แปรรูปไม้ยางฟื้น "เมกก้าวู๊ด" ผลิตพุ่ง 10%
“เมกก้าวู้ด” โรงงานแปรรูปไม้ยางพาราออร์เดอร์จีนพุ่ง หลังโควิด-19 กำลังการผลิตเพิ่ม 10% เหตุโรงงานจีนปรับตัว ราคาไม้ยางไทยลดต่ำลงสู้ราคาไม้อื่นทั่วโลกได้ เผย 2 ปีก่อนวิกฤตหนักจากหลายปัจจัย ทั้งซัพพลายล้นตลาด จีนออกกฎต้องผลิตไม้ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สงครามการค้าจีน-สหรัฐ เงินบาทแข็งค่า ทำไม้ยางไทยราคาพุ่งสู้ราคาไม้อื่นในตลาดโลกยาก
นายภรภัทร โรจนมงคล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมกก้าวู้ด จำกัด จ.ตรัง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ธุรกิจแปรรูปไม้ยางพาราของบริษัท เมกก้าวู้ด ในปีนี้เริ่มปรับตัวดีกว่าปีที่ผ่านมา จากปี 2562 สามารถทำการแปรรูปไม้ยางพาราได้เพียง 1.3 แสนลูกบาทฟุตต่อเดือน ในปี 2563 เพิ่มขึ้นมา 1.4 หมื่นลูกบาทฟุตต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ขณะกำลังการผลิตสูงสุดอยู่ที่ 1.5 แสนลูกบาทฟุตต่อเดือน เนื่องจากตลาดมีการแข่งขันน้อย และโชคดีที่ช่วงโควิด-19 ส่งผลกระทบน้อยกว่าอุตสาหกรรมอื่นในประเทศ โดยธุรกิจนี้มีการค้าขายกับจีนเป็นหลัก แม้จะหยุดชะงักไปในช่วงแรกหลังจากโควิดระบาดในจีนตั้งแต่เดือนมกราคม-เดือนมีนาคม แต่หลังจากนั้นก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ และราคาก็ไม่ได้ตกลงมากเท่าไหร่นัก
“โดยรวมในปีนี้ถึงมีสถานการณ์โควิด-19 ธุรกิจก็ยังพอไปได้ บริษัท เมกก้าวู้ด สามารถทำการแปรรูปไม้ยางพาราเฉลี่ยต่อเดือนเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยรวมมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 55 ล้านบาทต่อเดือน โดยไม่ได้ตั้งเป้ารายได้เพิ่มแต่อย่างใด เพราะจะกลายเป็นว่าเราต้องเร่งหาวัตถุดิบ และจะส่งผลให้ต้นทุนในการทำงานสูงมาก ผมจะปล่อยสบาย ๆ เพื่อให้เราไม่เจ็บตัวมากเมื่อมีปัจจัยด้านลบมากระทบ”
ทั้งนี้ ในช่วงเกิดสถานการณ์โควิด-19 บริษัท เมกก้าวู้ด ได้ลดต้นทุนลงด้วยการควบคุมภายใน จัดองค์กรใหม่ และจำเป็นต้องปรับลดพนักงานจาก 520 คน เหลือ 470 คน เพราะ 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทขาดทุน แต่คาดว่าในปี 2563 ไม่ขาดทุน ถึงแนวโน้มครึ่งปีหลังจะไม่ดีเท่าปีที่ผ่านมาและอาจจะไม่มีกำไรเหมือนในอดีตที่อุตสาหกรรมนี้เฟื่องฟู
นายภรภัทรกล่าวว่า ก่อนหน้านั้นอุตสาหกรรมไม้ตั้งแต่ปี 2557-2560 อยู่ในสภาวะดีมาโดยตลอด ผู้ประกอบการค่อนข้างประมาทในการดำเนินธุรกิจ เมื่อต้นทุนสูงรายได้ไม่พอก็กู้เงินมาลงทุน กระทั่งสถานการณ์วิกฤตที่สุดในปลายปี 2560 ประมาณช่วงเดือนพฤศจิกายน-ปลายปี 2562 ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นซัพพลายของอุตสาหกรรมไม้ยางพาราแปรรูปมีมากเกินความต้องการของตลาด เพราะมีการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านด้วย และผู้ใหญ่ในอุตสาหกรรมนี้ถึงกับบอกว่าตั้งแต่ทำการค้าแปรรูปไม้ยางพารากับจีนมา 20 กว่าปี 2 ปีนี้หนักที่สุด
