โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคมสูงวัย: โอกาสหรือวิกฤต? มองผ่านมุมมองของ Young Happy

LINE TODAY

เผยแพร่ 06 ม.ค. 2568 เวลา 05.00 น.
คุณชาคริต พรหมยศ LINE TODAY: PEOPLE OF TODAY

ในวันที่สังคมไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นจนก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์" คำถามสำคัญที่ตามมาคือ เราจะทำอย่างไรให้ผู้สูงวัยในสังคมมีความสุข รู้สึกมีคุณค่า และสามารถพึ่งพาตนเองได้

นี่คือภารกิจหลักของทุกคนใน Young Happy คอมมูนิตี้สร้างสุขให้ผู้สูงวัยรู้สึกมีคุณค่า และพึ่งพาตัวเองได้ ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ

คุณชาคริต พรหมยศ LINE TODAY: PEOPLE OF TODAY บุคคลที่มีความโดดเด่นด้าน Social Movement in Aging Society จากความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อพัฒนาสังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย ผู้ก่อตั้ง Young Happy ที่ ริเริ่มสร้างคอมมูนิตี้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ จากจุดเริ่มต้นที่มาจากความตั้งใจของลูกที่อยากดูแลพ่อแม่วัยเกษียณ และได้มองเห็นปัญหาที่คนรุ่นใหม่อาจมองข้าม แต่กลับส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อจิตใจและชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุ

แรงบันดาลใจของ Young Happy

“ผมเป็นลูกคนเดียวที่ถูกปลูกฝังแนวคิดการเป็นเจเนเรชั่น Y ที่ว่าคนที่ดีของสังคม ต้องเรียนให้เก่ง ทำงานให้ดี เก็บเงิน มีบ้าน มีรถ ดูแลพ่อแม่ เป็นสูตรสำเร็จของคนเจเนชั่นนั้นที่ชีวิตต้องเป็นแบบนี้ ใครทำได้แบบนี้คือตายตาหลับ

“ผมเองก็พยายามเป็นคน ๆ นั้น พอพ่อเกษียณก็ให้พ่ออยู่บ้าน มีผมดูแล แต่พอผ่านไป 1 ปีก็เห็นความเปลี่ยนแปลง พ่อเริ่มเบื่อ เหงา และซึมเศร้าตามมา ก็เลยรู้สึกว่าคนเราจะเกษียณไปทำไม ถ้าเกษียณแล้วเป็นแบบนี้ ผมจะช่วยอะไรได้บ้าง ก็เลยไปศึกษาเกี่ยวกับปัญหาผู้สูงอายุ และพบว่าสังคมสูงวัยในเขตเมือง เดินมา 3 คน 1 ในนั้นกำลังเหงาอยู่ สิ่งที่น่ากลัวของความเหงาก็คือมันมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ไม่มีทางรู้ว่าพ่อแม่เราเค้ารู้สึกอย่างไร

“องค์กรอนามัยโลกเคยเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับความเหงาไว้ว่า ความเหงาอันตรายพอ ๆ กับการสูบบุหรี่วันละ 15 มวน ปี ๆ หนึ่งประเทศไทยต้องเสียงบประมาณด้านเศรษฐกิจกับเรื่องนี้จำนวนมหาศาล ผมก็เลยศึกษาปัญหาของสังคมสูงวัยอย่างจริงจังและกลายเป็น Young Happy จนถึงทุกวันนี้

ปัญหาของสังคมสูงวัยในปัจจุบัน

“เราจัดสังคมสูงวัยเป็น 3 สี คือ เขียว เหลือง และแดง คนทั่วไปเวลาพูดถึงผู้สูงอายุ ก็จะมองว่าเป็นคนแก่ติดบ้าน ติดเตียง ให้นิยามตรงนี้ว่าคือกลุ่มสีแดง แต่จริง ๆ แล้วสัดส่วนของผู้สูงอายุกลุ่มสีแดงนี้ มีไม่ถึง 2% ของจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมดด้วยซ้ำ

“กลุ่มผู้สูงอายุที่มากที่สุดตอนนี้คือกลุ่มสีเขียว มีประมาณ 96% เป็นกลุ่มที่ช่วยเหลือตัวเองได้ พึ่งพาตัวเองได้ กลุ่มสีเหลืองคือกลุ่มที่จำเป็นต้องมีคนดูแล ไม่ว่าจะดูแลโดยลูกหลานหรือบริการจากภาครัฐก็ตาม ส่วนกลุ่มสีแดงคือกลุ่มที่ต้องมีคนดูแลอย่างใกล้ชิด ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

