โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มนุษย์ชั่วร้ายตั้งแต่เกิด? (จบ)/มิตรสหายเล่มหนึ่ง นิ้วกลม

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 18 ต.ค. 2564 เวลา 02.24 น. • เผยแพร่ 18 ต.ค. 2564 เวลา 02.24 น.

มิตรสหายเล่มหนึ่ง

นิ้วกลม

roundfinger@roundfinger.page

 

มนุษย์ชั่วร้ายตั้งแต่เกิด? (จบ)

 

มาถึงทางแยกว่า ตกลงแล้วความเชื่อว่าธรรมชาติมนุษย์ชั่วร้ายต้องถูกควบคุมโดยผู้ครองอำนาจผู้เด็ดขาดซึ่งทำให้ประชาชนขาดเสรีภาพ

หรือความเชื่อว่าเราควรจะปล่อยให้มนุษย์มีเสรีภาพ มีความฝัน และรีดเค้นศักยภาพของตัวเองออกมาเพื่อพัฒนาโลก (มนุษย์) แบบไหนถูก แบบไหนดีกว่ากัน

ทว่า ก่อนตอบคำถามนี้เราควรหยุดคิดนิดหนึ่งว่าเหตุใดสมการทั้งหลายจึงมีเพียง ‘มนุษย์’ เท่านั้น

 

มาร์แซล ซาห์ลินส์ บอกว่านี่คือวิธีเล่าเรื่องทางประวัติศาสตร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดตลอดกาลซึ่งวางอยู่บนการเล่าเรื่องที่มีเพียงธรรมชาติมนุษย์เท่านั้นที่ขัดแย้งกับธรรมชาติมนุษย์ วิธีเขียนเช่นนี้สถาปนาให้ธรรมชาติมนุษย์กลายเป็นผู้ชนะตลอดกาลของประวัติศาสตร์โลก

เพราะทั้ง ‘ธรรมชาติ’ และ ‘วัฒนธรรม’ ทั้งหมดที่พูดมานั้นเป็นเรื่องของ ‘มนุษย์’!

ผู้เขียนกล่าวถึงคริสต์ศาสนาในแง่ที่ไม่สามารถยอมรับการดำรงอยู่ของพระเจ้าหรือเทพแบบอื่นได้ พระเจ้าจึงมิได้ดำรงอยู่ในฐานะส่วนหนึ่งของจักรวาลที่พระองค์สร้างขึ้น ดังเช่นที่ศาสนาคริสต์แยกตัวออกจากลัทธินอกศาสนาต่างๆ โดยประณามการบูชาธรรมชาติหรือทวยเทพอื่น ธรรมชาติจึงปราศจากคุณค่าทางจิตวิญญาณ

นักบุญออกุสตินตั้งคำถามว่า “แต่อะไรเล่าคือพระผู้เป็นเจ้า…คำตอบคือ ‘ข้าพเจ้าไม่ใช่พระเจ้า’ และสรรพสิ่งในโลกก็ล้วนแล้วแต่เหมือนกันทั้งสิ้น”

ตรงนี้เองที่น่าสนใจ เพราะสำหรับวัฒนธรรมที่แตกต่างไปอาจไม่มอง ‘สิ่งอื่น’ แยกขาดจาก ‘ผู้ให้กำเนิด’

 

ชาวเมารีอาศัยอยู่ในจักรวาลที่ประกอบไปด้วยบุคคลสารพัดประเภทที่ล้วนกำเนิดมาจากพ่อแม่คู่แรก นั่นคือผืนดิน (Papa) และสวรรค์ (Rangi) สรรพสิ่งในจักรวาลนั้นจึงเกี่ยวโยงสัมพันธ์กัน สิ่งต่างๆ ที่รายล้อมอยู่คือญาติของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ภูเขา นก แมลง ปลา ก้อนหิน ฯลฯ ทั้งหมด

