โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปริศนาโบราณคดี : 'วัดอุโมงค์' (สวนพุทธธรรม) ศิลปกรรมที่เต็มไปด้วยปัญหา ด้านการกำหนดอายุ (1)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 21 พ.ย. 2564 เวลา 14.03 น. • เผยแพร่ 21 พ.ย. 2564 เวลา 08.30 น.

 

 

‘วัดอุโมงค์’ (สวนพุทธธรรม)

ศิลปกรรมที่เต็มไปด้วยปัญหา

ด้านการกำหนดอายุ (1)

 

ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ดิฉันในนามของที่ปรึกษาสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้แก่มัคคุเทศก์และบุคคลทั่วไปที่สนใจหัวข้อ “เสน่ห์เชียงใหม่ 725 ปี 25 เจดีย์ที่ควรรู้จัก” ถึง 4 รุ่น

หนึ่งในวัดพื้นที่เป้าหมายที่ต้องพาผู้เข้าอบรมไปทัศนศึกษาก็คือ“วัดอุโมงค์” ซึ่งชาว มช.นิยมเรียกกันว่า “วัดอุโมงค์หลังมอ” แต่ป้ายชื่อวัดเขียนว่า “วัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม” (เนื่องจากยุคสมัยหนึ่ง เจ้าชื่น สิโรรส เคยอาราธนาท่านพุทธทาสภิกขุจากสวนโมกขพลาราม ไชยา มาจำพรรษาที่นี่)

ทว่า คนโบราณเมื่อ 100 กว่าปีก่อนเรียกชื่อวัดนี้แบบเต็มๆ ว่า “วัดอุโมงค์เถรจันทร์” ผ่านไปไม่กี่ทศวรรษ การณ์กลับตาลปัตร ชื่อวัดอุโมงค์เถรจันทร์ได้ถูกยกไปให้ใช้เรียกวัดอีกแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางเวียงแทน ซึ่งเดิมเคยเรียกวัดนั้นว่า “วัดอุโมงค์อารยมณฑล” โดยอ้างว่าวัดอุโมงค์ที่กลางเวียงเชียงใหม่ก็มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับพระมหาเถรจันทร์รูปเดียวกันนี้ด้วย

ปัญหาเรื่องความสับสนเรื่องชื่อของวัดยังถือว่าพอทำเนา ไม่หนักหน่วงเท่ากับปัญหาด้านการกำหนดอายุของงานศิลปกรรมสามชิ้นสำคัญในวัดนี้ ได้แก่ 1. พระเจดีย์ขนาดใหญ่ 2. การเจาะช่องอุโมงค์ และ 3. จิตรกรรมฝาผนังภายในอุโมงค์

เมื่อดิฉันบอกแก่ผู้เข้าอบรมว่า เจดีย์องค์นี้น่าจะสร้างขึ้นในสมัยพระญากือนา ร่วมสมัยกับวัดสวนดอก คือสร้างหลังจากที่รับอิทธิพลของสุโขทัยขึ้นมาแล้ว

ผู้เข้าอบรมหลายคนที่เคยค้นข้อมูลจากกูเกิลมาบ้างก็แย้งว่า แล้วทำไมเว็บไซต์ต่างๆ จึงบอกว่า วัดอุโมงค์สร้างมาตั้งแต่สมัยพระญามังรายเล่า?

ครั้นเมื่อดิฉันอธิบายว่า ถึงตัวอุโมงค์ที่มีการเจาะช่อง 6 ช่องนั้น สันนิษฐานน่าจะสร้างขึ้นพร้อมกับจิตรกรรมฝาผนัง คือสร้างสมัยพระญาติโลกราช

ผู้เข้าอบรมก็จะแย้งว่า ทำไมข้อมูลจากเน็ตจึงกล่าวว่า พระญากือนาโปรดให้สร้างวิหารเป็นช่องอุโมงค์เพื่อถวายแด่ “พระมหาเถรจันทร์” พระภิกษุรูปหนึ่งที่พระองค์โปรดเสวนาปสาทะอยู่เนืองๆ ด้วยเล่า

กลายเป็นว่า มุมมองของนักประวัติศาสตร์ศิลปะ ช่างขัดแย้งต่อตำนานเรื่องเล่าไปเสียทั้งหมดหรือเช่นไร

 

 