“Young Happy อยากให้ผู้สูงอายุทุกคนอยู่ในกลุ่มสีเขียวให้มากและนานที่สุด ถ้าผมโชคดีผมก็อยากจะแก่ไปแบบสีเขียวให้นานที่สุด อยู่ในกลุ่มสีเขียวตั้งแต่อายุ 60 ไปยันอายุ 80 จากนั้นไม่นานก็ตายเลย ไม่ต้องทรมาน ไม่ต้องเป็นภาระใคร ผมอยากทำสิ่งแบบนี้ให้เกิดขึ้นกับสมาชิกทุกคนใน Young Happy ก็สร้างคอมมูนิตี้ให้ผู้สูงอายุได้มีความสุข ได้สนุก มีคุณค่า และพึ่งพาตัวเองได้ ซึ่งเป็นผลลัพธ์และความตั้งใจของทุกคนในทีม Young Happy

“ปัจจุบัน Young Happy มีสมาชิกทั่วประเทศกว่า 60,000 คน ส่วนใหญ่อยู่ในเขตเมือง เราเป็นคอมมูนิตี้สำหรับผู้สูงอายุให้ได้มาเติมความฝันในวัยเกษียณ ให้ไม่เหงา ส่วนหนึ่งที่เราทำคือการป้องกันความเหงา ผ่านกิจกรรม Live Long Learning เรียนรู้ เพิ่มพลัง ส่งเสริมในเรื่องที่ผู้สูงอายุสนใจ

“เรื่องที่ผู้สูงอายุสนใจหลัก ๆ ในตอนนี้คือ เทคโนโลยี สุขภาพ การออกกำลังกาย และการเงิน เรามีจัดอบรม ทำกิจกรรมต่าง ๆ มากมายเกือบทุกวันเพื่อให้ผู้สูงอายุที่สนใจได้เข้าร่วม มีทั้งแบบออนไลน์และไปตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้สูงอายุทุกคนได้มาร่วมกิจกรรม ได้มาแสดงพลัง แสดงความสามารถ ได้มาเจอเพื่อนใหม่ เพื่อให้รู้สึกว่าถึงจะเป็นผู้สูงอายุแต่ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

“ความคาดหวังของเราคือ สมาชิกทุกคนเป็นคนที่มีนิสัยการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทันยุค ทันสมัย เวลามีอะไรใหม่ ๆ ก็ตามทัน มีความมั่นใจในการใช้ชีวิต เราคาดหวังว่า 80% ของคนที่เป็นสมาชิก จะสามารถเป็นแบบนี้ได้ ส่วนที่เหลืออาจจะเป็นได้มากกว่านั้น คือกลายเป็นนักเปลี่ยนแปลงสังคม ทำประโยชน์ให้กับสังคมได้ หรือเป็น Inspirer เป็นผู้ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้สูงอายุคนอื่น ๆ ว่าไม่ว่าจะสูงวัยแค่ไหนสามารถสนุก มีคุณค่า และพึ่งพาตัวเองได้”

สังคมสูงวัย..ทุกคนต้องเจอ

“ในอนาคตทุกคนต้องเข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุ ในชีวิตนี้..เราต้องเจอปัญหาสังคมผู้สูงอายุ 2 ครั้ง ครั้งแรกคือวันที่พ่อแม่เราแก่ และครั้งที่ 2 คือวันที่เราแก่เอง ดังนั้น Young Happy จึงต้องการดึงการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ให้น้อง ๆ คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาเป็นอาสาสมัครในการดูแลให้ความช่วยเหลือพี่ ๆ ผู้สูงอายุ

“ทุกคนรู้ว่าตัวเองต้องแก่ แต่เมื่อถึงวันนั้นจะดูแลตัวเองยังไง ถ้ามีคนในครอบครัวที่เป็นคนสูงวัยจะมีวิธีการรับมือยังไง วิธีการคือให้น้อง ๆ อาสาสมัครได้สวมรองเท้าของพี่ ๆ สูงอายุ บางครั้งเราไม่เข้าใจหรอกว่าใส่รองเท้าที่มันเล็กมาก ๆ แล้วมันคับแค่ไหน การให้น้อง ๆ ไปเจอ ได้ไปทำกิจกรรมกับพี่ ๆ ผู้สูงอายุ ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ได้สื่อสารกัน ต้องพูดแบบไหน ฟังยังไงให้เข้าใจ บางครั้งผู้สูงอายุก็ไม่ได้ต้องการคนมาคุยด้วย เค้าแค่ต้องการคนฟังเรื่องของเค้า เราจะรับมือยังไงเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น น้อง ๆ ก็จะมาอบรม มาทำความเข้าใจ มาทำงานจริง มาเจอเคสจริง ๆ เจอบรรยากาศจริง ๆ สอนจริงเพื่อทำความเข้าใจผู้สูงอายุให้มากขึ้น”