ชาวเชวองในมาเลเซียมองว่าตัวเองมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบุคคลที่เป็นอมนุษย์ (สิ่งต่างๆ) มากกว่าคนขาวหรือมนุษย์คนอื่นที่ห่างไกลออกไปเสียอีก พวกเขาแบ่งปันที่อยู่อาศัยและธรรมเนียมปฏิบัติร่วมกันกับพืช สัตว์ สิ่งของ และผี ซึ่งพวกเขามองบุคคลเหล่านี้ว่าเป็น ‘พวกของเขา’

ผู้เฒ่าเผ่ายูคาเกียในไซบีเรียซึ่งเป็นสังคมล่าสัตว์อธิบายว่าทั้งสัตว์ ต้นไม้ และแม่น้ำต่างก็เป็นบุคคลเหมือนกับเรา เนื่องจากพวกเขามีจิตวิญญาณสองดวงอยู่ภายใน พวกเขาเคลื่อนที่ เติบโต และหายใจ ขณะที่ก้อนหิน น้ำแข็ง และอาหารมีจิตวิญญาณหนึ่งดวง ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ แต่ในทางปฏิบัติพวกเขาก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับความแตกต่างนี้มากนัก

ผมนึกถึงชาวอินเดียนอเมริกันหลายเผ่าที่ได้พูดคุยระหว่างเดินทางไปทำสารคดี พวกเขามีแผ่นดินเป็นแม่ มีท้องฟ้าเป็นพ่อ และเคารพสรรพสิ่งรอบตัวในสถานะ ‘บุคคล’ เท่าเทียมกับตัวเอง

 

นี่คือความแตกต่างสำคัญระหว่างวิธีมองแบบตะวันตกซึ่งมองว่ามนุษย์มีธรรมชาติของความเป็นสัตว์ (เราวิวัฒนาการมาจนเป็นสัตว์ที่มีสติปัญญาดีกว่าสัตว์อื่น) แต่กลุ่มชนอื่นกลับยึดถือหลักการตรงกันข้ามโดยมองว่าสัตว์นั้นมีธรรมชาติของความเป็นมนุษย์

ยิ่งไปกว่านั้น บางกลุ่มชนยังเห็นว่าสัตว์สามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้

และมนุษย์ก็สามารถปรากฏอยู่ในรูปกายแบบสัตว์หรืออาศัยในชุมชนของสัตว์ได้ ซึ่งคือวัฒนธรรมของกิจกรรมล่าสัตว์

เหล่านี้นำมาซึ่งการมองสิ่งอื่นในฐานะของสังคมเดียวกัน เคารพกัน พึ่งพาอาศัยกัน เห็นอกเห็นใจกัน

นำไปสู่ข้อห้าม ความสงสาร ปฏิสัมพันธ์และการให้ความหมายเชิงวัฒนธรรมที่แตกต่างไป

ในสังคมแบบนั้น มนุษย์ไม่ได้ฆ่าสัตว์เพื่อเอาชีวิตรอด แต่การล่าสัตว์คือการกระทำของความรัก ผมยังจำได้ว่าชาวอเมริกันพื้นเมืองบอกกับผมว่าบรรพบุรุษของพวกเขากล่าวขอบคุณสัตว์ที่ตายเพื่อมอบพลังงานชีวิตให้พวกเขาเสมอ

ทั้งยังใช้ทรัพยากรจากสัตว์ตัวนั้นอย่างคุ้มค่าที่สุดอีกด้วย

สำหรับชาวทูคาโนในอเมซอน การล่าสัตว์คือการหาคู่และกิจกรรมทางเพศ คำกริยา ‘ล่า’ สามารถถูกแปลว่า ‘ร่วมรักกับสัตว์’ ได้ด้วย

 

