โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เทียบฟอร์ม AIS-TRUE สงครามชิงเบอร์ 1 เทเลคอม

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 13 พ.ค. 2566 เวลา 11.27 น. • เผยแพร่ 12 พ.ค. 2566 เวลา 09.48 น.
AIS-TRUE

เทียบฟอร์ม AIS-TRUE สงครามชิงเบอร์ 1 เทเลคอม ด้าน “เอไอเอส” ไตรมาสแรกปีนี้ โกยรายได้ 4.6 หมื่นล้านบาท กำไรสุทธิ 6.7 พันล้านบาท โต 7.1% ผู้ใช้บริการมือถือรวม 46.1 ล้านราย เพิ่มขึ้น 1.08 แสนราย ตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 3-5% งบลงทุน 2.7-3 หมื่นล้านบาท นโยบายปันผล 70%

ฟาก “ทรู” กวาดรายได้รวม 5.1 หมื่นล้านบาท แต่ขาดทุนสุทธิ 492 ล้านบาท ดรอป 95% เอฟเฟ็กต์ EBITDA ดิ่ง ผู้ใช้บริการมือถือรวม 50.46 ล้านราย เพิ่มขึ้น 6.77 แสนราย งบลงทุน 2.5-3 หมื่นล้านบาท นโยบายปันผล 50%

วันที่ 12 พฤษภาคม 2566 ธุรกิจโทรศัพท์มือถือของประเทศไทย อาจกำลังจะเริ่มกลายเป็นตลาดผูกขาด (Monopoly Market) ในอนาคต เพราะปัจจุบันเหลือผู้ขายเพียงแค่ 2 รายเท่านั้น โดยเป็นการต่อสู้แข่งขันกันระหว่าง บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) หรือ เอไอเอส (AIS) ของนายสารัชถ์ รัตนาวะดี และ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TURE) ของเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์

โดยในปี 2566 ผ่านมาแล้ว 1 ไตรมาส วันนี้ “ประชาชาติธุรกิจออนไลน์” จะพาไปสำรวจผลการดำเนินงานของ 2 ยักษ์ใหญ่ค่ายมือถือของประเทศไทย ภายใต้สมรภูมิการแย่งลูกค้าที่เกิดขึ้นนั้นว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง ?

เอไอเอส รายได้ 4.6 หมื่นล้าน

สำหรับ AIS พบว่ามีรายได้รวม 46,712 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) แต่ลดลง 4.1% จากไตรมาสก่อนหน้า (QOQ) โดยพบว่ารายได้จากการให้บริการหลัก (ไม่รวมค่าเชื่อมโยงโครงข่ายและรายได้จากการเป็นพันธมิตรกับเอ็นที) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.3% YOY แต่ลดลง 0.9% QOQ มาอยู่ที่ 33,531 ล้านบาท ประกอบด้วย

  • รายได้ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ 29,258 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4% YOY ลดลง 0.9% QOQ
  • รายได้ธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 2,710 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% YOY เพิ่มขึ้น 4.3% QOQ
  • รายได้การให้บริการอื่น ๆ 1,564 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.2% YOY ลดลง 9% QOQ
  • รายได้ค่าเชื่อมโยงโครงข่ายและการเป็นพันธมิตรกับเอ็นที 3,255 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% YOY ลดลง 3.5% QOQ
  • รายได้จากการขายเครื่องมือถือและซิม 9,926 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.1% YOY ลดลง 14% QOQ

โดยรายได้รวมที่เพิ่มขึ้น YOY มาจากการปรับตัวดีขึ้นของรายได้จากธุรกิจหลัก เติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้านและธุรกิจบริการลูกค้าองค์กร ในขณะที่ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ฟื้นตัวจากการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ร่วมกับความพยายามในการยกระดับรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการ (ARPU) ท่ามกลางสภาวะการแข่งขันที่ดีขึ้น

ร่วมกับการเติบโตของรายได้จากการขายอุปกรณ์ ซึ่งได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวมเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2565 ที่ยังคงอยู่ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ส่วนที่ลดลง QOQ เกิดจากปัจจัยด้านฤดูกาลของรายได้โทรศัพท์เคลื่อนที่และการลดลงของรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์คลาวด์

