โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

‘ชิคุนกุนยา’ อีกโรคระบาดที่อาละวาดช่วงนี้โดยยุงลาย

The Momentum

อัพเดต 14 มิ.ย. 2562 เวลา 10.28 น. • เผยแพร่ 14 มิ.ย. 2562 เวลา 10.28 น. • ชนาธิป ไชยเหล็ก

In focus

  • 'ชิคุนกุนยา' เป็นภาษาชนเผ่าในประเทศแทนซาเนียและโมซัมบิก แปลว่า 'บิดเบี้ยว' จากอาการปวดข้อรุนแรง ซึ่งนำมาตั้งเป็นชื่อโรคภาษาไทยว่า 'ไข้ปวดข้อ' ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะ
  • วงจรการระบาดของโรคนี้กินเวลาเป็นทศวรรษ ต่างจากไข้เลือดออกที่จะระบาดปีเว้นปี หรือปีเว้น 2 ปี ล่าสุด พบการระบาดในไทยตั้งแต่ปลายปี 2561จนถึงกลางปีนี้
  • อาการของโรคนี้ คือไข้สูง ปวดศีรษะ มีผื่นแดงตามร่างกาย ปวดตามข้อเล็กๆ เช่น ข้อมือ ข้อเท้า และข้อนิ้วมือ หลายข้อพร้อมกันแบบสมมาตรทั้ง 2 ข้างบางครั้งอาจรุนแรงจนขยับข้อไม่ได้ หากเป็น จะรักษาตามอาการ เพราะการติดเชื้อไวรัสกลุ่มนี้สามารถหายเองได้ แต่ถ้าหากกินได้น้อย หรือซึมลงต้องมาพบแพทย์
  • โรคนี้ป้องกันได้โดยต้องระวังไม่ให้ถูกยุงกัดในเวลากลางวัน เช่น ทายากันยุง สวมเสื้อแขนยาวกางเกงขายาว และกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายเป็นประจำ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวโรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือ ‘ชิคุนกุนยา’ (Chikungunya Fever) ระบาดในพื้นที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี จำนวน 45 ราย โดยในจำนวนนี้ 14 รายเป็นนักเรียนและครูชาวสิงคโปร์ที่มาทัศนศึกษาในประเทศไทย

ตอนแรกท่านผู้อ่านคิดเหมือนกันกับผมไหมครับว่าโรคนี้เกี่ยวอะไรกับประเทศญี่ปุ่นรึเปล่า แต่ความจริงแล้วชื่อ ‘ชิคุนกุนยา’ เป็นภาษาชนเผ่าในประเทศแทนซาเนียและโมซัมบิก (ไม่ต้องเปิดแผนที่นะครับ ผมเตรียมมาให้ด้านล่างแล้ว) แปลว่า ‘บิดเบี้ยว’จากอาการปวดข้อรุนแรง ซึ่งนำมาตั้งเป็นชื่อโรคภาษาไทยว่า ‘ไข้ปวดข้อ’

ภาพที่ 1แผนที่แสดงประเทศที่เคยมีการระบาดของโรคชิคุนกุนยาจนถึงปัจจุบัน โดยแทนซาเนีย (ดาวสีเหลือง) เป็นประเทศที่มีรายงานการพบโรคนี้ครั้งแรกเมื่อปี 2495 (ดัดแปลงจาก CDC)

ส่วน ‘ยุงลาย’ ที่ห้อยท้าย ก็เพราะว่าเป็นยุงพาหะนำเชื้อไวรัสชิคุนกุนยามาติดเชื้อในคน ใช่แล้วครับ! ถ้าใครเคยได้ยินคำขวัญรณรงค์ของกรมควบคุมโรคที่ว่า ‘3 เก็บ 3 โรค’ นอกจากยุงลายจะเป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกอย่างที่รู้จักกันเป็นอย่างดีแล้ว ยังสามารถนำอีก 2 โรคที่พบการระบาดในประเทศไทย คือ ไข้ซิกา (Zika fever) และชิคุนกุนยาที่กำลังพูดถึงมาด้วย

พื้นที่ระบาดเป็นประจำในประเทศไทยคือภาคใต้ เพราะถึงแม้ยุงพาหะในทวีปแอฟริกาจะเป็น ‘ยุงลายบ้าน’ (Aedes aegypti) เป็นหลัก แต่ในประเทศไทยพบว่า ‘ยุงลายสวน’ (A. albopictus) ก็เป็นพาหะนำโรคได้เช่นกัน เกษตรกรทางภาคใต้ซึ่งทำสวนยางพาราและสวนผลไม้จึงมีโอกาสถูกยุงลายสวนกัดมากกว่าภาคอื่น รวมทั้งภูมิอากาศที่มีฝนตกเกือบตลอดทั้งปี ทำให้มีแหล่งน้ำขังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงรอบสวน

ภาพที่ 2แผนที่ประเทศไทยแสดงจำนวนผู้ป่วย รายจังหวัด ปี 2561 (ที่มา: สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง)

การระบาดของโรคชิคุนกุนยาในประเทศไทย 2 ครั้งหลังสุดคือในปี 2538 (เลย นครศรีธรรมราช และหนองคาย) และ 2551-2552 (นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และกระจายมายังภาคอื่น) ห่างกัน 13 ปี จนในที่สุดเมื่อปลายปีที่แล้ว 2561 (อีก 10 ปีต่อมา) ก็เริ่มพบจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น ติดพันมาจนถึงกลางปีนี้ ซึ่งตอนนี้พบทุกภาคของประเทศไทยแล้ว เช่น ลำปาง แพร่ หนองคาย ชัยภูมิ บุรีรัมย์ กรุงเทพฯ ชุมพร นครศรีธรรมราช กระบี่ เป็นต้น

และไม่แน่ว่าอาจลากยาวถึงปลายปีเลยก็ได้ แต่จะสังเกตว่าวงจรการระบาดของโรคนี้กินเวลาเป็นทศวรรษ ต่างจากไข้เลือดออกที่จะระบาดปีเว้นปี หรือปีเว้น 2 ปี

แผนภูมิที่ 1จำนวนผู้ป่วยโรคชิคุนกุนยาในประเทศไทย

โดยพบจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2561 (เส้นสีน้ำเงิน) ต่อเนื่องมาถึงต้นปี 2562 (แท่งสีส้ม) ที่ค่อยๆ ลดลงในฤดูร้อน

เทียบกับค่ามัธยฐานย้อนหลัง 5 ปี (เส้นสีเขียว) ซึ่งจะเห็นว่ามีผู้ป่วยไม่มาก (ที่มา: กรมควบคุมโรค)

โรคนี้มีอาการคล้ายกับกับอีก 2 สหายที่นำโดยยุงลาย คือไข้สูง ปวดศีรษะ มีผื่นแดงตามร่างกาย แต่ที่ต่างจากโรคอื่นคืออาการปวดตามข้อเล็กๆ เช่น ข้อมือ ข้อเท้า และข้อนิ้วมือ หลายข้อพร้อมกันแบบสมมาตรทั้ง 2 ข้าง และมีลักษณะย้ายที่ไปเรื่อยๆ บางครั้งอาจรุนแรงจนขยับข้อไม่ได้ (สมชื่อ ‘ชิคุนกุนยา’) โดยจะเริ่มแสดงอาการ 2-10 วันหลังจากโดนยุงกัด แต่อาการปวดข้อจะหายไปภายใน 1 สัปดาห์หรืออาจนานได้ถึง 3 เดือน

และเกล็ดเลือดจะไม่ต่ำ จึงไม่มีอาการ ‘เลือดออก’ และรุนแรงจนถึงขั้นช็อค เหมือน ‘ไข้เลือดออก’

ส่วนการรักษาก็คล้ายกันเช่นกันคือรักษาตามอาการ ได้แก่ กินยาแก้ปวดลดไข้ เช็ดตัวลดไข้ ดื่มน้ำ และนอนหลับให้เพียงพอ เพราะการติดเชื้อไวรัสกลุ่มนี้สามารถหายเองได้ แต่ถ้าหากกินได้น้อย หรือซึมลงต้องมาพบแพทย์

ผมขอย้ำอีกครั้งว่าชิคุนกุนยาติดต่อผ่านยุงลาย ในทวีปเอเชียไม่พบว่าลิงในป่าเป็นแหล่งรังโรคเหมือนทวีปแอฟริกาดังนั้นการป้องกันและควบคุมโรคจะต้องป้องกันตนเองจากการถูกยุงกัดในเวลากลางวัน เช่น ทายากันยุง สวมเสื้อแขนยาวกางเกงขายาว และกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายเป็นประจำ เพราะวงจรชีวิตจากไข่กลายเป็นยุงใช้เวลาประมาณ 9 วัน ส่วนถ้ามีการระบาดถึงจะมีการพ่นยากำจัดยุงตัวเต็มวัยด้วย

ภาพที่ 3ภาพรณรงค์มาตรการ 3 เก็บ 3 โรค ได้แก่ เก็บบ้าน เก็บขยะ และเก็บน้ำ เพื่อกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง (ที่มา: กรมควบคุมโรค)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...