โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้หรือไม่ 'จีวรลายดอกพิกุล' มีอยู่จริงในอดีต นิยมในพระเถระชั้นผู้ใหญ่

Khaosod

อัพเดต 25 ม.ค. 2568 เวลา 08.23 น. • เผยแพร่ 25 ม.ค. 2568 เวลา 08.23 น.

รู้หรือไม่ 'จีวรลายดอกพิกุล' ในละคร "คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์" มีอยู่จริงในอดีต นิยมในพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ทำไมปัจจุบันไม่ใส่แล้ว

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2568 กระแสยังคงแรงอย่างต่อเนื่อง สำหรับละคร"คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์" ที่ได้พระนางเคมีเคใจสุดฟินฮากระจายอย่าง โบว์-เมลดา และ ภณ-ณวัสน์ จับมือกัน พาเรตติ้งพุ่งกระฉูด

นอกจากความน่ารักและความฮาที่เสิร์ฟมาให้ฟินกันแบบสุขล้นแล้ว ละคร "คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์" ยังใส่เรื่องราวในประวัติศาสตร์ เกร็ดข้อมูล ความรู้ในอดีตที่หลายคนอาจไม่ค่อยทราบ

ตอนนี้ในโลกโซเชียลก็กำลังถกสนั่นถึง"จีวรพระ" ว่าเหตุใดถึงมีลวดลายดอกไม้เช่นนี้

อ่านข่าวเพิ่มเติม : ทำไมต้องโคมเขียว มีไว้ทำไม ส่องฉาก "ย่านโสเภณี" ในละคร คุณพี่เจ้าขาฯ

ภาพประกอบ

ข้อมูลจาก ศิลปวัฒนธรรม เผย ครั้งหนึ่ง “พระสงฆ์ไทย” เคยห่มจีวรที่มีลวดลายดอกไม้ หรือ “จีวรลายดอกพิกุล” โดยธรรมเนียมดังกล่าวพบมากในพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ในหลักฐานภาพถ่ายร่วมสมัย รวมถึงธรรมเนียมการสร้างพระพุทธรูปครองจีวรลายดอก ซึ่งเป็นลักษณะเด่นประการหนึ่งของศิลปกรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์

"จีวร" คืออะไร

จีวร คือ ส่วนหนึ่งของ“ผ้ากาสาวพัสตร์” ที่แปลว่าผ้าย้อมด้วยน้ำฝาด (น้ำต้มจากเปลือก-เเก่นไม้) หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ “ผ้าไตร” เป็นผ้าที่พระสงฆ์ใช้นุ่งห่มตามหลักศาสนา ประกอบด้วยผ้า 3 ผืน ได้แก่

  • “จีวร” (อุตราสงค์) ใช้ห่มด้านนอก
  • “สบง” (อันตรวาสก) นุ่งห่มด้านล่าง
  • “สังฆาฏิ” สำหรับนุ่งซ้อนหรือพาดบ่า

การนุ่งห่มผ้าไตรถือเป็นข้อกำหนดที่พระพุทธเจ้าประทานอนุญาตไว้ตั้งแต่พุทธกาล เป็นเอกลักษณ์ของพระสงฆ์ในพุทธศาสนา ซึ่ง “พระสงฆ์ไทย” แต่โบราณก็รับรูปแบบดังกล่าวมาด้วย ดังปรากฏในศิลปกรรมของพระพุทธรูปสมัยทวารวดี ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12-16

การห่มผ้าไตรยังเป็นหลักการสร้างรูปเคารพเนื่องในพุทธศาสนาและการนุ่งห่มของพระสงฆ์ไทยเรื่อยมา แม้รูปแบบการครองผ้าจะแตกต่างกันบ้างในแต่ละนิกาย ยุคสมัย และสกุลช่างทางศิลปะ แต่ปกติแล้ว ผ้าทั้ง 3 ผืน จะเป็นผ้าเรียบ ไม่มีลาย อย่างที่เราเห็นได้ทั่วไปในปัจจุบัน

