โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อยากย้ายประเทศ !? ก็ซื้อ (สัญชาติ) ดิค้าบ

The Momentum

อัพเดต 15 เม.ย. 2562 เวลา 10.08 น. • เผยแพร่ 15 เม.ย. 2562 เวลา 10.08 น. • รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์

In focus

  • หลายประเทศต่างก็มีโครงการสิทธิการเป็นพลเมืองจากการลงทุน ที่จำหน่าย “สัญชาติ” หรือสิทธิการพำนักในประเทศให้เหล่ามหาเศรษฐีเพื่อนำดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กในทะเลแคริบเบียน ประเทศในสหภาพยุโรป แคนาดา สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์
  • ประเทศเซนต์คิตส์และเนวิส ประเทศสองเกาะในทะเลแคริบเบียนที่มีประชากรราวครึ่งแสน ชาวคิตติเตียนเคยประสบภัยพิบัติรุนแรงจากพายุเฮอร์ริเคนจนทำให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลซึ่งเป็นเส้นเลือดหลักของเศรษฐกิจเกือบล่มสลาย รัฐบาลจึงจับมือกับบริษัทที่ปรึกษาทางกฎหมาย ริเริ่มโครงการจำหน่ายสัญชาติ เริ่มต้นที่ 250,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (7.5 ล้านบาท) ปัจจุบัน รายได้จากโครงการดังกล่าวคิดเป็นราวร้อยละ 20 ของจีดีพีทั้งประเทศ
  • โครงการดังกล่าวเป็นเหมือนดาบสองคม เพราะรัฐบาลจะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำในระยะสั้น จึงอาจนำไปใช้จ่ายเกินตัว หากไม่ควบคุมนโยบายการคลังอย่างระมัดระวัง อาจก่อให้เกิดปัญหาในระยะยาวได้ในวันที่ธุรกิจขายสัญชาติอาจไม่ได้ดีเช่นเดิม นอกจากนี้ รัฐบาลจะต้องคำนึงถึงธรรมาภิบาลและความโปร่งใส เพราะผู้เชี่ยวชาญต่างมองว่าโครงการในลักษณะนี้เอื้อต่ออาชญากรข้ามชาติ การดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย การหนีภาษี และการฟอกเงิน

หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อนในโซเชียลมีเดียของผู้เขียนโพสต์ภาพคำค้นฮอตฮิตไม่กี่ชั่วโมงให้หลัง นั่นคือคำว่า “ย้ายประเทศ”

ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าบุคคลเหล่านั้นจริงจังขนาดไหน แต่จากผลการค้นหาภาษาไทยปรากฏว่าไม่ค่อยมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์สักเท่าไร เว้นแต่ว่าคุณกำลังมองหาคู่ชีวิตต่างสัญชาติและพร้อมแต่งงานเพื่อโอนย้ายรกราก แต่หากถามนักเศรษฐศาสตร์ว่าหากจะย้ายประเทศต้องทำอย่างไร ผู้เขียนก็สามารถตอบให้ได้อย่างตรงไปตรงมาว่า…

“ก็ซื้อดิครับ!”

ทำเป็นเล่นไป สัญชาติที่ใครต่อใครรักนักหวงหนา ปัจจุบันมีหลายประเทศนำมาจำหน่ายให้เหล่ามหาเศรษฐีเพื่อนำเงินเหล่านั้นกลับมาพัฒนาประเทศ แถมยังเป็นเทรนด์ยอดนิยมตามการศึกษาของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) ที่คุณสามารถเลือกเมนูได้เลยว่าต้องการขอไปเป็นประชากรในประเทศใด ไม่ว่าจะเป็นประเทศในสหภาพยุโรป แคนาดา สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย แม้แต่ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างสิงคโปร์ ต่างก็มีโครงการสิทธิการเป็นพลเมืองจากการลงทุน (Citizenship-by-investment)

ก่อนจะกระโดดไปเลือกประเทศ ผู้เขียนขอพาย้อนเวลาไปดู ‘ต้นแบบ’ โมเดลการขายสัญชาติของประเทศเซนต์คิตส์และเนวิส (St. Kitts and Nevis) ที่เริ่มโครงการนำร่องตั้งแต่ พ.ศ. 2527 ที่ช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ และยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญจวบจนปัจจุบัน

จุดกำเนิดประเทศขายสัญชาติ

ประเทศเซนต์คิตส์และเนวิส เป็นประเทศเล็กจิ๋วซึ่งเคยอยู่ภายใต้การปกครองของสหราชอาณาจักร ตั้งอยู่บนทะเลแคริบเบียน ระหว่างทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้โดยมีประชากรราวครึ่งแสน เศรษฐกิจหลักของประเทศเซนต์คิตส์ฯ พึ่งพาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลเป็นหลัก แต่ด้วยสภาพภูมิอากาศในบางปีไม่เอื้ออำนวย พร้อมกับภัยพิบัติต่างๆ ทำให้ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เซนต์คิตส์ฯ กลายเป็นประเทศที่มีอัตราหนี้ต่อจีดีพีสูงที่สุดอันดับต้นๆ ของโลก

ประเทศเซนต์คิตส์และเนวิส ตั้งอยู่บนเกาะสองเกาะในทะเลแคริบเบียน ระหว่างทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้
โดยมีประชากรราว 50,000 คน ภาพโดย kayokayo CC BY-SA 3.0 Wikipedia

ในสภาวะที่เศรษฐกิจใกล้ล้อมอยู่รอมร่อ ก็มีพระเอกขี่ม้าขาว คริสเตียน คาลิน (Christian Kälin) ทนายความหนุ่มชาวสวิตเซอร์แลนด์ ประธานบริษัทที่ปรึกษาทางกฎหมาย Henley & Partners ซึ่งต่อมาคริสเตียนได้ถูกขนานนามว่า “ราชาแห่งพาสปอร์ต” โดยมีผลงานชิ้นเอกคือปรับปรุงโครงการสิทธิการเป็นพลเมืองจากการลงทุนของเซนต์คิตส์ฯ และนำไปเสนอขายให้กับลูกค้าผู้ร่ำรวยของเขา สร้างสถานการณ์ที่ใครๆ ก็ได้ประโยชน์

สำหรับราคาพาสปอร์ตสัญชาติเซนต์คิตส์ฯ มีทั้งหมดสองแพ็คเกจ แพ็คเกจแรกคือบริจาคให้กับประเทศขั้นต่ำ 250,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 7.5 ล้านบาท แพ็คเกจที่สองคือลงทุนในประเทศ เช่น ซื้อบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์มูลค่าขั้นต่ำ 400,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 12 ล้านบาท และแน่นอนว่าคุณจะต้องผ่านการสกรีนเบื้องลึกเบื้องหลังเพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะไม่ทำให้ชื่อเสียงชาวคิตติเตียน (Kittitians หมายถึงประชากรของประเทศเซนต์คิตส์ฯ) เสียหาย

เมื่อรายละเอียดโครงการพร้อม ที่เหลือก็ต้องเดินสายโฆษณา หาดสวย น้ำใส อัตราภาษีน้อยนิด พาสปอร์ตทรงอำนาจที่สามารถเดินทางไป 141 ประเทศทั่วโลกโดยไม่ต้องขอวีซ่า ค่าเงินที่อิงกับดอลลาร์สหรัฐฯ ยังจะรออะไรอีกล่ะครับ สมัครได้แล้วที่นี่ แค่คลิก!

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 อุตสาหกรรมหลักของเซนต์คิตส์ฯ ก็ได้เปลี่ยนจากอ้อยและน้ำตาลมาเป็นโครงการสิทธิการเป็นพลเมืองจากการลงทุน โดยรอบ 10 ปีที่ผ่านมา รายได้ดังกล่าวคิดเป็นราวร้อยละ 20 ของจีดีพี โดยเทรนด์ดังกล่าวมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องจากความไร้เสถียรภาพและความไม่สงบในหลายประเทศ ทำให้เหล่ามหาเศรษฐีต้องมี ‘สัญชาติสำรอง’ ไว้ในกรณีฉุกเฉิน หรือบางครั้งอาจเลือกเอาตัวเองออกจากสถานการณ์ความไม่สงบ แล้วมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะพลเมืองของต่างแดน

อย่างไรก็ดี โครงการลักษณะดังกล่าวก็เสมือนดาบสองคม แม้ว่าในระยะสั้น รัฐบาลอาจสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่กระแสเงินจากต่างประเทศที่ไหลทะลักเข้าสู่เศรษฐกิจภายในประเทศจะทำให้เกิดเงินเฟ้อ ค่าแรงเพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายของรัฐบาลเองก็เช่นกัน หากไม่ควบคุมนโยบายการคลังอย่างระมัดระวัง อาจก่อให้เกิดปัญหาในระยะยาวได้เมื่อถึงวันที่สัญชาติของประเทศนั้นๆ อาจไม่ได้เป็นที่นิยมอีกต่อไป หรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทำให้โครงการต้องหยุดชะงัก