เจดีย์วัดอุโมงค์รับอิทธิพลจากไหน

เก่าถึงสมัยพระญามังรายได้หรือไม่

ว่ากันตามจริง ดิฉันพยายามไล่ดูมุมมองของปรมาจารย์ด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ หรือด้านสถาปัตยกรรม ผู้เรืองนามหลายต่อหลายท่านว่าจะมีความเห็นต่อเจดีย์วัดอุโมงค์ไปในทิศทางไหนกันบ้าง

พบข้อสรุปว่า นักวิชาการเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แทบจะเพิกเฉยต่อประเด็นด้านตำนาน การที่กล่าวว่า พระญามังรายโปรดให้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเพื่อถวายแด่พระมหากัสสปะ พระภิกษุชาวลังกา โดยให้ชื่อว่า “วัดไผ่ 11 กอ” หรือภาษาบาลีเรียก “เวฬุกัฏฐาราม”

หลายท่านตั้งคำถามว่า สมัยพระญามังราย บริเวณเชิงดอยสุเทพแถวนี้น่าจะเป็นป่ารกชัฏหรือไม่ เกิดอะไรขึ้นที่จู่ๆ พระญามังรายอนุญาตพระภิกษุจากลังกาให้มาสร้างเจดีย์ห่างไกลไร้ร้างผู้คนและชุมชนเช่นนั้น

แถมเป็นเจดีย์ขนาดใหญ่โตมโหฬาร สร้างให้ใครกราบไหว้หรือ? ในขณะที่พระองค์ประกาศว่า ขอให้ลูกหลานของพระองค์และชาวเชียงใหม่ไปนมัสการพระธาตุหริภุญไชยเมืองลำพูน ถือเสมือนสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนา

พระมหากัสสปะชาวลังกาคือใคร? เข้ามาสู่นครเชียงใหม่ได้อย่างไร พระญามังรายอาราธนามาตั้งแต่เมื่อไหร่ พระรูปนี้เคยจำพรรษาที่นครหริภุญไชยมาก่อนหรือไม่ (หมายถึงก่อนที่พระญามังรายจะตีลำพูนแตก) หรือว่าผ่านขึ้นมาทางแคว้นสุโขทัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช?

ข้อสำคัญ คำถามยอดฮิตคือ ใครเป็นคนเขียนตำนาน หลักฐานที่พบเก่าสุดในขณะนี้คือคัมภีร์ใบลานอายุ จ.ศ.1000 หรือ พ.ศ.2181 ราวเกือบ 400 ปีที่ผ่านมานี้ ส่วนต้นฉบับดั้งเดิมนั้น ยังไม่สามารถสืบสาวราวเรื่องได้ว่าเก่าสุดถึงยุคไหน

ถือว่าวัดอุโมงค์แห่งนี้ยังดี ที่มีเรื่องราวบันทึกไว้ในคัมภีร์ใบลานอยู่บ้าง ว่าเดิมชื่อวัดไผ่ 11 กอ และสร้างโดยพระญามังราย ในขณะที่วัดอุโมงค์อีกแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่กลางเวียง ยังไม่พบหลักฐานด้านคัมภีร์ใบลานใดๆ เลย

มีแต่มุขปาฐะจากคนในละแวกวัดเล่าสืบต่อกันมาว่า วัดแห่งนั้นสร้างโดยกษัตริย์สามสหายคือพระญามังราย พระญางำเมือง และพระญาร่วง (พ่อขุนรามคำแหงมหาราช) ในช่วงที่กำลังเริ่มสถาปนานครเชียงใหม่

 

 

 

หากเป็นจริงตามนี้ ดิฉันถือว่าน่าตื่นเต้นมาก ในวาระที่นครเชียงใหม่อายุครบ 725 ปี เราไม่หลงเหลือเจดีย์องค์ไหนที่มีอายุเก่าแก่ถึงสมัยพระญามังรายอีกเลย เจดีย์เหลี่ยมที่เวียงกุมกามก็ถูกดัดแปลงในสมัยรัชกาลที่ 5 ให้กลายเป็นศิลปะพม่า เจดีย์ที่วัดเชียงหมั้นวัดแห่งแรกที่พระญามังรายสร้างก็ถูกครอบใหม่

หากเราพิสูจน์ได้ว่า เจดีย์ทั้งที่วัดอุโมงค์สวนพุทธธรรม และทั้งที่วัดอุโมงค์เถรจันทร์กลางเวียงนั้น มีอายุเก่าแก่จริงถึงสมัยพระญามังราย ดิฉันเชื่อว่าจะสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ชาวเชียงใหม่เป็นอย่างยิ่ง

