เจาะประเด็น นิสสัน ควบรวม ฮอนด้า จากวิกฤตและภัยคุกคาม สู่การร่วมตัวสุดแกร่ง
วิเคราะห์ประเด็น นิสสัน ควบรวมกิจการกับ ฮอนด้า เผยต้นตอวิกฤตยอดขาย กำไรร่วง หนี้สินมหาศาล ซ้ำภัยคุกคามที่กังวล นำไปสู่การรวมตัวครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมรถยนต์โลก
นิสสัน (Nissan) ผู้มีเป็นหนึ่งในแบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่นชื่อดัง เผชิญกับยอดขายที่ลดลงในตลาดใหญ่ ๆ ซึ่งกระทบต่อผลกำไรอย่างมีนัยสำคัญ โดยครั้งสุดท้ายที่นิสสันเผชิญวิกฤตเช่นนี้คือเมื่อ 25 ปีที่แล้ว ซึ่งผ่านพ้นวิกฤตไปได้ ด้วยการที่ เรโนลต์ (Renault) บริษัทรถยนต์สัญญาติฝรั่งเศส เข้าสนับสนุนทางการเงินด้วยการซื้อหุ้น
ทว่า นิสสันก็กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่และต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดอีกครั้ง และอาจร่วงสู่วิกฤตตามรอยเมื่อ 25 ปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม นิสสันได้ การประกาศเซอร์ไพรส์ว่าจะควบรวมกิจการเข้ากับ ฮอนด้า (Honda) อีกทั้งอาจดึง มิตซูมิชิ (Mitsubishi) เข้าร่วมด้วย
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ได้กลายเป็นที่จับตามองไปทั่วอุตสาหกรรมยานยนต์ และตลาดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทั่วโลก แล้วที่มาที่ไปของเรื่องนี้เป็นอย่างไร เราจะมาติดตามไปพร้อม ๆ กัน
ยอดขายตกต่ำ
นิสสันมียอดขายลดลงอย่างต่อเนื่องในตลาดสำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน และสหรัฐ โดยสหรัฐ คือตลาดที่สำคัญที่สุดของบริษัท โดยปัจจัยสำคัญของการตกต่ำนี้เป็นผลจากกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ที่ล้าสมัยและสินค้าคงคลังที่ค้างอยู่เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ยอดขายลดลงอย่างต่อเนื่อง และผลักดันให้นิสสันทาทางเปลี่ยนแปลง
แม้ว่านิสสันจะคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ออกมา แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่ได้คงเส้นคงวาเสมอไป โดยในปี 2553 บริษัทเปิดตัว "Leaf" รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของโลก สำหรับตลาดมวลชน แต่ไม่สามารถรักษาความเป็นผู้นำในช่วงแรก รวมถึงพัฒนารถยนต์รุ่นที่โดดเด่นในระดับโลกเอาไว้ได้ ซึ่งแตกต่างจากแบรนด์อื่น ๆ เช่น โตโยต้า (Toyota) ที่ต่อยอดจากรถยนต์ไฮบริดอย่าง "Prius" ได้อย่างประสบความสำเร็จมาจนถึงปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้น นิสสันขาดรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดที่จำเป็นต่อการแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ
สถานะทางการเงินที่ยากลำบาก
นายมาโกโตะ อุชิดะ ซีอีโอของนิสสัน พยายามรักษาเสถียรภาพของงบดุลของบริษัท จัดการกับแรงกดดันจากนักลงทุน และฟื้นฟูชื่อเสียงของแบรนด์ ซึ่งส่งผลต่อแนวโน้มทางการเงิน โดยตัวเลขเน้นย้ำถึงการต่อสู้อย่างหนัก ในเดือนพ.ย. นิสสันได้ปรับลดคาดการณ์ผลกำไรจากการดำเนินงานลง 70% สู่ระดับ 1.5 แสนล้านเยน (977 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จากการคาดการณ์เดิมที่ระดับ 5 แสนล้านเยน เนื่องจากรายได้สุทธิในช่วงครึ่งแรกของปีงบการเงินร่วงลงมากถึง 94%
เพื่อบริหารจัดการกระแสเงินสด นิสสันประกาศขายหุ้นประมาณ 1 ใน 3 ที่ถือครองอยู่มิตซูบิชิ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 6.9 หมื่นล้านเยนในขณะนั้น หลังจากบริษัทใช้เงินไปเกือบ 4.5 แสนล้านเยนในช่วง 6 เดือนก่อนหน้า นอกจากนี้แล้ว บริษัทยังเผชิญกับอุปสรรคด้านหนี้สิน โดยกำหนดชำระหนี้ในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งพอรับมือได้ เมื่อเทียบกับปี 2567 แต่อย่างไรก็ตาม ยอดหนี้จะพุ่งสูงถึง 5.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 ซึ่งถือเป็นยอดหนี้ที่สูงที่สุด นับตั้งแต่ที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กเริ่มติดตาม เมื่อปี 2539 หรือ 28 ปีที่แล้ว
การก้าวเข้ามาของผู้ถือหุ้นนักเคลื่อนไหว