“การเกิดวิกฤตเริ่มมาจากช่วงหนึ่งในประเทศไทยมีความต้องการไม้ยางพาราสูง ราคาดีดตัวขึ้น คนมาลงทุนเยอะทั่วทั้งภาคใต้ ภาคตะวันออก ซัพพลายก็ออกมาเยอะ ผู้ประกอบการรายเดิมที่ทำอยู่ขยายกิจการเพิ่ม นอกจากนี้ยังมีผู้ประกอบการรายใหม่เพิ่มอีกทั้งคนไทยและคนจีน ซึ่งในช่วงปลายปี 2560 ภาครัฐของจีนเข้มงวดในการออกกฎหมายระเบียบให้โรงงานยกระดับอุตสาหกรรมให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วย ผู้ประกอบการโรงงานไม้ยางพาราแปรรูปสำหรับนำไปทำเฟอร์นิเจอร์ที่ปรับตัวไม่ทันต้องเลิกกิจการไป ประกอบกับมีการผลิตมากเกินความต้องการ จนเกิดสินค้าล้นตลาดทำให้ราคาดิ่งลงไม่ต่างจากการตกหน้าผา หลังจากนั้นมีสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐตามมาทำให้ไม้ยางแปรรูปที่ผลิตเยอะในประเทศไทยส่งออกไม่ได้ ถัดมาค่าเงินบาทแข็งค่ามากส่งผลกระทบผู้ส่งออกถึงการนำเข้าจำหน่ายง่ายขึ้นแต่ส่งออกไปขายยาก ต่อให้ขายสินค้าในราคาเดิมเมื่อแปลงค่าเงินแล้วมีรายได้น้อยกว่าปกติ”
นายภรภัทรกล่าวต่อไปว่า หลังจากปี 2562 สถานการณ์เริ่มทรงตัว ผู้ประกอบการของจีนเริ่มปรับตัวได้แล้วกลับมาเดินเครื่องโรงงาน ทั้งราคาไม้ยางไทยลดต่ำลงมาอยู่ระดับราคาเดียวกันกับไม้อื่นทั่วโลก จากที่ก่อนหน้านั้นราคาแพงกว่า เพราะไม้ยางพารายังมีจำนวนมาก จุดเด่นคือสามารถเข้าเครื่องจักรอัตโนมัติได้สะดวก ผลิตง่าย ต้นทุนต่ำ แต่ยังมีไม้จากฝั่งยุโรปอีกหลายประเภทที่มีลักษณะเหมือนกับไม้ยางพารา
“พอไม้ยางพาราของไทยราคาสูงเกินไปผู้นำเข้าจีนก็หันไปหาไม้อย่างอื่น พอราคาไม้ยางไทยกลับมาต่ำ จีนก็กลับมาหาเรา ซึ่งจีนกลับมาหาเราตอนปลายปี 2562 ตอนราคาสูงที่สุดขึ้นไปไร่ละ 7-8 หมื่นบาท สภาพไม้สวยมาก ๆ ราคาพุ่งขึ้นไปเหยียบไร่ละแสนบาท แต่ ณ วันนี้ราคาตกลงไปมากเหลือเพียงไร่ละ 2 หมื่นบาท เรียกได้ว่าตกต่ำลงมาจนถึงขนาดนั้น ตอนนี้เฉลี่ยขึ้นมาบ้าง ผมคาดว่าส่วนใหญ่น่าจะอยู่ที่ 3-4 หมื่นบาทต่อไร่ประมาณนี้”
ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการแปรรูปไม้ยางพาราทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่รวมกันกว่า 100 แห่ง มีทั้งเป็นโรงเลื่อยไม้ โรงอบ โรงงานทำเฟอร์นิเจอร์ ทำไม้แผ่น เป็นต้น โดยในจังหวัดตรังมีกิจการอยู่ไม่น้อยกว่า 30 แห่ง และบริษัท เมกก้าวู้ด ก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งมี 2 โรงงาน ตั้งอยู่ที่คลองเต็ง อ.เมือง และ อ.นาโยง จ.ตรัง