หัวใจสำคัญที่จะทำให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้คือธรรมาภิบาลและความโปร่งใส อย่าลืมว่าหากประเทศซึ่งอนุญาตให้ผู้ถือพาสปอร์ตของประเทศ เช่น เซนต์คิตส์ฯ เดินทางเข้ามาได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า วันหนึ่งเกิดไม่มั่นใจในคุณภาพของชาวคิตติเตียนอีกต่อไป และเพิกถอนสิทธิในการเดินทางเข้าประเทศ เมื่อนั้นผลิตภัณฑ์สัญชาติที่เคยขายดิบขายดีอาจลดความน่าสนใจลง

นอกจากนี้ สิ่งที่หลายคนกังวลคือการใช้โครงการดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน เลี่ยงภาษี หรือดำเนินธุรกิจที่ผิดกฎหมาย ทำให้ภาระตกเป็นของเหล่าประเทศต้นทางที่ต้องเข้มงวดกวดขันก่อนรับชาวต่างแดนมาเป็นพลเมือง

แล้วตอนนี้ มีประเทศอะไรให้เลือกบ้าง?

มาถึงส่วนที่ทุกคนรอคอยคือเมนูว่าปัจจุบันมีประเทศอะไรบ้างที่เราสามารถซื้อสิทธิการเป็นพลเมืองได้ โดยแต่ละประเภทนั้นจะมีรายละเอียดโครงการที่แตกต่างกัน แต่หลักๆ แล้วจะมีสององค์ประกอบคือ 1) การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หุ้นสามัญ ธุรกิจ หรือเงินบริจาคในประเทศปลายทาง และ 2) ระยะเวลาพำนักต่อเนื่องอยู่ในประเทศนั้นๆ ซึ่งหากทำได้ตามเงื่อนไข ก็จะมีสิทธิสมัครเพื่อตรวจสอบพื้นเพว่าเรา ‘สะอาด’ ก่อนจะได้รับสิทธิพลเมือง

โครงการดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติเข้ามาตั้งรกรากโดยจะแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ

  • สิทธิพำนักถาวร (Permanent Residency) จะเป็นสถานะพิเศษเพิ่มเติมให้สามารถเดินทางเข้าประเทศ พักอาศัย และทำมาหาเลี้ยงชีพในประเทศปลายทางได้อย่างถูกกฎหมาย แต่จะไม่มีสิทธิเทียบเท่าพลเมือง เช่น สิทธิในการเลือกตั้ง จะว่าไปก็คล้ายกับวีซ่าที่ไม่มีวันหมดอายุ โดยผู้ได้สิทธิดังกล่าวยังคงถือสัญชาติเดิม

  • สิทธิความเป็นพลเมือง (Citizenship) คือการย้ายสัญชาติแบบชุบตัวในอ่างทองคำ หลังจากลงทุนตามเงื่อนไขและผ่านกระบวนการตามกฎหมาย ก็พร้อมที่จะเกิดใหม่เป็นชาวประเทศปลายทาง โดยสามารถถือพาสปอร์ตของประเทศนั้นๆ ได้ และมีสิทธิเฉกเช่นพลเมืองคนหนึ่งในประเทศ

ผู้เขียนขอเริ่มที่กลุ่มประเทศในฝันของใครหลายคนที่ถือพาสปอร์ตที่เรียกได้ว่า ‘ทรงพลัง’ ที่สุดในโลก นั่นคือกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป ซึ่งต้องบอกว่ามีหลายประเทศทีเดียวที่มีโครงการในลักษณะดังกล่าว เริ่มจากประเทศมัลตา หมู่เกาะทะเลสวย น้ำใส ที่ต้องบริจาคเงิน 675,000 ยูโรให้กับกองทุนพัฒนาประเทศ และลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ 350,000 ยูโร สิริรวม 1.15 ล้านยูโร หรือราว 40 ล้านบาทเศษ หรือใครอยากเลือกประเทศที่สบายกระเป๋าหน่อย เราก็มีออปชันครับ คือลงทุน 500,000 ยูโร (ราว 20 ล้านบาท) ในประเทศบัลแกเรียเพื่อได้สิทธพำนักถาวร แล้วอยู่ต่ออีก 5 ปีเพื่อสมัครเป็นพลเมือง

รายละเอียดเบื้องต้นของโครงการสิทธิการเป็นพลเมืองจากการลงทุนในหลายประเทศทั่วโลก แปลงเป็นสกุลเงินยูโรเพื่อการเปรียบเทียบ อินโฟกราฟฟิกโดย The Guardian