กำไรสุทธิ 6.7 พันล้าน

ด้านทิศทางกำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี (EBITDA) พบว่าอยู่ที่ 22,636 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% YOY จากการปรับตัวดีขึ้นของธุรกิจหลัก ร่วมกับความพยายามในการบริหารค่าใช้จ่ายเพื่อลดผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนค่าไฟฟ้าและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แต่เทียบ QOQ ลดลง 1.1% จากปัจจัยด้านฤดูกาลซึ่งกระทบต่อรายได้

ส่งผลให้ AIS มีกำไรสุทธิไตรมาส 1 ปีนี้ 6,757 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.1% YOY จากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของ EBITDA ร่วมกับต้นทุนทางการเงินที่ลดลง 5.3% YOY และการรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ แต่ถ้าเทียบ QOQ ยังปรับตัวลดลง 8.2% จากกำไรอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิที่ลดลง

ลูกค้ามือถือ 46.1 ล้านราย

โดยพบจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รวม 46.1 ล้านราย เพิ่มขึ้น 1.48 ล้านราย หรือเพิ่มขึ้น 3.3% YOY และเพิ่มขึ้น 1.08 แสนราย หรือเพิ่มขึ้น 0.2% QOQ

  • ผู้ใช้บริการระบบรายเดือน 12.66 ล้านราย เพิ่มขึ้น 7.7% YOY เพิ่มขึ้น 0.9% QOQ
  • ผู้ใช้บริการระบบเติมเงิน 33.45 ล้านราย เพิ่มขึ้น 1.8% YOY ทรงตัว QOQ
  • จำนวนลูกค้าใช้บริการ 5G 7.17 ล้านราย เพิ่มขึ้น 155% YOY เพิ่มขึ้น 5% QOQ
  • จำนวนผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบ้าน 2.26 ล้านราย เพิ่มขึ้น 22% YOY และเพิ่มขึ้น 4.6% QOQ

คาดการณ์รายได้ปีนี้โต 3-5%

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS กล่าวว่า ปี 2566 เศรษฐกิจโลกยังคงอยู่บนความไม่แน่นอนจากความเสี่ยงในการเกิดเศรษฐกิจชะลอตัวในหลายประเทศทั่วโลก ร่วมกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่อาจทำให้เกิดการชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานและส่งผลต่อภาคการผลิตและอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยได้รับการสนับสนุนจากการเติบโตในภาคการท่องเที่ยว ซึ่งได้รับอานิสงส์เพิ่มเติมจากการเปิดประเทศเร็วกว่าที่คาดไว้ของประเทศจีนในช่วงต้นปี 2566 และอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งช่วยหนุนการบริโภคภาคเอกชนให้สูงขึ้น

เอไอเอสได้วางเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงองค์กรจากผู้ให้บริการดิจิทัลไลฟ์ (Digital Life Service Provider) สู่ Cognitive Tech-Co ด้วยการพัฒนารากฐานสำคัญ 3 แกน ได้แก่ โครงข่ายอัตโนมัติ (Autonomous Network), ระบบไอทีอัจฉริยะ (IT Intelligence) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) เพื่อผลักดันการเติบโตของทุกกลุ่มธุรกิจ

โดยธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตแม้ว่าภาพการแข่งขันยังคาดเดาได้ยาก โดยยังคงเน้นการเติบโตในส่วนแบ่งทางการตลาดที่สร้างผลกำไรด้วยการส่งมอบประสบการณ์ 5G ที่เหนือระดับทั้งในด้านคุณภาพและความครอบคลุมของโครงข่าย

ส่วนธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้าน มีเป้าหมายที่จะเป็นผู้เล่นรายหลักที่มีการเติบโตของผู้ใช้บริการเติบโตในระดับเลขสองหลักของรายได้ และในปีนี้ตั้งเป้าหมายสร้างฐานลูกค้ากว่า 2.5 ล้านราย และธุรกิจลูกค้าองคก์รเติบโตด้วยแนวโน้มดิจิทัลต่อเนื่อง โดยเน้นบริการใน 4 ภาคอุตสาหกรรมคือ การผลิต, ค้าปลีก, อสังหาริมทรัพย์ และการขนส่ง

ปีนี้คาดหวังผลให้ EBITDA เติบโตในอัตราเลขตัวเดียวระดับกลางจากการมุ่งเน้นที่ความสามารถในการทำกำไร

