวลอปเปอร์ ความคาดหวังที่จะมีแรงฟื้นตัวในปีนี้ ถูกชะลอความหวังออกไป

จาก 2 เหตุผลหลัก เพราะดอกเบี้ยขึ้น และแบงก์ชาติยกเลิกมาตรการผ่อนปรน LTV

2565 ยังแรงต่อเนื่อง

สถิติปี 2565 บ้าน-คอนโดฯ เปิดใหม่ 395 โครงการ จำนวน 106,421 ยูนิต เติบโตก้าวกระโดดจากปี 2564

โดยคอนโดมิเนียมมียูนิตเปิดขายใหม่มากถึง 53,778 ยูนิต เพิ่มขึ้น 129% จากปี 2564 ส่วนใหญ่พัฒนาโดยบิ๊กแบรนด์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ราคาห้องชุดเปิดใหม่ในปี 2565 กระจุกไม่เกิน 2 ล้านบาท สัดส่วน 59% เนื่องจากเป็นราคาที่จับต้องง่ายสำหรับผู้ซื้อคนไทย ส่วนผู้ซื้อต่างชาติยังค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับปี 2561-2562

ในขณะที่บ้านแนวราบเปิดขายใหม่เพิ่มขึ้น 44.5% จาก 36,432 ยูนิต ในปี 2564 เพิ่มเป็น 52,643 ยูนิต ในปี 2565

โดยสินค้าบ้านเดี่ยวมีอัตราเพิ่มขึ้น 113% และทาวน์เฮาส์ เพิ่มขึ้น 20%

ทาวน์เฮาส์-บ้านแฝดชูโรง

เจาะตลาดบ้านแนวราบเปิดใหม่สูงสุดในปี 2565 เป็นทาวน์เฮาส์ 2-3 ล้านบาท จำนวน 15,708 ยูนิต รองลงมาเป็นทาวน์เฮาส์และบ้านแฝด 3-5 ล้านบาท เปิดใหม่ 13,929 ยูนิต

ซึ่งกลุ่มราคา 3-5 ล้านบาท มียอดขายสูงสุด ขายได้ 14,165 ยูนิต หรือมียอดขายมากกว่าจำนวนยูนิตเปิดใหม่ ลูกค้าเรียลดีมานด์ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง และเป็นกำลังซื้อหลัก

บ้านเดี่ยวเปิดตัวสูงสุดที่ราคา 5-10 ล้านบาท สัดส่วน 56%

ส่วนคอนโดฯเปิดใหม่สูงสุดราคาน้อยกว่า 2 ล้านบาท สัดส่วน 59% จำนวน 27,718 ยูนิต ขายได้ 21,634 ยูนิต หรือขายได้สัดส่วน 78% ของยูนิตเปิดใหม่

สะดุดดอกเบี้ยขาขึ้น-LTV

สำหรับปี 2566 สายงานสินเชื่อธุรกิจ KKP วิเคราะห์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล พบว่า มีโอกาสชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย และมาตรการ LTV-loan to value ที่เข้มงวดขึ้น

และคาดการณ์ยอดขายปี 2566 จะชะลอตัวลดลง 3-4% เทียบกับปี 2565

สวนทางกับ “จำนวนยูนิตคงค้าง” อาจจะพุ่งสูงสุดในรอบ 5 ปี

ข้อมูล ณ ปี 2565 พื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีตัวเลขยอดโอนกรรมสิทธิ์บ้านใหม่และบ้านมือสองเพิ่มขึ้น 19.5% เทียบกับปี 2564 เพราะปัจจัยบวกเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มดีขึ้น ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ มีการผ่อนปรน LTV (ขอสินเชื่อซื้อบ้าน-คอนโดมิเนียมได้ 100%)

แถมออนท็อปด้วยมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ภาครัฐ ในการลดค่าโอน-จดจำนอง จาก 3% เหลือ 0.01% หรือล้านละ 3 หมื่นบาท เหลือล้านละ 300 บาท