ภาพประกอบ

ทำไม พระสงฆ์ไทยห่ม “จีวรลายดอกพิกุล”

การห่มจีวรลายดอกพิกุล นั้น เกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) เนื่องจากราชสำนักมีธรรมเนียมการถวายผ้าจีวรที่มีลวดลายดอกไม้แด่พระเถระชั้นผู้ใหญ่ ดังปรากฏใน จดหมายเหตุบัญชีผ้าพระกฐินและผ้าไตร จ.ศ. ๑๑๘๗

ว่ากันว่า การถวายจีวรลายดอกอาจมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว โดยพระพุทธเจ้าประทานอนุญาตเฉพาะลายดอกไม้ขนาดเล็ก สีสันไม่ฉูดฉาด หรือไม่เป็นลายแวววาว

“จีวรลายดอก” ที่นิยมถวายให้พระสงฆ์ในสมัยนั้น จะใช้ผ้าราคาสูงนำเข้าจากแคว้นเบงกอล ในอนุทวีปอินเดีย (ปัจจุบันคือ บังกลาเทศ) เป็นผ้าฝ้ายเนื้อบางละเอียด ทอเป็นลายดอกไม้-ดอกพิกุลขนาดเล็กทั้งผืน เรียกว่า “ผ้าย่ำตะหนี่” (Jamdani-ภาษาเปอร์เซีย) หรือย่ำตานี/ย่านตานี นำมาตัดเย็บและย้อมน้ำฝาดตามพระวินัย ก่อนนำถวายพระสงฆ์

ภาพประกอบ

สมัยรัชกาลที่ 3 เป็นต้นมา ยังมีความนิยมสร้างพระพุทธรูปและพระพุทธสาวกให้นุ่งห่มจีวรลายดอกด้วย ซึ่งก็เป็นการถอดแบบมาจากการนุ่งห่มของพระสงฆ์สมัยนั้นมีการครองจีวรลายดอกหลายรูปแบบ ทั้งลายดอกพิกุล ลายใบเทศ และลายพุ่มข้าวบิณฑ์

อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้ว่าธรรมเนียมการถวายผ้าแพรมีลายแด่พระพุทธรูป มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 แล้ว เพียงแต่มานิยมแพร่หลายมากขึ้นสมัยรัชกาลที่ 3 จากธรรมเนียมการถวายจีวรลายดอกแก่พระสงฆ์นั่นเอง

ภาพประกอบ

ทำไมปัจจุบัน พระสงฆ์ไทยไม่ใส่จีวรลายดอกพิกุล

การถวายจีวรลายดอกแด่พระสงฆ์ เสื่อมความนิยมลงในสมัยรัชกาลที่ 4 เพื่อลดทอนความหรูหราฟุ่มเฟือย สอดคล้องกับพระราชนิยมในการสร้างพระพุทธรูปที่ได้เปลี่ยนไปในทางเสมือนจริงตามแนวสัจนิยม

เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 5 มีเพียงพระเถระชั้นผู้ใหญ่บางรูปในกรุงเทพฯ เท่านั้น ที่ยังนิยมครองจีวรลายดอกพิกุลอยู่

แต่เรายังพบการสร้างพระพุทธรูปหรือพระพุทธสาวกที่ครอง “จีวรลายดอก” ในสกุลช่างราชสำนัก และงานพุทธศิลป์ตามวัดหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์อยู่ ทั้งกลายเป็นอัตลักษณ์หนึ่งของศิลปกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ เพราะไม่พบในงานศิลปกรรมสมัยอื่นของไทย

ที่มา :ศิลปวัฒนธรรม

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รู้หรือไม่ 'จีวรลายดอกพิกุล' มีอยู่จริงในอดีต นิยมในพระเถระชั้นผู้ใหญ่

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...