ยังแพงไปหรอครับ? อย่างนั้นลงทุนอสังหาริมทรัพย์ 250,000 ยูโร (ราว 10 ล้านบาท)  ในประเทศกรีซ แล้วดูใจกันอีก 7 ปีก่อนจะได้เป็นพลเมือง สำหรับใครที่ต้องการพาสปอร์ตแบบประหยัดงบประมาณ ผู้เขียนขอแนะนำประเทศลัตเวีย เมืองท่าโรแมนติกริมทะเลบอลติก เริ่มต้นที่ 50,000 ยูโรลงทุนในบริษัทสัญชาติลัตเวีย บวกกับเงินบริจาคอีก 10,000 ยูโร รวมทั้งแพ็คเกจที่ 60,000 ยูโร (ราว 2.4 ล้านบาท) หลังจากนั้นอีก 10 ปีค่อยมาคุยกันเรื่องสมัครเป็นพลเมือง

ส่วนทางเลือกอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น วีซ่าประเภท EB-5 เริ่มต้นที่ 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16 ล้านบาท) ออสเตรเลีย ต้องการเงินลงทุน 1.5 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 34 ล้านบาท) ส่วนประเทศแคนาดา ราคาจะอยู่ที่ 1 ล้านดอลลาร์แคนาดา (ราว 24 ล้านบาท) ใครชอบประเทศไหน อาหารอย่างไร ภูมิอากาศแบบไหน ก็เลือกช็อปกันได้เต็มที่เลยครับ

สำหรับใครที่มีเงินเก็บเหลือเฟือ แต่รู้สึกเลือกไม่ถูกว่าจะไปประเทศไหนดี บริษัท Henley & Partners ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงการสิทธิการเป็นพลเมืองจากการลงทุน ก็ได้เผยแพร่อินโฟกราฟฟิก “ดัชนีคุณภาพของสัญชาติ (Quality of Nationality Index)” โดยพิจารณาจากมิติต่างๆ ทั้งสภาพความเป็นอยู่ภายในประเทศ เสรีภาพในการตั้งถิ่นฐาน และการเดินทางท่องเที่ยวโดยไม่ต้องขอวีซ่า โดยประเทศอันดับ 1 ในตารางคือประเทศฝรั่งเศส โดยคุณผู้อ่านสามารถขอสิทธิพำนัก 10 ปีในเมืองสุดแสนโรแมนติกนี้ได้ด้วยการลงทุน เริ่มต้นที่ 10 ล้านยูโร (ราว 360 ล้านบาท)

เห็นตัวเลขแล้วอย่าเพิ่งหมดไฟนะครับ ค่อยๆ เก็บหอมรอมริบไทย ส่วนผู้เขียนถอดใจยอมแพ้ ขออยู่ประเทศไทยในน้ำมีปลาในนามีข้าว กรุงเทพฯ เมืองเทพสร้าง แผ่นดินทอง แผ่นดินธรรม ฯลฯ ต่อไปดีกว่าครับ

 

เลือกสัญชาติไหนดี? ดูข้อมูลได้จากแผนที่ดัชนีคุณภาพของสัญชาติ (Quality of Nationality Index) จัดทำโดยบริษัท Henley & Partners ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงการสิทธิการเป็นพลเมืองจากการลงทุน ภาพจาก nationalityindex.com

 

หมายเหตุ: ตัวเลขที่ใช้อ้างอิงในบทความเป็นตัวเลขของโครงการสิทธิการเป็นพลเมืองจากการลงทุนซึ่งผู้เขียนรวบรวมจากหลากหลายเว็บไซต์ ซึ่งปัจจุบันมูลค่าการลงทุน หรือเงื่อนไขระยะเวลาในการพำนักอาศัยก่อนของสิทธิการเป็นพลเมืองอาจเปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายของแต่ละประเทศ

 

เอกสารประกอบการเขียน

Planet Money Episode 687: Buy This Passport

A Passport of Convenience

Countries where you can buy citizenship

Citizenship for sale: how tycoons can go shopping for a new passport

The easiest places in the world to get citizenship or residency, from Thailand to St. Lucia

 

Fact Box

  • สำหรับประเทศไทย เราก็มีบัตรพิเศษสำหรับชาวต่างชาติผู้ร่ำรวยและหลงรักเมืองไทย “ไทยแลนด์ อีลิทคาร์ด” ซึ่งเป็นวีซ่าระยะยาว 4 ประเภทระยะเวลาตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี พร้อมสิทธิพิเศษตั้งแต่การตรวจคนเข้าเมือง กีฬา อาหาร และสุขภาพตามไลฟ์สไตล์อีลิทเมืองไทย สนนราคาที่ 800,000 ถึง 1,000,000 บาทถ้วน ซึ่งบริหารโดยรัฐวิสาหกิจภายใต้การดูแลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...