มีผลให้กลุ่มที่เติบโตชัดเจนในปี 2565 คือ คอนโดฯ 1-2 ล้านบาท ซึ่งนับรวมยุคโควิด (2564-2565) พบว่าห้องชุดเปิดใหม่เน้นราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท

รวมถึงยุคโควิดที่ยอดขายสะดุดเฉียบพลัน จนทำให้ผู้ประกอบการต้องแข่งขันระบายสต๊อกพร้อมอยู่อย่างโกลาหล

ส่วนบ้านแนวราบ กลุ่มที่ขยายตัวได้ดีมีภาวะดาวกระจาย ไล่ตั้งแต่ราคา 5-10 ล้านบาท, ราคา 10-20 ล้าน และเกิน 20 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มปี 2566 บ้านแนวราบอาจไม่สามารถขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2565 เพราะปัจจัยเสี่ยงเดิม ๆ “เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง-ดอกเบี้ยขาขึ้น-LTV ที่เข้มงวดขึ้น”

บ้านยิ่งแพง ยิ่งขายดี

จุดเน้นอยู่ที่โมเมนตัมการขยายตัวปีนี้อาจสะดุด สวนทางกับยอดเปิดตัวโครงการใหม่

ที่คาดว่ายังคงแรงต่อเนื่องใกล้เคียงกับปี 2565 อยู่ที่ 108,600 หน่วย

ในจำนวนนี้ สินค้าคอนโดฯ สัดส่วน 51% กระจุกตัวในกลุ่มราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท และ 2-3 ล้านบาท

ส่วนบ้านแนวราบคาดว่าทาวน์เฮาส์เป็นกลุ่มที่มียูนิตเปิดใหม่เข้ามาในตลาดมากที่สุด ไม่ต่ำกว่า 28,000 ยูนิต โดยกลุ่มหลักมีราคา 2-3 ล้านบาท กับ 3-4 ล้านบาท

ส่วนบ้านเดี่ยวตลาดหลักยังเป็นกลุ่ม 5-7 ล้านบาท และ 7-10 ล้านบาท

จุดสังเกตอยู่ที่พบการเปิดโครงการใหม่มากขึ้นในบ้านราคา 15-25 ล้านบาท และ 25-50 ล้านบาท

เนื่องจากปี 2565 ขายดิบขายดี แต่ส่วนแบ่งการตลาดมีไม่เกิน 5% ของยูนิตขายได้ทั้งหมด

สต๊อกท่วม 2.3 แสนยูนิต

KKP ประเมินว่า ดีมานด์ในภาพรวมน่าจะชะลอตัวลง ต้นทางอยู่ที่การประเมินยอดขายลดลง -3% ถึง -4% ส่งผลให้ “ยูนิตเหลือขายสะสม” มีโอกาสอิ่มตัวในบางพื้นที่

คีย์เวิร์ดอยู่ที่มีโอกาสที่ “หน่วยขายสะสม” จะอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา (2561-2565) หรือมากกว่า 230,000 ยูนิต

ส่วนตลาดซื้อคอนโดฯ เพื่อลงทุนในโซนกรุงเทพฯชั้นในสำหรับลูกค้าต่างชาติ ราคา 5-10 ล้านบาท กับคอนโดฯ ตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง ยังคงเน้นการระบายสินค้าคงเหลือเดิม

ภาพการฟื้นตัวปี’65-66

ณ ปี 2565 กรุงเทพฯ-ปริมณฑล มียอดโอนกรรมสิทธิ์บ้านใหม่และบ้านมือสองเพิ่มขึ้น จาก 160,233 ยูนิต ในปี 2564 เป็น 191,616 ยูนิต ในปี 2565 คิดเป็นอัตราเติบโต 19.5% จากปี 2564

ปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้น การขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ที่ง่ายขึ้น และมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ตั้งแต่ปลายปี 2564

โดยพบว่า “บ้านมือสอง” มีอัตราเติบโต 38% จาก 67,315 ยูนิต ในปี 2564 เพิ่มเป็น 93,142 ยูนิต ในปี 2565

