รีวิว เที่ยวลาว ทริปหลวงพระบาง 3 วัน 2 คืน แบบไม่นั่งเครื่องบิน ไปยังไง สนุกกว่าแค่ไหน ?
LSA Thailand
อัพเดต 25 ก.ย 2567 เวลา 06.03 น. • เผยแพร่ 29 ก.ย 2567 เวลา 01.00 น. • Lifestyle Asia Thailand“นั่งเครื่องสะดวกดี ถึงเร็วด้วย…นั่งรถ นานหน่อย แต่เก็บความทรงจำระหว่างทางได้เยอะเลย…” เที่ยวลาว เมืองมรดกโลกรอบนี้ เราขอเสนอ Routing ใหม่ ที่ไม่ซ้ำใคร หากใครอยู่กรุงเทพฯ นั่งเครื่องจากสนามบินดอนเมือง มาลงที่สนามบินเลย แวะเที่ยวเชียงคานสักคืน จากนั้นก็แพลนไปนั่งบัสยาว ๆ มุ่งหน้าสู่ “หลวงพระบาง” เมืองในม่านหมอก ทิวเขา และสายน้ำ ที่ยังคงหยุดเวลาของตัวเองเอาไว้เมื่อหลายร้อยปีก่อน จะสนุกแค่ไหน ไปลุยกัน
Relate article
รถไฟไทย ลาว แค่ปากซอย จากกรุงเทพอภิวัฒน์-เวียงจันทร์ กับ 6 ข้อสำคัญที่ต้องรู้
เยือนถิ่นมรดกโลกแห่งเอเชีย กับ 8 เมือง เที่ยวลาว ที่ไม่ใช่หลวงพระบาง มีที่ไหนน่าไปอีกบ้าง?
จาก “เลย” สู่ “ลาว” หลวงพระบาง ที่เราคิดถึง…
โดยเส้นทาง: เลย – ด่านพรมแดนบ้านนากระเซ็ง (อ.ท่าลี่) – เมืองแก่นท้าว – แขวงไซยบูลี – หลวงพระบาง
เริ่มต้นทริปกันที่ บขส. เลย ณ เวลา 08.00 น. โดยใช้บริการ International Bus ของ บริษัทขนส่งจำกัด999 (สถานีเดินรถเลย) รวมระยะทางทั้งหมด 394 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 9 ชั่วโมง แนะนำให้จองตั๋วล่วงหน้าไปก่อนเลย เพราะบางรอบอาจจะเต็ม นอกจากนักท่องเที่ยวแล้วผู้คนจากฝั่งลาวก็ใช้บริการเดินทางไปมาทำงานระหว่างเมืองนี้ด้วย มี 1 เที่ยวต่อวัน ถ้าลงหลวงพระบางปลายทางเลย ราคาอยู่ที่ 700 บาท ขากลับออกจากหลวงพระบางก็มีเที่ยวเดียว เวลา 08.00 น. เช่นกัน ติดต่อสอบถาม จองรถล่วงหน้าที่เบอร์โทรศัพท์ 042-811706 / 081-5749436
ถึง ด่านพรมแดนบ้านนากระเซ็ง (อ.ท่าลี่) จังหวัดเลย ขาดไม่ได้เลยคือเอกสารการเดินทาง พาสปอร์ต เช็คให้ดีห้ามหมดอายุนะ เพื่อให้ทริปนี้ไม่ติดด่าน! เนื่องจากต้องใช้เวลาเดินทางค่อยข้างนาน ดังนั้นเตรียมเสบียงกันให้ดี สายหิวบ่อยก็ต้องพกอาหาร ขนม น้ำ เครื่องดื่ม รองท้อง แนะนำใส่เสื้อผ้าสบาย ๆ ลุกนั่งสะดวก และเตรียมเสื้อกันหนาวไปด้วยนะ เพราะได้เจอหมอกแน่ ๆ
ระหว่างสองข้างทางหากใครเบื่อจากดูหนัง ดูซีรีส์ในไอแพด หยิบหนังสือดี ๆ สักเล่มขึ้นมาอ่าน ฟังเพลงเพราะ ๆ เพลิน ๆ ณ เวลานี้ก็ต้องเพลย์ลิสต์ของวงนมัสวีร์ (โลกที่แบกไว้) เข้ากับบรรยากาศสุด ๆ วิวทุ่งนา ภูเขา ต้นไม้ ใบหญ้า ชวนเราจินตนาการถึงวิถีชีวิตชนบทอันแสนสงบสุข ที่ไม่ต้องเร่งรีบ แข่งขัน แย่งชิง เช่นในเมืองหลวง Slow Life ขั้นกว่า แถมในแขวงไซยบูลี ก็มีหลายจุดที่น่าสนใจ อย่างโครงการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้ากั้นแม่น้ำงึม