คัด 5 หุ้นเด่น น่าลงทุน รับจังหวะราคาน้ำมันดิบพุ่งต่อเนื่อง
ในช่วงที่ผ่านนอกจากราคาทองคำแล้ว ก็ยังมีราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่น โดยราคาน้ำมันดิบไต่ระดับขึ้นทำระดับสูงสุดรอบเกือบ 6 เดือนอย่างต่อเนื่อง จากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า, ข้อมูลสต็อกน้ำมันออกมาโทนบวก, ประชุม OPEC ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาตรการลดปริมาณผลิต ขณะที่การประชุมกบน. มีมติตรึงราคาน้ำมันดีเซล 30 บาทต่อลิตร โดยใช้กลไกกองทุนน้ำมันอุดหนุนเพิ่มเติม จากประเด็นดังกล่าวทำให้หุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่นน่าสนใจกว่ากลุ่มสถานีบริการน้ำมัน
โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ทิศทางราคาน้ำมันดิบไต่ระดับขึ้นต่อเนื่อง หนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ และรายงานสต็อกน้ำมันของ EIA ออกมาดี โดยแม้สต็อกน้ำมันดิบ +3.2mbbl สวนทางตลาดคาด แต่สต็อกน้ำมันกลั่น และน้ำมันเบนซินลดลง 1.3–4.3mbbl ดีกว่าที่ตลาดประเมินไว้
ขณะที่ผลการประชุม OPEC+ เป็นไปตามที่ตลาดคาด ไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายลดการผลิตแบบสมัครใจ 2.2mbd สิ้นสุดเดือนมิ.ย. โดยกลุ่มฯ จะพิจารณาแนวทางดังกล่าวอีกครั้งในการประชุมถัดไปวันที่ 1 มิ.ย.
อีกทั้งราคาน้ำมันยังมีทิศทางที่ดีจากความกังวล Geopolitical Risk โดยเฉพาะคู่ขัดแย้งล่าสุดระหว่างอิหร่านและอิสราเอล, เหตุการณ์โจมตีโรงกลั่นรัสเซียของยูเครนอย่างต่อเนื่อง, สถานการณ์รุนแรงอิสราเอลและฮามาสหลังสิ้นสุดเทศกาลรอมฎอนวันที่ 10 เม.ย. 67
นอกจากนี้ อุปทานน้ำมันสำเร็จรูปยังมีโอกาสตึงตัวจากความเห็นของรัสเซียประเมินว่าโรงกลั่นที่ถูกโจมตีจะกลับมาผลิตตามปกติได้ช่วงต้นเดือนมิ.ย. นี้อีกด้วย
ส่วนสถานการณ์ราคาน้ำมันในประเทศไทย การประชุมกบน. มีมติตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล 30 บาทต่อลิตร โดยให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มอุดหนุนอีก 40 สตางค์ (จาก -4.17 บาทต่อลิตร เป็น -4.57 บาทต่อลิตร) ประเด็นดังกล่าวไม่ส่งผลทางตรงต่อภาคธุรกิจ (ค่าการตลาด)
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันฐานะกองทุนน้ำมันติดลบ 1 แสนล้านบาท ทำให้เกิดข้อจำกัดมาตรการตรึงราคาในอนาคต โดยเฉพาะภายใต้แนวโน้มราคาน้ำมันไต่ระดับขึ้น ดังนั้นฝ่ายวิเคราะห์มองหุ้นพลังงานต้นน้ำ –โรงกลั่นน่าสนใจกว่ากลุ่มสถานีบริการน้ำมัน โดยชอบหุ้น SPRC, PTTEP, TOP, BCP และ BSRC
สำหรับปัจจัยพื้นฐานของ SPRC นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) ประเมินแนวโน้มไตรมาส 1/67 พลิกเป็นกำไรจาก 1. อัตรากลั่นฟื้นตัว (คาดทำสถิติรายไตรมาส), 2. ค่าการกลั่นสูงขึ้น, 3. ต้นทุนน้ำมันลดลง และ 4. ไม่มีขาดทุนสต็อกน้ำมัน ขณะเดียวกันคาดท่อ SPM กลับมาใช้งานช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ด้านราคาหุ้น Laggard คู่แข่งสะท้อนข่าวร้ายไปแล้วแนวโน้มฟื้นตัวแบบTurnaround ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” ราคาเหมาะสมใหม่ 10.40 บาท