ส่วนบ้านใหม่หรือบ้านมือหนึ่ง มียอดโอนกรรมสิทธิ์ เพิ่มขึ้น 2.6% เท่านั้น จาก 95,952 ยูนิตในปี 2564 เพิ่มเป็น 98,474 ยูนิต

จุดโฟกัสอยู่ที่จำนวนยูนิตที่เพิ่ม มาจากการโอนคอนโดฯ ราคา 1-2 ล้านบาทเป็นหลัก รวมถึงการระบายสต๊อกคอนโดฯ สร้างเสร็จพร้อมอยู่ที่ยอดขายหยุดชะงักในช่วงโควิด

ส่วนการโอนกรรมสิทธิ์บ้านแนวราบ ผลบวกจากดอกเบี้ยต่ำ การผ่อนปรน LTV ทำให้เติบโตได้ดี มีสัดส่วนมูลค่าแนวราบ 63% ต่อแนวสูง 37%

กราฟฟิก อสังหา
กราฟฟิก อสังหา

ส่องปัจจัยเสี่ยง-ตลาดไม่โต

รอยต่อปี 2565 ต่อเนื่องปี 2566 เริ่มมีสัญญาณบวกที่จะกลับมาใกล้เคียงกับยุคก่อนโควิด (2561-2562) จากการฟื้นตัวของธุรกิจท่องเที่ยว แต่ก็ยังมีปัจจัยลบรอบด้านดังกล่าว

สายงานสินเชื่อธุรกิจ KKP วิเคราะห์ฟันธงว่า ตลาดอสังหาฯกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ปี 2566 มีโอกาสชะลอตัวจากปัจจัยลบ ที่ยังมีมากกว่าปัจจัยบวก ซึ่งจะส่งผลกระทบกับกำลังซื้ออย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้

“ปัจจัยบวก” 1.คาดว่าจีดีพีขยายตัวในช่วง 2.7-3.7% (คาดการณ์ 3.6%) แม้ว่าภาคท่องเที่ยวในไทยดีขึ้น แต่เศรษฐกิจไทยรับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวอยู่ดี

2.ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มฟื้นตัวในปี 2566 ประเมินนักท่องเที่ยวต่างชาติ 25 ล้านคน มูลค่ารายได้จากการท่องเที่ยว 1.2 ล้านล้านบาท

3.การเปิดให้บริการของรถไฟฟ้า “สายสีเหลือง-ชมพู” ในปี 2566-2567

4.แนวโน้มผังเมืองกรุงเทพมหานคร ที่จะนำมาใช้ในปี 2567 ส่งผลให้บางพื้นที่สามารถพัฒนาบ้านในราคาต่ำลงได้

เปิด 8 ปัจจัยกดดัน

“ปัจจัยลบ” มีดังนี้

1.คาดว่าการส่งออกมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง อาจติดลบเกิน 10% ในไตรมาส 1/66

2.มาตรการรัฐลดค่าโอนในปี 2566 ย่อตัวลง เดิมเคยลด 2% เหลือเพียง 1% ส่วนค่าจดจำนองเคยให้ 1% ปีนี้ให้จ่ายเต็ม เท่ากับค่าโอน+จำนอง 3% เคยลดเหลือ 0.01% ปีนี้ลดให้ 1% เท่ากับประชาชนต้องจ่าย 2%

3.เงินเฟ้อไทยปรับตัวสูงขึ้นตามเงินเฟ้อโลก รวมทั้งเงินเฟ้อภาคบริการอาจปรับตัวสูงขึ้น

4.ดอกเบี้ยยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น แต่อาจหยุดการขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ประเมินไว้ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นมีความเสี่ยง คือ วิกฤตในภาคการเงิน

5.หนี้ครัวเรือนในระดับสูง กดดันการบริโภคและการเพิ่มขึ้นของหนี้เสีย ส่งผลกระทบอย่างมากต่อกลุ่มคนรายได้น้อย

6.การบริโภคในประเทศฟื้นตัวขึ้นในปี 2565 ตามการเปิดเมือง แต่คาดว่าจะเริ่มชะลอลงหลังเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าค่าจ้าง