มาถึงตรงนี้เราจึงเข้าใจว่าชนหลายกลุ่มคลุมร่างกายด้วยขนสัตว์ใหญ่และประดับประดาด้วยขนนกด้วยความคิดความรู้สึกแบบไหน การทำเช่นนั้นไม่ต่างอะไรกับที่สัตว์ปกคลุมและบดบังความเป็นบุคคลของมันภายใต้รูปกายที่เป็นสัตว์เช่นกัน พวกเขาเชื่อว่าสัตว์มีชุมชนของมันเอง มีหัวหน้าเผ่า มีการแต่งงาน มีงานฉลอง และในทัศนะของสัตว์ พวกมันมองตนเองเป็นมนุษย์

เช่นนี้แล้ว ‘ตัวตั้ง’ ของการมองธรรมชาติมนุษย์จึงแตกต่างกันระหว่างโลกตะวันตกกับกลุ่มชนอื่นๆ เมื่อตะวันตกมองว่าธรรมชาติของความเป็นสัตว์ในตัวมนุษย์เป็นสิ่งควรถูกกำราบ ขณะที่กลุ่มชนจำนวนมากมองว่าสัตว์เคยเป็นมนุษย์มาก่อน และพวกมันก็ยังคงเป็นมนุษย์

หากมองด้วยสายตาแบบหลัง ‘หมาป่าในตัวมนุษย์’ จึงมิใช่เรื่องชั่วร้ายน่ากลัว ตรงกันข้าม เราสามารถมองเห็นคุณค่าของหมาป่าที่ไม่ต่างจากมนุษย์ พวกมันอยู่รวมกันเป็นฝูง เคารพกัน ร่วมมือกัน และด้วยวิธีเหล่านี้เองทำให้ฝูงหมาป่ายังคงรักษาระเบียบเอาไว้ได้

มิใช่ ‘ความเป็นหมาป่า’ ชั่วร้ายไร้ระเบียบ แต่กลับเป็นตรงกันข้าม!

มาร์แซล ซาห์ลินส์ บอกว่าวิธีคิดเรื่องสัตว์ร้ายในตัวมนุษย์คือภาพสะท้อนความเกลียดชังตนเองอย่างต่อเนื่องหลายศตวรรษในหมู่ชาวตะวันตก

 

แล้วตกลงเราเกิดมาพร้อมความชั่วร้ายหรือเปล่า?

ถ้าคำตอบคือใช่ วัยเด็กย่อมเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ ‘วัฒนธรรม’ ต้องทำหน้าที่กดข่ม ‘ธรรมชาติ’ เลวทรามนั้นไว้แล้วชักจูงไปในทางที่ดี ถูกต้องไหมครับ นั่นคือวิธีและวิถีที่เป็นอยู่ในสังคมส่วนใหญ่

กระนั้น ในหมู่ชนชาวฮาเก็นมิได้มีวิธีการทำนองนั้นแต่อย่างใด พวกเขาไม่ได้เรียกร้องเด็กให้ฝึกฝนกล่อมเกลาหรือมีสภาวะก่อนสังคมใดๆ ให้กดข่ม สังคมจึงไม่ใช่ชุดกลไกการควบคุมที่อยู่เหนือบุคคล

ความเชื่อที่พบเห็นทั่วไปคือ เด็กทารกยังไม่ถูกนับว่าเป็นบุคคลที่สมบูรณ์ เด็กๆ จะค่อยๆ บรรลุความเป็นบุคคลที่สมบูรณ์ผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับคนอื่น เมื่อต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่น เหล่านี้เองที่ค่อยๆ ปั้นนิสัยใจคอของเด็กขึ้นมา ซึ่งเป็นไปโดยธรรมชาติ สังคมไม่ถูกมองเป็น ‘ผู้คุมกฎ’ คอยกำราบความชั่วร้ายในตัวมนุษย์

สำหรับชนที่ไม่ใช่ชาวตะวันตก เด็กทารกคือกระบวนการกลายเป็นมนุษย์ แต่สำหรับชาวตะวันตก เด็กทารกคือความเป็นสัตว์ที่ต้องถูกชำระล้างออกไป–มาร์แซล ซาห์ลินส์ กล่าวไว้อย่างน่าคิด

