'พิธา' วืดนั่งนายกฯในการประชุมรัฐสภา เห็นชอบแค่ 324 เสียง ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง 375 คะแนน แฉ ส.ว.รุมขวาง-หนุนแค่ 13 เสียง
‘พิธา’ วืดนั่งนายกฯในการประชุมรัฐสภา เห็นชอบแค่ 324 เสียง ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง 375 คะแนน แฉ ส.ว.รุมขวาง-หนุนแค่ 13 เสียง
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 13 กรกฎาคม ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา วาระพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยกำหนดให้วุฒิสภา (ส.ว.) ใช้เวลา 2 ชั่วโมง ส.ส. 18 พรรค ใช้เวลา 4 ชั่วโมง รวม 6 ชั่วโมง และกำหนดให้การอภิปรายยุติลง ก่อนเวลา 17.00 น.จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการโหวตนายกรัฐมนตรี
จากนั้นเวลา 10.00 น. เข้าสู่การเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่านและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งเป็นตัวแทนของ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ได้ลุกขึ้นเสนอชื่อบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 และข้อคับการประชุมร่วมรัฐสภาข้อ 136 ว่าเป็นบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 และถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 88 จึงขอเสนอนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีผู้รับรองถูกต้อง
จากนั้นนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เปิดให้สมาชิกแสดงตนเพื่อรับรองการเสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีผู้แสดงตนรับรองทั้งสิ้น 302 คน ถือว่ามีเสียงรับรองครบ จากนั้นเริ่มเข้าสู่การอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา
ต่อมานายประพันธุ์ คูณมี สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อภิปรายว่า การเสนอชื่อ นายพิธา เป็นการเสนอชื่อบุคคลที่มีลักษณะต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 159 โดยคุณสมบัติของนายพิธาปรากฏชัดเจนเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติและยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาสมาชิกภาพ ส.ส.ของนายพิธา สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98(3) ซึ่งทางศาลได้ลงรับหนังสือทางธุรการแล้ว เป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าจากข้อสงสัยที่นายพิธาเป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้าม เรื่องนี้เป็นความเห็นที่ยุติโดย กกต. สมาชิกรัฐสภาที่ได้ร่วมกันพิจารณาและลงมติ ย่อมรู้อยู่แล้วว่าบุคคลดังกล่าวมีคุณสมบัติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังจงใจกระทำความผิดตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับรัฐสภา ซึ่งการให้ความเห็นชอบเรื่องนี้จะเป็นปัญหาและความผิดร้ายแรงต่อการปฏิบัติหน้าที่ หากดึงดันที่จะยังลงมติจากบุคคลที่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม อาจจะถูกดำเนินคดีตามมาตรา 231(1) คือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจโดยขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุนี้จึงไม่เห็นด้วยและขอคัดค้านการเสนอชื่อนายพิธาเพื่อให้ความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรี
จากนั้นเวลา 15.50 น. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา กล่าวว่า สมาชิกได้อภิปรายคุณสมบัติครบทุกฝ่ายเป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนดแล้ว ขอปิดการอภิปรายและจะดำเนินการออกเสียงลงคะแนน โดยเรียงตามลำดับตัวอักษร
เมื่อผลการลงมติเรียบร้อยแล้ว นายวันมูหะมัดนอร์ได้แจ้งสรุปผลโหวตต่อที่ประชุม ผลปรากฏว่า เห็นชอบ 324 เสียง ไม่เห็นชอบ 182 เสียง งดออกเสียง 199 เสียง ทำให้นายพิธาได้รับคะแนนเห็นชอบไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งคือ 375 เสียงของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ดังนั้น จึงถือว่ามติที่ประชุมไม่เห็นชอบการแต่งตั้งนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 วรรคหนึ่ง จากนั้นสั่งปิดประชุมในเวลา 18.25 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการลงคะแนนโหวต นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี สำหรับเสียงเห็นชอบ 324 เสียง พบว่ามี ส.ส. 311 คน ส.ว. 13 คน ส่วนเสียงไม่เห็นชอบ 182 เสียง มี ส.ส. 148 คน ส.ว. 34 คน งดออกเสียง 199 เสียง แยกเป็น ส.ส. 40 คน ส.ว. 159 คน ทั้งนี้ ส.ว.โหวตเห็นชอบ 13 คน ประกอบด้วย 1.นายไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ 2.พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา 3.นายเฉลา พวงมาลัย 4.นายซากีย์ พิทักษ์คุมพล 5.พล.ต.ท.ณัฏฐวัฒก์ รอดบางยาง 6.นายพิศาล มาณวพัฒน์ 7.นายพีระศักดิ์ พอจิต 8.นายมณเฑียร บุญตัน 9.นายวันชัย สอนศิริ 10.นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ 11.นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ 12.นพ.อำพล จินดาวัฒนะ และ 13.นางประภาศรี สุฉันทบุตร