โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“PVD” เป็นทั้ง “สวัสดิการ” & “การลงทุน”...ที่ให้ “ผลประโยชน์” รอบด้าน !!!

Wealthy Thai

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 19 ธ.ค. 2567 เวลา 02.15 น. • นริสรา ชัยวัฒนะ

Where2put Ur Money: ในช่วงปลายปีแบบนี้ นอกจากการจัดสรรเงินลงทุนสำหรับซื้อกองทุน SSF RMF และ TESG เพื่อลดหย่อนภาษีแล้ว การวางแผนการลงทุนใน “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” หรือ Provident Fund: PVD” ก็เป็นสิ่งสำคัญที่เพื่อนๆ วัยทำงานไม่ควรมองข้ามกัน
เนื่องจากการลงทุนใน “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ถือว่าให้ประโยชน์กับเราแบบรอบด้าน เปรียบเสมือนการยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว ในบทความนี้ “ไทร” จะมาสรุปประโยชน์ต่างๆ ที่เราได้รับจาก “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ให้เพื่อนๆ เข้าใจง่ายๆ กันค่ะ

1.สร้าง “ผลตอบแทนทบต้นทันที” ณ วันลงทุน

การลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ไม่ว่าจะซื้อหุ้น กองทุน ตราสารหนี้ ทองคำ หรือคริปโทเคอร์เรนซี เราล้วนแต่ต้องพิจารณาถึง “ผลตอบแทนและความเสี่ยง” เมื่อผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงความผันผวนก็สูงตาม
แต่ทางเลือกการลงทุนอย่างนึงที่ไม่เหมือนใคร และมีความพิเศษมาก ๆ ก็คือ “ลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ซึ่งเป็นการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ “ทันที” ณ วันที่เราลงทุน และเป็นการสร้างผลตอบแทนแบบ “ทบต้น”
เนื่องจากทุกๆ เดือน เราต้องจ่าย “เงินสะสม” เข้า “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ตั้งแต่ 2-15% ของค่าจ้าง ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขตามอัตราที่กำหนดไว้ใน ข้อบังคับกองทุนของแต่ละบริษัท และบริษัทจะส่ง “เงินสมทบ” เข้ากองทุนตั้งแต่ 2-15% ของค่าจ้าง ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับกองทุน
ยกตัวอย่างเช่น เราเลือกลงทุนใน “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ที่ 5% ของค่าจ้างต่อเดือน และบริษัทส่งเงินสมทบที่ 5% ตามเงื่อนไขข้อบังคับของบริษัท หมายความว่า เงินลงทุนของเราจะเติบโตจาก 5% เป็น 10% ทันที ณ สิ้นเดือนที่มีการลงทุน หรือก็คือ “เงินลงทุนก้อนนี้จะเติบโต 1 เท่า ในวันเดียว” ซึ่งไทรคิดว่าในโลกนี้คงไม่มีการลงทุนแบบไหนที่เราจะได้เงินสมทบแบบนี้อีกแล้ว

2.เสริมสร้าง “วินัยในการออม

ปัญหาของใครหลายๆ คน ที่ทำให้การลงทุนสะดุดและไม่ต่อเนื่องก็ คือ “ความไม่มีวินัยในการออม” ซึ่งจะทำให้เราต้องมาปวดหัวในระยะยาวกับชีวิตใกล้วัยเกษียณ โดยเราสามารถบังคับตัวเองให้มีวินัยได้ ด้วยการเลือกออมเงินและลงทุนใน “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ซึ่งตามกฎหมายเราสามารถเลือกลงทุนได้ตั้งแต่ 2-15% ของเงินเดือน