จึงไม่แปลกที่ชาวตะวันตกมักมองคนอื่นด้วยแว่นของการมองว่า ‘ป่าเถื่อน’ ต้องถูก ‘ทำให้ศิวิไลซ์’ (Civilized หมายถึงพวกเรา) เช่นเดียวกับธรรมชาติต้องถูกทำให้มีวัฒนธรรม ร่างกายต้องถูกควบคุมขัดเกลาด้วยจิตใจ สิ่งนี้สามารถอธิบายหลายเรื่องในโลกตะวันตกที่มีผลไปทั่วโลกได้ตั้งแต่วิธีคิดทางศาสนาไปจนถึงลัทธิล่าอาณานิคม และวิธีมองแบบทวิลักษณ์ ไม่ดีก็เลว ไม่ถูกก็ผิด ไม่ใช่พวกกูก็เป็นศัตรูกัน

เพราะสำหรับแว่นแบบตะวันตกแล้ว ถูก-ผิด ดี-ชั่ว นั้นชัดเจน และจำเป็นต้องจัดการ

 

คราวนี้มาถึงคำตอบจากหนังสือเล่มนี้ว่า ธรรมชาติของมนุษย์ดีหรือชั่วกันแน่?

มาร์แซล ซาห์ลินส์ เหมือนจะสรุปว่า ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว มนุษย์ถูกสร้างขึ้นภายในสังคม และมนุษย์ก็แตกต่างกันไปในแต่ละสังคม ในสังคมที่พวกเขาถือกำเนิดมา พวกเขาสามารถรับรู้และมีอารมณ์ความรู้สึกได้จากบรรดาผู้คนรอบตัวปรับแต่งวิถีทางแห่งชีวิตของพวกเขา ตามเงื่อนไขในสังคมนั้นๆ

อ่านมาจบ ผมเข้าใจว่า ‘ธรรมชาติ’ ของมนุษย์คือธรรมชาติของการเรียนรู้เพื่อเอาตัวรอด ดีหรือเลวขึ้นอยู่กับใช้ไม้บรรทัดของใครวัด แต่มนุษย์ทุกคนล้วนแล้วแต่พยายามทำความเข้าใจเงื่อนไขรอบตัวเพื่ออยู่รอดและเติบโตต่อไป

เรากลายเป็น ‘ปัจเจกบุคคล’ จากการหล่อหลอมของ ‘สังคม’ ทว่า มิได้หมายความว่าสังคมควบคุมบัญชาเรา หากคือสังคมเป็นองค์ประกอบที่เอื้อให้เราสร้างสรรต์ตนเองขึ้นมาผ่านกิจกรรมต่างๆ

คลิฟฟอร์ด เกียซ บรรยายไว้ว่า เมื่อชาวชวากล่าวว่า “หากจะเป็นมนุษย์ ก็จงเป็นชาวชวา” พวกเขาพูดถูกในความหมายที่ว่า “มันไม่มีธรรมชาติมนุษย์ใดๆ ที่ดำรงอยู่อย่างเป็นอิสระจากวัฒนธรรม”

นำมาสู่ข้อสรุปที่ว่า “มันไม่ใช่ว่าพวกเราถูกสาปโดยธรรมชาติอันฝืนมิได้ให้แสวงหาประโยชน์ใส่ตนโดยไม่คำนึงถึงใครก็ตามที่เกี่ยวข้อง และทำลายการดำรงอยู่เชิงสังคมของตัวเอง” มาร์แซล ซาห์ลินส์ บอกว่านี่คือความเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวง

และความเข้าใจผิดนี้ก็มีส่วนในการก่อร่างอารยธรรม สงคราม การฆ่าฟัน ความเกลียดชัง การบังคับขู่เข็ญให้คนเปลี่ยนความเชื่อเปลี่ยนศาสนา การกำจัดอีกฝ่ายให้หมดสิ้นไป

มนุษย์ชั่วร้ายโดยธรรมชาติ หรือมนุษย์ชั่วร้ายเพราะเราคิดว่ามนุษย์ชั่วร้ายกันแน่?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...