เตรียมงบลงทุน 2.7-3 หมื่นล้าน

โดยคาดการณ์งบการลงทุนปี 2566 ที่ประมาณ 27,000-30,000 ล้านบาท มีเป้าหมายที่จะคงความเป็นผู้นำทางด้านโครงข่ายพร้อมมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าแก่ลูกค้าด้วยการใช้เงินลงทุนอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ มีนโยบายเน้นย้ำประสิทธิภาพของเงินลงทุน โดยมีบริหารจัดการลดปริมาณการใช้งานโครงข่ายที่สร้างมูลค่าต่ำ และการผลักดันการใช้งานในโครงข่าย 5G ให้มากขึ้น

รวมถึงจัดสรรการใช้งานคลื่นความถี่ให้มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ บริษัทมีเป้าหมายที่จะขยายการให้บริการเอไอเอสไฟเบอร์ไปยังพื้นที่ใหม่ รวมถึงการวางแผนขยายธุรกิจลูกค้าองค์กรและการให้บริการทางด้านดิจิทัลที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง

จ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 70%

เอไอเอสให้ความสำคัญต่อการรักษาสถานะทางการเงินให้แข็งแกร่ง และมีความคล่องตัวเพื่อสร้างการเติบโตในอนาคต นโยบายการจ่ายเงินปันผลจะจ่ายไม่ต่ำกว่า 70% ของกำไรสุทธิ โดยยังคงการจ่ายเงินปันผลปีละ 2 ครั้งจากผลการดำเนินงานบริษัท และกำไรสะสมบนงบการเงินเฉพาะกิจการ โดยนโยบายการจ่ายเงินปันผลนี้จะทำให้เอไอเอสมีกระแสเงินสดเพื่อเพิ่มความคล่องตัวทางการเงิน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเป็นผู้นำตลาด ความสามารถในการแข่งขัน และโอกาสในการเติบโตของธุรกิจ รวมถึงพร้อมรับต่อสภาวการณ์ต่าง ๆ ที่อาจเปลี่ยนแปลง

TRUE รายได้ 5.1 หมื่นล้าน

ด้าน TRUE พบว่ามีรายได้รวม 51,463 ล้านบาท ลดลง 6.7% YOY ลดลง 3.9% QOQ โดยรายได้จากการให้บริการไม่รวมรายได้ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC) อยู่ที่ 38,985 ล้านบาท ลดลง 2% YOY ลดลง 1.8% QOQ ประกอบด้วย

  • รายได้ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ 31,142 ล้านบาท ลดลง 2.5% YOY ลดลง 1.7% QOQ
  • รายได้ธุรกิจออนไลน์ 5,628 ล้านบาท ลดลง 2.3 YOY ลดลง 0.9% QOQ
  • รายได้ธุรกิจโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก 1,667 ล้านบาท ลดลง 1.6% YOY ลดลง 1.9% QOQ
  • รายได้ธุรกิจอื่น 549 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.1% YOY ลดลง 10.4% QOQ
  • รายได้ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC) 1,549 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 214% YOY เพิ่มขึ้น 273% QOQ
  • รายได้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานคลื่นความถี่ 5,188 ล้านบาท ลดลง 23.7% YOY ลดลง 3.8% QOQ
  • รายได้จากการขาย 5,740 ล้านบาท ลดลง 28.9% YOY ลดลง 28.8% QOQ

โดยธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีสาเหตุหลักจาก ARPU อ่อนตัวลง เพราะการแข่งขันในตลาดที่ยังคงสูง อย่างไรก็ตาม ฐานผู้ใช้บริการยังคงเติบโตแข็งแกร่ง ด้านธุรกิจออนไลน์ รายได้จากการให้บริการในกลุ่มลูกค้ารายย่อยที่ถูกกดดันด้วยการแข่งขันที่สูง อย่างไรก็ตาม รายได้จากการให้บริการในกลุ่มลูกค้าองค์กรยังคงเติบโตได้ดี

ส่วนธุรกิจโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก รายได้จากค่าสมาชิกและค่าติดตั้งคิดเป็น 74% ของรายได้จากการให้บริการ ในขณะที่รายได้จากธุรกิจดนตรีและบันเทิงปรับตัวดีขึ้น จากการจัดคอนเสิร์ตที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 1 รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่จำนวนสมาชิกในกลุ่ม mass ลดลง