สำหรับคนที่ไม่มีภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากนัก การเลือกลงทุนใน “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ในสัดส่วนตั้งแต่ 10-15% ก็เป็นเรื่องที่ดี ทำให้เงินลงทุนเรางอกเงยได้ไว เป็นเงินก้อนใหญ่ให้กับเราหลังจากเกษียณ ส่วนคนที่มีภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตที่สูงก็ควรลดสัดส่วนการลงทุนให้น้อยลง ควรพิจารณาค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในชีวิตเป็นอย่างแรก แล้วจึงค่อยพิจารณาสัดส่วนเงินลงทุนเป็นอย่างหลัง และในช่วงที่เรามีภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตน้อยลง ก็ค่อยๆ เพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้สูงขึ้น
“เพราะต้องอย่าลืมว่า เราต้องใช้ชีวิตในวัยทำงานให้ราบรื่นและมีความสุขด้วย ไม่ใช่คิดถึงชีวิตในวัยเกษียณอย่างเดียว ‘Work-Save-Life Balance’ สำคัญที่สุดค่ะ”

3.โอกาสสร้าง “ผลตอบแทนยั่งยืน” ในระยะยาว ด้วยการ “จัดเงินลงทุน” ให้เหมาะสม

ปัจจุบัน “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” มีทางเลือกการลงทุนให้กับเราที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น ตราสารหนี้ หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ซึ่งแต่ละบลจ.ที่นำเงินของเราไปลงทุน ก็ล้วนแต่มีกองทุนดีๆ ให้เราได้เลือกลงทุน ซึ่งหน้าที่ของเราก็คือ “การเลือกแผนการลงทุนที่เหมาะสมกับช่วงอายุ”
หากเรายังมี “อายุไม่เยอะ” (ไม่เกิน 35 ปี) การเปิดรับความเสี่ยงเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนระยะยาวได้ดี อย่าง กองทุนหุ้นต่างประเทศ กองทุนหุ้นโลก กองทุนหุ้นสหรัฐฯ ก็ค่อนข้างมีความเหมาะสม เนื่องจากสินทรัพย์เหล่านี้สามารถคาดหวังผลตอบแทนได้ในระดับ 10% ต่อปี สำหรับการลงทุนระยะยาว 5-10 ปี
และ หากเราเริ่ม “ใกล้วัยเกษียณมากขึ้น” (อายุ 45 ปี ขึ้นไป) ข้อจำกัดของเราคือ “ระยะเวลาการลงทุนที่น้อยลง” ดังนั้นการลงทุนในกองทุนหุ้นเป็นหลัก จะไม่ได้มีความเหมาะสมนัก เพราะอาจจะทำให้เราไมเกรนขึ้นได้เวลาที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงมาแรงๆ
“ดังนั้น ในช่วงอายุนี้ เราควรต้องปรับให้เงินลงทุนส่วนใหญ่หรือทั้งหมดของเรา ไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ที่มีความปลอดภัย แม้จะคาดหวังผลตอบแทนได้น้อยลงเหลือประมาณ 2% ต่อปี แต่มั่นใจได้ว่าเงินลงทุนของเราจะไม่ติดลบ”

4.สามารถนำไป “ลดหย่อนภาษีได้”

ผลประโยชน์ต่อสุดท้าย นอกจากผลตอบแทนต่างๆ จากการลงทุนแล้ว “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ด้วย โดย “เงินสะสม” ที่เรานำส่งเข้ากองทุนในแต่ละปี “สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง” สูงสุด ‘ไม่เกิน 15%’ ของรายได้ และเมื่อรวมกับเงินออมเพื่อการเกษียณอายุประเภทอื่น เช่น RMF SSF หรือเบี้ยประกันบำนาญแล้ว ต้อง “ไม่เกิน 500,000 บาท” ซึ่งเงินค่าลดหย่อนนี้จะหักออกจากรายได้ทั้งปี ซึ่งจะทำให้เหลือเงินได้สุทธิน้อยลง ทำให้เราเสียภาษีน้อยลงไปด้วยนั่นเอง
จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมด “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ถือว่าเป็นสวัสดิการ และการลงทุนประเภทนึงที่ให้ผลประโยชน์รอบด้าน ทั้ง “ผลตอบแทนจากเงินสมทบ ที่เราได้ผลตอบแทนทันที ณ วันลงทุน” “ผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ”แถมยัง “สามารถนำไปลดหย่อนภาษี” ได้ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการ “สร้างวินัยการออมเงิน อย่างต่อเนื่อง” ถือว่าเป็นทางเลือกการลงทุนที่ “ทำน้อย” แต่ได้มากจริงๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...