Effissimo Capital Management Pte. กองทุนที่รู้จักกันในนามการลงทุนเชิงรุก ได้ซื้อหุ้นนิสสัน 2.5% แม้ว่ากองทุนไม่ได้ระบุเหตุผล แต่บรรดานักวิเคราะห์ชี้ให้เห็นแรงจูงใจที่เป็นไปได้ 2 ประการ โดยประการแรกอาจเป็นเพราะนิสสันประเมินมูลค่าหุ้นต่ำเกินไป โดยหุ้นของบริษัทซื้อขายเพียง 0.25 เท่าของมูลค่าทางบัญชี ซึ่งต่ำกว่าผู้ผลิตรถยนต์เก่าแก่รายอื่น ๆ ทั่วโลกเป็นอย่างมากมาก
ความเป็นไปได้อีกประการหนึ่งคือ Effissimo อาจใช้หุ้นของตนเพื่อกดดันให้นิสสัน เข้าซื้อหุ้นที่เหลือ 50% และผลักดันให้รวมกิจการกับ Nissan Shatai Co. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่กองทุนถือหุ้นส่วนน้อย ซึ่ง Effissimo อาจตั้งเป้าที่จะรักษามูลค่าที่เหมาะสมของ Shatai ซึ่งกลยุทธ์นี้จะสอดคล้องกับประวัติกลยุทธ์การลงทุนเชิงรุกของ Effissimo
ภัยคุกคามที่น่ากังวล
ฟ็อกซ์คอนน์ (Foxconn) บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สัญญาจ้างรายใหญ่ที่สุดในโลกของไต้หวัน ประกาศเข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยการใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและการผลิตของตน โดยฟ็อกซ์คอนน์ มุ่งเป้าความสนใจไปที่นิสสัน เนื่องจากเป็นผู้บุกเบิกรถยนต์ไฟฟ้า อีกทั้งมีประสบการณ์ยาวนาน การเข้าซื้อนิสสันจะทำให้ฟ็อกซ์คอนน์เข้าถึงความรู้ด้านการผลิต เครือข่ายการขายทั่วโลก และฐานที่มั่นในตลาดรถยนต์
การซื้อนิสสันนั้นสอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของฟ็อกซ์คอนน์ ในการครองส่วนแบ่ง 40% ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ที่นำโดย นายจุน เซิกิ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ด้านรถยนต์ไฟฟ้า ผู้เคยเป็นอดีตผู้บริหารของนิสสัน โดยฟ็อกซ์คอนน์พยายามสำรวจวิธีการซื้อหุ้นนิสสันที่ถือโดยธนาคารทรัสต์ นอกจากนี้แล้ว นายเซกิได้เดินทางไปยังปารีสเพื่อพบปะกับเรโนลต์ ด้วยความประสงค์ซื้อหุ้นนิสสันที่เรโนลต์ถือครองอยู่
การจับมือกับฮอนด้า
ภัยคุกคามจากฟ็อกซ์คอนน์ได้สร้างความกังวลแก่ทั้งนิสสันและฮอนด้า ซึ่งเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับนิสสันมาตั้งแต่เดือนส.ค. 2567 และนำไปสู่การหารือควบรวมกิจการ โดยนายชินจิ อาโอยามะ รองประธานบริหารของฮอนด้า กล่าวว่า ฮอนด้ากำลังพิจารณาทางเลือกเชิงกลยุทธ์หลายประการร่วมกับนิสสัน รวมถึงการควบรวมกิจการ การเป็นพันธมิตรทางทุน หรือการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้ง โดยแหล่งข่าวเปิดเผยว่า การเจรจาเบื้องต้นเกี่ยวกับการควบรวมกิจการกำลังดำเนินอยู่ และคาดว่าจะเริ่มในวันที่ 23 ธ.ค.
การเข้ามาของฮอนด้า อาจเรียกได้ว่าเป็น "อัศวินขี่ม้าขาว" ที่เข้ามาช่วยนิสสันให้พ้นจากวิกฤตและภัยคุกคามต่าง ๆ โดยนิสสันและฮอนด้าได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในการร่วมมือกับ มิตซูบิชิ (Mitsubishi) ซึ่งนิสสันเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ภายใน แบตเตอรี่ และส่วนประกอบ EV อื่น ๆ เมื่อเดือนมี.ค. 2567 นอกจากนี้ ในปี 2566 นิสสันและเรโนลต์ได้ปรับโครงสร้างพันธมิตร โดยเรโนลต์ได้ลดสัดส่วนการถือหุ้นในนิสสันลง
การควบรวมที่แข็งแกร่ง
นิสสันและฮอนด้าได้ เริ่มสำรวจความร่วมมือที่กว้างขึ้น ซึ่งอาจรวมถึงการดึงมิตซูบิชิเข้ามาร่วมด้วย โดยมีเป้าหมายสร้างองค์กรขนาดใหญ่ ที่ขะสามารถจัดการกับภาระต่าง ๆ ในการลงทุนที่สำคัญ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมากในการพัฒนาเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติและแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า
การควบรวมกิจการระหว่างนิสสันกับฮอนด้า พ่วงกับ มิตซูบิชิ จะนำไปสู่การสร้างกลุ่มบริษัทยานยนต์ยักษ์ใหญ่อันดับ 3 ของโลก ด้วยยอดขายรวมกัน 8 ล้านคันต่อปี โดย นายโทชิฮิโระ มิเบะ ประธานและซีอีโอของฮอนด้า กล่าวว่าเขามีความมุ่งมั่นในความร่วมมือ 3 บริษัท มาตลอด 10 ปี และเชื่อว่าการก่อตั้งกลุ่มบริษัทนี้ คือก้าวสำคัญในการบรรลุเป้าหมายครั้งใหญ่ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่ง ตั้งแต่ เทสลา (Tesla) บีวายดี (BYD) และแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจนีรายอื่น ๆ ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลก
อ้างอิง : bloomberg.com , asia.nikkei.com , asia.nikkei.com , asia.nikkei.com , reuters.com