7.การผ่อนปรน LTV สิ้นสุดลง 31 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา กระทบผู้ขอสินเชื่อซื้อบ้านหลังที่ 2 ขึ้นไป และบ้านราคาเกิน 10 ล้านบาทในปี 2566 มีภาระจ่ายเงินดาวน์แพงขึ้น

8.ต้นทุนการพัฒนาโครงการเพิ่มขึ้น อาทิ ราคาที่ดิน, ค่าขนส่ง, ค่าแรง ฯลฯ

แนวราบเกาะขอบเมือง

KKP มองบวกในปี 2566 เห็นโอกาสการขยายตัวบางกลุ่มสินค้า ในบางทำเล ดังนี้

ทำเลสินค้าบ้านแนวราบ พบว่า “โซนบางนา” ยังขยายตัวได้ดีในกลุ่ม 2-3 ล้านบาท แต่สินค้าเริ่มมีน้อย ถูกทดแทนด้วยทาวน์เฮาส์และบ้านแฝด 3-5 ล้านบาท

“พระราม 2 บางแค” เติบโตในกลุ่ม 5 ล้านบาท ขึ้นไป

“บางบัวทอง” บ้านเดี่ยว 3-5 ล้านบาท เริ่มขาดแคลน ถูกทดแทนด้วยบ้านแฝด

“รังสิต” ขยายตัวได้ดีจากทาวน์เฮาส์ 2-3 ล้านบาท แต่การแข่งขันสูง ซัพพลายมีเหลือมาก

“อ่อนนุช ศรีนครินทร์ บางนา ราชพฤกษ์” บ้าน 10-15 ล้านบาท มียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น

“บางนา กรุงเทพกรีฑาตัดใหม่” โซนบ้านหรู 10-20 ล้าน และเกิน 20 ล้านบาท ยังน่าสนใจ แต่อาจจะไม่ดีเท่าปี 2565 จากปัญหาการส่งออกและหมดตัวช่วย LTV

แคมปัสคอนโดมาแรง

ส่วนทำเลคอนโดฯ มองไปที่
“บางนา ศรีนครินทร์ ใกล้สถาบันการศึกษา (แคมปัสคอนโด)” ราคา 1-2 ล้านบาท ยังเติบโตได้

กับ “ลาดพร้าว บางกะปิ ศรีนครินทร์” ราคา 2-3 ล้านบาท ตลาดเริ่มดีขึ้น จากการเปิดใช้รถไฟฟ้าสายสีเหลือง

ระวังโอเวอร์ซัพพลาย

KKP ส่งความปรารถนาดีถึงดีเวลอปเปอร์ ควรพัฒนาโครงการอย่างระมัดระวัง

โดยเฉพาะคอนโดฯ 1-2 ล้านบาท ที่มีการเปิดขายใหม่ชุกชุม 4 โซน คือ “โซนบางนา รังสิต เพชรเกษม รามอินทรา”

นอกจากนี้ “สุขุมวิทชั้นใน” ตลาดการซื้อ-ขายคอนโดฯ ยังไม่ฟื้นตัว

รวมถึง “บางซื่อ เตาปูน รัตนาธิเบศร์” ที่เน้นระบายสินค้าคงค้างเดิมเป็นหลัก

เหรียญอีกด้าน กำลังซื้อไปได้ดีในกลุ่มราคา 3-5 ล้านบาท, 5-7 ล้านบาท และ 10-15 ล้านบาท

โดยเฉพาะบ้านแนวราบในพื้นที่ “บางนา พระราม 2-บางแค บางบัวทอง ราชพฤกษ์”

โดยกลุ่มสินค้ายอดนิยมพลิกขั้วกลับมาอยู่ที่บ้านแฝดราคา 5-10 ล้านบาท กับบ้านเดี่ยว 10-15 ล้านบาท ซึ่งขยายตัวได้ดีในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับบ้านหรู 20-50 ล้านบาท ในทำเล “บางนา-กรุงเทพกรีฑาตัดใหม่” ยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

แต่ต้องควบคุมปริมาณสต๊อกบ้านและขนาดของโครงการให้เหมาะสมกับขนาดของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...