ค่านิยมของคำว่ากตัญญูในปัจจุบัน

“คนรุ่นก่อน คน GEN X, GEN Y ถูกปลูกฝังมาว่าต้องกตัญญู ดูแลพ่อแม่ ถ้าย้อนกลับไปรุ่นพ่อแม่ของคน GEN X, GEN Y คือคน GEN Baby Boom หรือ GEN X ตอนต้น คนกลุ่มนี้เติบโตขึ้นมาในจังหวะที่ประเทศกำลังไปได้ดี เศรษฐกิจดี ทุกอย่างดี ฝากเงินเข้าแบงก์ก็ได้ดอกเบี้ยเยอะแยะแล้ว อะไร ๆ ก็ง่ายในการใช้ชีวิตไปหมด หาเงินง่าย ค้าขายง่าย สร้างเนื้อสร้างตัวไม่ได้ยากเท่าสมัยนี้ ดูแลตัวเองก็ง่าย ดูแลพ่อแม่ก็ง่าย ทุกอย่างมันถูกทำให้เป็นแบบนั้น

“แต่เมื่อสภาวะเศรษฐกิจมันเปลี่ยนไป GEN Y เป็นคนที่โดนแนวคิดเหล่านั้นกดทับพอดี เศรษฐกิจก็ตกต่ำลง แต่แนวคิดแบบนั้นมันถูกปลูกฝังไปแล้ว เหมือนโปรแกรมที่ถูกติดตั้งมานานแล้ว คำถามคือจะทำอย่างไรให้โปรแกรมนั้นสามารถดำเนินต่อไปได้

“คน GEN Y เอง ก็ต้องอัปเดตตัวเองให้ไวเหมือนกัน ต้องยอมรับว่าทำในส่วนที่ทำได้ บางคนถึงกับรู้สึกผิดกับตัวเอง มองตัวเองว่าเป็นลูกที่ไม่ประสบความสำเร็จ ดูแลพ่อแม่ไม่ได้ ผมเองก็เคยคิดแบบนั้น แต่อย่าลืมว่าถ้าทุกคนคิดแต่ จะดูแลข้างหลัง ประเทศก็จะไม่มีทางไปข้างหน้าได้

“ตอนนี้คนรุ่นใหม่ ก็คิดตั้งคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้ได้ดีเหมือนกัน ถ้าคนรุ่นใหม่ต้องมา นึกถึงคนข้างหลังตลอดเวลา แล้วตัวเขาเองจะเดินไปข้างหน้ายังไง ทุกอย่างมันไม่ได้ง่ายเหมือนเมื่อก่อน การแข่งขันก็สูง เศรษฐกิจก็ไม่ดี ทุกอย่างมันยากไปหมด แล้วจะสร้างสมดุลตรงนี้ยังไง

“ผมรู้สึกว่าความกตัญญูควรถูกปรับให้มีสมดุลที่มากกว่านี้ อย่าใช้คำว่าความกตัญญูพร่ำเพรื่อ บางคนก็โดน ความกตัญญูกดทับ คนเราเติบโตมามีได้ไม่เท่ากัน บางครอบครัว พ่อแม่จัดเต็มใส่มาให้เยอะ ลูกก็ได้รับความรัก ได้อะไรมาเต็มที่ก็อยากคืนกลับไปให้มากกว่า แต่บางบ้านไม่ได้ให้อะไรมาเลย หรือให้มาไม่เยอะ แต่เรียกร้องเยอะ ต้องยอมรับว่ามันมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริง ๆ