ที่ไทยเราก็ได้ประโยชน์ เสน่ห์การใช้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวลาว ที่เมื่อกว่าร้อยปีเป็นอย่างไร วันนี้ก็แทบไม่ต่าง เราสังเกตเห็นบ้านเรือนที่ทำจากไม้ไผ่แบบง่ายๆ ถนนที่เป็นดินลูกรัง เด็กหญิงที่นุ่งผ้าซิ่นเนื้อตัวมอมแมม กระเตงอุ้มน้องด้านหลัง เพื่อมาขายของป่าข้างทาง ทั้งเห็ด หน่อไม้ หมูป่า กระรอก กระแต แถมช่วงที่รถขับผ่านสะพาน วันนั้นเราโชคดีได้เห็นบรรยากาศงานแข่งเรือที่ดูคึกคัก คราคร่ำไปด้วยชาวบ้านที่มาดูการแข่งขัน มีของขายข้างทางมากมาย ช่างเป็นประเพณีที่ดูงดงามหาชมได้ยาก ถึงแม้เราจะหยิบกล้องออกมาถ่ายไม่ทัน แต่ก็บันทึกไว้ใน Memmory ความทรงจำเรียบร้อย
และแล้วก็ถึงปลายทางเวลาก็น่าจะประมาณเกือบ 18.00 น. สิ่งแรกที่มาทักทายเราคือ ลมหนาวเย็น ๆ สัมผัสใบหน้าทำให้แอบคิด… คืนนี้จะอาบน้ำได้ไหมเนี้ย! บรรยากาศยามเย็นของหลวงพระบาง ช่างดูสงบเรียบง่ายอาจจะคล้ายต่างจังหวัดของไทย แต่สำหรับที่นี่พิเศษกว่ามาก อันดับแรกจากที่เดินหาที่พักแบบ Walk In เราก็ได้ที่นอนคืนละ 500 บาท หลังจากวางกระเป๋าก็พุ่งตัวไปที่ ตลาดมืด ชื่ออาจฟังดูน่ากลัวคล้ายจะขายของผิดกฏหมายหรือเปล่า แต่ไม่เลยเป็นภาษาลาวที่เรียก Night Market นี้แหล่ะ ตลาดตั้งอยู่ข้างแลนมาร์คอย่าง พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง และ หอพระบาง ซึ่งเดี๋ยวเราจะไปแวะตอนเช้าพรุ้งนี้ บรรยากาศมีพ่อค้า แม่ค้า ชาวลาวมากางเต็นท์หลากสีขายของส่วนใหญ่เป็นของที่ระลึก งานฝีมือ ผ้าซิ่น ขนมและอาหารบางส่วน มื้อนี้เราเลยจัด ยำสลัดหลวงพระบาง เมนูที่ได้รับอิทธิพลจากอาหารฝรั่งเศสสมัยอาณานิคมที่อยากกินมานาน พร้อมไส้อั่วพื้นเมือง
Day 1: ตักบาตรข้าวเหนียว – ซดข้าวเปียก – เดินตลาดเช้า – ชมพระราชวัง – ดูอาทิตย์ตกริมโขง
หลังจากสลบไปเมื่อคืนที่เหนื่อยจากการเดินทาง ไฮไลท์ของทริป เที่ยวลาว หลวงพระบาง ก็ต้องตื่นแต่ตีห้า เพื่อมาตักบาตรข้าวเหนียว ซึ่งทรมานที่สุดเพราะอากาศคือหนาวเหน็บไม่ไหว แต่พอเห็นภาพชาวเมือง นักท่องเที่ยว มานั่งรอเต็มริมถนนเพื่อรอใส่บาตรขบวนพระสงฆ์และเณร ที่เดินมาจากหลายวัด ก็คุ้มค่ามาก ๆ ดูเป็นขนบธรรมเนียมที่พระพุทธศาสนาหยั่งรากลึกในวิถีชีวิตของผู้คน และปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา การเข้ามาของการท่องเที่ยวด้วย