ประเด็นด้านรูปแบบสถาปัตยกรรม คือสิ่งที่ควรวิเคราะห์ ไม่ถึงกับคัดง้างต่อด้านตำนาน นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ศิลป์เกือบทุกท่านกำหนดอายุรูปแบบเจดีย์วัดอุโมงค์ไว้คร่าวๆ ว่า สร้างในช่วงต้นล้านนา ระหว่างสมัยพระญามังรายถึงพระญากือนาอย่างแน่นอน แต่มักจะวางน้ำหนักไปที่สมัยพระญากือนามากกว่า

ด้วยเห็นว่า เป็นเจดีย์ทรงลังกาผสมพุกาม ซึ่งสมัยพระญากือนานั้นทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์สายรามัญวงศ์ ที่พระมหาสุมนเถระนำขึ้นมาจากเมืองพัน (เมาะตะมะ) ผ่านสุโขทัย

รูปแบบเจดีย์วัดอุโมงค์ มีหลายสิ่งที่เราไม่พบในเจดีย์ทรงระฆังทั้งของสุโขทัยและแม้แต่ในลังกาเอง หากกลับไปพบในกลุ่มเจดีย์สายพุกามที่รับอิทธิพลทรงระฆังจากลังกามาแล้วทอดหนึ่ง แล้วปรับปรุงคลุกเคล้าองค์ประกอบใหม่ให้เป็นอัตลักษณ์เฉพาะของศิลปะพุกาม

 

กลิ่นอายของศิลปะพุกาม ที่ปรากฏอยู่ในเจดีย์วัดอุโมงค์มีดังนี้

1. ส่วนของฐานกลีบบัวในแต่ละชุดจัดวางกลีบซ้อนกัน 2 ชั้น เรียงลดหลั่นจากใหญ่ไปหาเล็กทั้งหมด 3 ชุด ซึ่งไม่เคยปรากฏแบบแผนนี้ในศิลปะสุโขทัยหรือในลังกามาก่อนเลย

2. ฐานหน้ากระดานมีการเซาะร่องลึกเป็นกรอบรูปสี่เหลี่ยมซ้อนชั้นลึกลงไป เรียงรายโดยรอบ อันเป็นรูปแบบของฐานหน้ากระดานในศิลปะพุกาม ทวารวดี และหริภุญไชย

3. การคาดรัดปะคดหรือเข็มขัดที่องค์ระฆัง ก็เป็นอีกหนึ่งจุดสังเกตว่ารูปแบบเช่นนี้ไม่มีในสายสุโขทัย-ลังกา แต่เป็นอิทธิพลของศิลปะอินเดียสมัยปาละที่ส่งให้กับศิลปะพุกามและหริภุญไชย

4. ส่วนที่ยังเป็นปริศนาคือ บัลลังก์สี่เหลี่ยมเหนือองค์ระฆัง มีการทำตัว “หน้ากาล” หรือ “ราหู” ตามมุมทั้ง 4 พร้อมกับทำตัว “มอม” สัตว์เลื้อยคลานตาพองผสมสิงห์ไว้ที่ฐานบัลลังก์สี่มุม นักวิชาการสงสัยว่า ประติมากรรมเหล่านี้ ทำขึ้นพร้อมกับการสร้างเจดีย์ตั้งแต่แรกเลย หรือว่าช่วงที่มีการบูรณะภายหลังได้มีการเอาประติมากรรมหน้ากาลกับมอมมาใส่เพิ่ม

และใครควรจะเป็นคนซ่อม เมื่อไหร่ อย่างไร ชาวพม่า? จึงได้เอารูปหน้ากาล-ราหู มอม มาใส่ในจุดล้อมบัลลังก์สี่เหลี่ยมนั้น

5. ส่วนที่เป็นปริศนายังไม่หมด ปลียอดตอนบนสุด ทำไมจึงเป็นปลียอดแบบ “ปัทมบาท” คือเป็นปลีคว่ำ-ปลีหงายประกบกัน แบบศิลปะพม่าหลังยุคพุกามแล้ว

หากมีการซ่อมแซมภายหลังจริง (หมายถึงทั้งส่วนของบัลลังก์และปลียอด) ควรซ่อมในยุคไหน จะใช่ราว พ.ศ.2108 ช่วงที่เชียงใหม่เสียเมืองให้แก่พม่าได้หรือไม่ เพราะเป็นห้วงเวลาที่เมืองยังไม่ร้างผู้คน โคลงมังทรารบเชียงใหม่ยังพรรณนาถึงชื่อวัดอุโมงค์นี้อยู่