“ค่านิยมในสังคมเรื่องความกตัญญู เป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยกัน แต่ต้องบอกก่อนว่าไม่ง่าย เป็นประเด็นที่ค่อนข้างอ่อนไหว และไปกระทบกับคนในทุกเจเนเรชั่น พ่อรุ่นแม่เขาถูกปลูกฝังมาแบบนี้ ก็คาดหวังต่าง ๆ นานา เขายอมลงทุนไปแล้ว ยอมมีลูกเยอะ ยอมเหนื่อยเยอะ ๆ เพื่อวันหนึ่งลูกจะมาเลี้ยง มาดูแล ลงทุนและคาดหวังแบบนี้ไปแล้ว แล้ววันหนึ่งมันบอกว่าสิ่งที่ลงทุนไป มันไม่ออกดอกออกผลอะไรเลย ก็ไม่ผิดที่เขาก็รับไม่ได้

เส้นทางใหม่ของความกตัญญูและการดูแลตัวเอง

“ตอนที่ Young Happy เพิ่งเริ่ม เราก็ใช้คอนเซ็ปต์คล้ายกับการพัฒนาประเทศด้านสังคมสูงวัยของประเทศเราตอนนี้ คือการสงเคราะห์ แต่หลังจากนั้นพอรู้ปัญหา มีแนวทางที่ชัดเจนขึ้น ก็เปลี่ยนจากการสงเคราะห์มาเป็นการส่งเสริมหรือการให้พลัง (Empowering) แทน คือไม่มองว่าผู้สูงอายุเป็นกลุ่มผู้เปราะบาง (Vulnerable)

“ทุกวันนี้ผู้สูงอายุมักจะถูกจัดอยู่กลุ่มผู้เปราะบาง พออายุ 60 ปี ต้องอ่อนแอ ต้องมีคนดูแล มีคนซัปพอร์ต ขณะที่ถ้ามองไปที่ประเทศญี่ปุ่น ความคิดแบบนี้ในฝั่งญี่ปุ่นจะแทบไม่มีเลย ผู้สูงอายุทุกคนในญี่ปุ่นต้องพึ่งพาตัวเองได้ เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติของคนญี่ปุ่น ทุกคนไม่ว่าเด็กหรือคนสูงวัยต้องดูแลตัวเอง

“บ้านเราตอนนี้เหมือนอยู่ตรงกลางพอดี อยู่ในเจเนชั่นที่จะเปลี่ยนผ่านพอดี ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ทุกคนคิดเห็นตรงกันในเรื่องนี้ ดังนั้นต้องสร้างทางใหม่ มีผู้สูงอายุพันธุ์ใหม่ที่สามารถดูแลตัวเองได้ จัดการตัวเองได้ จริง ๆ ตอนนี้ก็เริ่มมีคนบางส่วนที่ดูแลพ่อแม่ในรูปแบบนี้เหมือนกัน เราไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินฝั่งไหนดี ฝั่งไหนถูกหรือผิด แต่เรามาเสนอทางใหม่ไปเลยดีกว่า แล้วให้สังคมไปขบคิดกันเอง

“สุดท้ายมันไม่ได้มีคำตอบกับเรื่องนี้ที่ชัดเจนเท่าไหร่ จะไปบอกให้ลูกกตัญญู ถ้าลูกย้อนถามกลับมาว่าพ่อแม่ดูแลดีแค่ไหน สมัยก่อนมันไม่มีตัวเปรียบเทียบมากนัก สมัยนี้ทุกอย่างอยู่ในโลกออนไลน์ ตัวเปรียบเทียบมากมาย ข้อจำกัดก็มากมาย พอเปรียบเทียบเยอะ ก็เห็นความแตกต่างที่ชัดเจน

“รุ่นพ่อรุ่นแม่เองก็เช่นกัน มาถึงตอนนี้การพึ่งพาคนอื่นแม้กระทั่งลูกตัวเองอาจไม่ใช่ทางที่ดีเสมอไป จริง ๆ ก็เริ่มเห็นบ้างแล้วว่าผู้ใหญ่ยุคนี้บางคนก็ไม่ได้หวังพึ่งลูก-หลานแล้ว ผู้สูงวัยบางคนอยากจะดูแลตัวเองมากกว่า ผมเชื่อว่าในสังคมเราเริ่มปรับวิธีคิดให้ต้องงดูแลตัวเองให้ได้ ไม่เป็นภาระใคร ไม่พึ่งพาใคร ทำยังไงจะแข็งแรงให้ได้นานที่สุดเริ่มมีมากขึ้นแล้ว คนเริ่มวางแผนมากขึ้น ทั้งในเรื่องของสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิตใจ และการเงิน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จริงจังมากขึ้นแล้ว และ Young Happy เองก็กำลังทำให้ผู้สูงอายุเป็นแบบนั้น เป็นแบบที่สามารถสนุกได้ มีความสุขได้ มีคุณค่าในตัวเองได้ และพึ่งพาตัวเองได้”