ถัดมา PTTEP นักวิเคราะห์จากบริษัท หลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) คาดกำไรไตรมาส 1/67 กลับมาเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4/66 ตามค่าใช้จ่ายพิเศษลดลงกำไรปกติลดลงเล็กน้อยตามราคาดูไบและราคาก๊าซที่ลดลง ส่วนราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นแข็งแกร่งและปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นจะหนุนให้กำไรไตรมาส 2/67 เพิ่มขึ้น ประกอบกับต่างชาติพลิกกลับมาซื้อหุ้น PTTEP ตั้งแต่ก.พ. 67 หลังจากถูกขายต่อเนื่องในปีที่แล้ว ดังนั้นราคาน้ำมันดิบที่แข็งแกร่ง แรงซื้อหุ้นจากต่างชาติ และราคาหุ้นยังปรับขึ้นช้า (เมื่อเทียบกับอดีต) จะช่วยสนับสนุนราคาหุ้น จึงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 189 บาท
TOP นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า แม้ไตรมาส 1/67 จะปิดซ่อมบำรุงนอกแผน 13 วัน แต่ภาพรวมคาดกำไรดีขึ้นจากไตรมาส 4/66 จากค่าการกลั่นและ SpreadBZ เร่งตัว, ต้นทุนน้ำมันและค่าใช้จ่ายต่ำลง, ไม่มีขาดทุนสต็อกน้ำมันจานวนมาก โดยปี 2568 มีปัจจัยบวกจากการ COD โครงการ CFP และอุปทานโรงกลั่นใหม่เข้าสู่ตลาดลดลง ให้คำแนะนำ “เก็งกำไร” ปรับราคาเหมาะสมเป็น 64.00 บาท
BCP นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) คงมุมมองกำไรปกติในปี 2567 ราว 8,102 ล้านบาท ลดลง 8% จากปีก่อน อยู่ในระดับสูง โดยได้แรงหนุนจาก BSRC เต็มปีหนุนปริมาณกลั่นเพิ่ม 58% จากปีก่อน และธุรกิจ NT มีแหล่งใหม่มาหนุนปริมาณขายเพิ่มขึ้น 34% จากปีก่อน ช่วยชดเชยค่าการกลั่นที่ลดลง 15% จากปีก่อน (กลับสู่ระดับปกติ) ตาม spread gasoline/ jet/ gasoil ที่ลดลง 28-37% หลัง supply โรงกลั่นใหม่ทั่วโลกเพิ่มราว 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน (mbd) ส่งให้ supply ตึงตัวน้อยลง คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปีนี้ที่ 55 บาท
สุดท้าย BSRC นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) คาดว่าผลประกอบการจะพลิกฟื้นได้อย่างแข็งแกร่งในไตรมาส 1/67 เนื่องจากอัตราการกลั่นน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นเป็น 89% ภายใต้ BCP จาก 69% ในไตรมาส 4/66 และ crack spread เพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของน้ำมันเบนซินราว 47% จากไตรมาสก่อนหน้า และน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาส 4/66 -Itmuj ต้นทุน crude premium ลดลง (-US$1.8/bbl) รวมถึงคาดว่าจะพลิกเป็นมีกำไรจากสต็อกจากที่มีผลขาดทุนจากสต็อก คงคำแนะนำ “ซื้อ” และประเมินราคาเป้าหมายปีนี้ที่ 11.50 บาท