เพราะหากหลังจากนั้นอีกหนึ่งศตวรรษ แทบไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ในเมืองเชียงใหม่อีกแล้ว กลายเป็นที่สิงสถิตของสิงสาราสัตว์ ต้นไม้ขึ้นรกชัฏ

และยิ่งสมัยรัชกาลที่ 5 ยุคที่ชาวพม่ามาเป็นเฮดแมนรับจ้างชาวอังกฤษทำสัมปทานป่าไม้ รูปแบบที่พวกคหบดีพม่านิยมนำมาใช้บูรณะเจดีย์ก็จะเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง คือเต็มไปด้วยการติดกระจกสีแวววาว ขยายส่วนฐานใหญ่มาก ประดับมนุษย์สิงห์ หม้อดอก สถูปิกะ ตามมุมฐานชั้นต่างๆ จะไม่ใช่รูปแบบที่เรียบเกลี้ยงเช่นเจดีย์วัดอุโมงค์นี้

ข้อมูลอีกประการหนึ่งที่ควรหยิบยกมาพิจารณาร่วมกันนั่นคือ ภายในเจดีย์วัดอุโมงค์ที่นี้ เคยมีช่องให้เดินเข้าไปข้างในกรุเจดีย์ได้ ตอนกลางมีแผ่นหิน 6 ก้อนประกบกันเหมือนลูกเต๋า แต่ละด้านเขียนภาพจิตรกรรมบนแผ่นหินด้วยสีแดงชาดปิดทองคำเปลวสุกปลั่ง บางด้านเป็นรูปอดีตพุทธ 28 พระองค์ บางด้านเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประทับหว่างกลางอัครสาวกซ้ายขวา คล้ายจิตรกรรมที่พบในพุกาม

น่าเสียดายที่กรมศิลปากรได้โบกปูนปิดช่องทางเข้ากรุเจดีย์นั้นเสียแล้ว โดยที่ไม่มีใครจะมีโอกาสได้ศึกษาภาพจิตรกรรมในกรุเจดีย์นั้นได้อีก

 

ถามว่าแล้วอิทธิพลของศิลปะสุโขทัยที่เจดีย์วัดอุโมงค์มีบ้างไหม เท่าที่เห็นอย่างเด่นชัดคือ การทำเทวดา 16 องค์ประดับรอบเสาหาน (หรรมิกา) หรือคอระฆัง แต่รูปแบบเทวดาและเครื่องทรงก็ดูใหม่กว่าตัวองค์สถูปซึ่งเป็นยุคสมัยล้านนาตอนต้น แสดงว่าต้องมีการบูรณะรูปเทวดาภายหลัง อาจในสมัยพระเจ้าติโลกราช ทำให้ชวนตั้งคำถามได้อีกว่า ก่อนหน้าที่จะเป็นรูปเทวดานั้น ตำแหน่งดังกล่าวจะเป็นพระลีลาได้หรือไม่

เมื่อประมวลจากรูปแบบศิลปะ พบว่าภาพรวมค่อนข้างหนักไปทางศิลปะพุกามมากกว่าศิลปะลังกา

ปริศนาชวนขบคิดก็คือ หากเจดีย์องค์นี้สร้างโดยพระมหากัสสปะ ชาวลังกาจริง ไฉนจึงไม่ใช้รูปแบบศิลปะลังกาในแผ่นดินที่ท่านคุ้นเคยมาสร้างแบบเต็มๆ หรืออย่างน้อยควรเป็นศิลปะแบบสุโขทัยก็ยังดี

แสดงว่าคนที่สร้างเจดีย์วัดอุโมงค์ ควรจะเป็นใครสักคนที่มีความผูกพันกับแผ่นดินพุกามค่อนข้างมาก จึงได้เลือกใช้รูปแบบศิลปะพุกามมาถ่ายทอดผ่านมหาสถูป ว่าแต่ว่าเขาผู้นั้นคือใคร เมื่อไหร่ สมัยใด จะเก่าถึงยุคพระญามังรายจริงหรือไม่

ได้แต่เสียดายที่เราไม่มีโอกาสได้พิสูจน์อายุของจิตรกรรมฝาผนังด้านในกรุเจดีย์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...