ประเทศไทยกับการเป็นสังคมสูงอายุแบบบริบูรณ์

“ถ้าเทียบกับอาเซียน เมืองไทยไม่ได้เป็นสองรองใครเลยในเรื่องโซลูชั่นการรองรับสังคมสูงวัย ต้องบอกว่าเราค่อนข้างทำได้ดีในแง่ของสุขภาพ บ้านเรามีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่รองรับเรื่องการเจ็บป่วย แต่ในมิติอื่น ๆ อย่าง สิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ เป็นเรื่องที่อต้องพัฒนากันอีกต่อไป

“ด้านสิ่งแวดล้อม ทุกวันนี้สภาพแวดล้อมในบ้านเราไม่ค่อยเอื้อต่อสังคมสูงวัย เช่น การเดินทาง การดีไซน์พื้นที่ต่าง ๆ ยังไม่เอื้อกับการเป็นสังคมสูงอายุ ในบ้านเราทางเดินเท้าค่อนข้างจำกัด ไม่ค่อยมีพื้นที่ให้สามารถเดินได้อย่างสะดวกและปลอดภัย ถ้าเทียบกับญี่ปุ่น ทำไมผู้สูงอายุญี่ปุ่นถึงแข็งแรง เพราะบ้านเมืองเค้าเดินได้สะดวกและปลอดภัย ทำให้คนเดินกันเยอะ ออกกำลังกายกันเป็นประจำก็แข็งแรงมากขึ้น ไม่เจ็บ ไม่ป่วยง่าย จริง ๆ บ้านเราเองก็เริ่มตระหนักรู้ในเรื่องนี้แล้ว แต่อาจจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก

“ด้านสังคม คือการเป็นสังคมสูงวัย สิ่งสำคัญต้องมีพื้นที่ให้ได้มาแลกเปลี่ยนกัน ตอนนี้ต้องบอกว่าพื้นที่ส่วนกลางในบ้านเรามีค่อนข้างจำกัด จะทำอย่างไรให้มีพื้นที่ส่วนกลางมากขึ้น ที่สำคัญคือต้องเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่ปลอดภัย และไม่ทำให้โดดเดี่ยว แปลกแยก มีกิจกรรมให้เกิดการมีส่วนร่วมของคนทุกวัยด้วย

“ด้านเศรษฐกิจ บ้านเรามีการจ้างงานผู้สูงอายุ แต่ยังเป็นงานที่ต้องใช้แรงงานอยู่ ซึ่งอาจจะไม่ได้เหมาะกับผู้สูงอายุเท่าไหร่นัก หรือที่เห็น ๆ กันส่วนมากก็มักจะเป็นข่าวมากกว่า เรียกว่าในด้านเศรษฐกิจยังไม่ค่อยเกิดขึ้นมากนักในบ้านเรา แต่ถือว่าเป็นไปในทิศทางที่ดี เพราะตอนนี้ทุกคน ทุกภาคส่วนเห็นปัญหาเหล่านี้ แต่ยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน

“ในมุมของคนที่ทำงานกับผู้สูงอายุ Young Happy ก็อยากผลักดันให้ทั้ง 4 มิติ (สุขภาพ สิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ) ถูกพัฒนาให้ทั่วถึงและถ้วนหน้า บางสวัสดิการมีก็จริงแต่ไม่ทั่วถึงและถ้วนหน้า เช่น การปรับบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ไม่ค่อยมีใครรู้ว่าภาครัฐมีงบประมาณตรงนี้ให้เป็นจำนวนเงินไม่เกิน 40,000 บาทเพื่อปรับบ้านให้เหมาะกับการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ กลายเป็นว่าเรื่องนี้กระจายไม่ทั่วถึง เพราะคนไม่รู้ จุดบอดคือการเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้

“ดังนั้นควรต้องมีศูนย์กลางในการจัดการเรื่องนี้ คือถ้ามองว่าเป็นวิกฤต เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขและพัฒนาก็ควรมีศูนย์กลางในการจัดการที่มีอำนาจ ทุกวันนี้ทุกอย่างกระจายกันหมด ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างคิด ไม่มีการรวมศูนย์ ทำให้ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันค่อนข้างยาก”

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...