ส่วนรายได้ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC) จากการบรรลุข้อตกลงในเชิงบวกในไตรมาส 1 ปีนี้ของข้อพิพาททางกฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่ และรายได้จากการขาย จากการขายเครื่องโทรศัพท์ที่ลดลงในไตรมาส 1 ปีนี้ และการเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ที่เร็วขึ้นในไตรมาส 3/2565

TRUE ขาดทุนสุทธิ 492 ล้าน

ทำให้ไตรมาสแรกปีนี้มีกำไร EBITDA อยู่ที่ 19,452 ล้านบาท ลดลง 8.7% YOY แต่เพิ่มขึ้น 10.1% QOQ จากผลกระทบที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจากการเจรจาทางสัญญาในไตรมาส 4/2565 และการบรรลุข้อตกลงในเชิงบวกในไตรมาส 1/2566 ของข้อพิพาททางกฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่ มาตรการมุ่งเน้นเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของบริษัทยังคงส่งผลเชิงบวก ส่วนที่ดรอปลง QOQ เป็นไปตามการอ่อนตัวของรายได้ จากการให้บริการและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูงขึ้นในไตรมาส 1/2566 อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้รวมยังคงแข็งแกร่งที่ 37.8%

โดยมีขาดทุนสุทธิ 492 ล้านบาท ลดลง 95% QOQ จาก EBITDA ที่ลดลงและค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่สูงขึ้น โดยได้รับผลกระทบเชิงบวกจากกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนและการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากประกัน

ผลขาดทุนสุทธิส่วนท่ีเป็นของบริษัทในไตรมาส 4 ปี 2565 ได้รับผลกระทบทางลบจากค่าใช้จ่ายท่ีไม่ได้เกิดข้ึนเป็นประจำประมาณ 8.5 พันล้านบาท เป็นผลหลักจากการตัดจาหน่ายสินทรัพย์ที่มีความซ้ำซ้อนหรือคาดว่าจะไม่ได้ใช้ในบริษัทใหม่ท่ีจะเกิดขึ้น ภายหลังการควบรวมกิจการ ค่าใช้จ่ายท่ีเก่ียวข้องกับการควบรวมกิจการ และการด้อยค่าของสินทรัพย์ประจำปี

ลูกค้ามือถือ 50.4 ล้านราย

โดยพบจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รวม 50.46 ล้านราย เพิ่มขึ้น 6.77 แสนราย หรือเพิ่มขึ้น 1.35% QOQ

  • ผู้ใช้บริการระบบรายเดือน 15.74 ล้านราย ลดลง 0.13% QOQ
  • ผู้ใช้บริการระบบเติมเงิน 34.71 ล้านราย เพิ่มขึ้น 2.05 QOQ
  • จำนวนลูกค้าใช้บริการ 5G 6.3 ล้านราย เพิ่มขึ้น 13% QOQ
  • สมาชิกโทรทัศน์บอกรับสมาชิก 1.4 ล้านราย ลดลง 2.7% QOQ

เป้าลงทุน 2.5-3 หมื่นล้านบาท

นายมนัสส์ มานะวุฒิเวช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TRUE กล่าวว่า ปี 2566 (สำหรับระยะเวลา 10 เดือนของปี 2566 นับจากวันที่มีการควบรวม) คาดการณ์รายได้จากการให้บริการไม่รวมรายได้จากการเชื่อมต่อโครงข่ายจะทรงตัว โดย EBITDA ก็จะทรงตัวหรือลดลงด้วยตัวเดียวในระดับต่ำ

ได้เตรียมเงินลงทุนไว้ประมาณ 2.5-3 หมื่นล้านบาท โดยบริษัทจะยังคงผลักดันการรับรู้รายได้ที่เกิดจากการควบรวม (Revenue Synergies) ผ่านการขายพ่วงและขายเพิ่ม ในขณะเดียวกัน ก็ยังจะดำเนินมาตรการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง บริษัทมุ่งมั่นที่จะสร้าง Synergies ที่เกิดจากการควบรวมให้ได้ตามที่คาดหวังไว้ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์สำหรับปีนี้ยังอาจต้องพิจารณาเพิ่มเติมในภายหลัง เนื่องมาจากการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจของ TRUE และการดำเนินงานหลังการควบรวม

จ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 50%

สำหรับ TRUE มีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิจากงบการเงินเฉพาะของบริษัทภายหลังการจัดสรรเป็นสำรองต่าง ๆ และขึ้นอยู่กับฐานะทางการเงินและแผนการประกอบธุรกิจของบริษัทในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...