ตักบาตรเสร็จรู้สึกจิตใจอิ่มบุญ แต่ยังไม่อิ่มท้อง! ก็ต้องมาจัดเมนูประจำบ้านเมืองนี้ที่ต้องมีทุกร้านอย่าง ข้าวเปียก ที่คล้ายก๋วยจั๊บญวนของบ้านเรา อาจจะเป็นอิทธิพลวัฒนธรรมทางอาหารในแถบนี้ ที่ส่งต่อมาจากเวียดนามอีกที เช้านี้นั่งซดข้าวเปียกร้อน ๆ ท่ามกลางอากาศหนาว ๆ แถมได้ Nice Talking มีบทสนทนาดี ๆ กับเพื่อนนักท่องเที่ยว ที่นั่งทานอยู่ข้างกัน ทั้งสองเป็นคู่รักคุณหมอจากอังกฤษที่บินข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพราะต้องมนต์เสน่ห์ของหลวงพระบาง ทำให้บรรยากาศเช้านี้ดูมีคุณค่าขึ้นเยอะเลย จากการได้พูดคุยกับคนแปลกหน้าที่น่ารัก ๆ จากอีกซีกโลก
อิ่มจากเมนูประจำถิ่น บอกลาเพื่อนร่วมเดินทางและแม่ค้า มาเดินเล่นกันต่อที่ ตลาดเช้า มีคำกล่าวที่ว่า ถ้าอยากรู้จักเมืองไหน ต้องให้ไปเดินตลาด เป็นคำพูดที่เห็นด้วยมาก ๆ เราจะรู้ทันทีว่าคนเมืองนี้เขาใช้ชีวิตอย่างไร กินอาหารแบบไหน แต่งตัวอย่างไร เช้านี้เราได้เห็นกับข้าว อาหารแปลก ๆ เยอะมาก ทั้งที่น่าลองชิมและขอผ่านก่อน ส่วนใหญ่เป็นผลไม้ที่ส่งมาจากจีน อาหารพื้นบ้านที่คล้ายอาหารอีสานของไทย เราเลยไปลองสั่งร้านที่คล้ายกับข้าวแกงมาชิมดู จะมีอาหารหลากหลายเมนูใส่ถาดเรียงกันมากมายให้เลือกสรร ทั้งที่รู้จักและแอบสงสัยว่าทำมาจากอะไร ก็ถือเป็นการเปิดบทสนทนากับพ่อค้าแม่ค้ากันไป ระหว่างที่เราไป เงินไทย 1 บาท = 500 กีบ (ค่าเงินลาว) โดยประมาณ ฉะนั้นก็คำนวณการใช้จ่ายให้ดีนะ แต่ที่สะดวกคือร้านต่าง ๆ ก็ยินดีรับเงินไทยและเงินดอลลาร์อยู่แล้ว
มื้อเช้าเสร็จแล้ว กลับไปอาบน้ำที่โรงแรมก่อนเตรียมตัวท่องเมือง โดยเช่าจักรยานมาปั่นไปยังจุดต่าง ๆ ที่ดูสะดวกมากในหลวงพระบาง จุดแรกที่ต้องแวะเลยคือ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง ที่ในอดีตคือพระราชวังหลวงของเจ้ามหาชีวิต ของอาณาจักรล้านช้าง ก่อนที่จะเปลี่ยนยุคการปกครอง ด้านในจัดแสดงห้องต่างๆ ที่เคยใช้งานจริงในอดีต เช่น ห้องรับแขก ห้องเสวย และห้องบรรทม โดยที่โดดเด่นคือศิลปะงานติดกระจกสีที่ดูวิจิตรสวยงาม สมกับเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ มีข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ให้เยี่ยมชม ด้านในห้ามไม่ให้ถ่ายรูปเด็ดขาด มีเจ้าหน้าที่เข้มงวดมาก ติดกันบริเวณด้านหน้าคือ หอพระบาง หรือ หอคำ ที่ประดิษฐานพระบางพุทธลาวัน พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองอันศักดิ์สิทธิ์ ในหนึ่งปีจะมีการนำออกมาให้ประชาชนสรงน้ำเฉพาะช่วงสงกรานต์เท่านั้น
เดินออกมาฝั่งตรงข้าม เราจะสังเกตเห็นวัดเก่าแก่วัดนึง เมื่อเดินไปอ่านป้ายก็ถึงกับแอบสงสัย เพราะนี้คือ วัดป่าฮวก เป็นวัดไทย ที่รัชกาลที่ ๕ ทรงสร้างไว้ในอดีต ไม่ต้องแปลกใจเลย เพราะเราจะสังเกตเห็นความเป็นไทยตั้งแต่การแกะสลักซุ้มประตูไม้ทางเข้า ที่ดูวิจิตรงดงาม รูปแบบพระพุทธรูปด้านใน รวมถึงจิตรกรรมฝาผนังที่บอกเล่าเรื่องราวของพระพุทธเจ้า ตำนาน ความเชื่อ และวิถีชีวิต
เราปิดทริปวันแรกกันที่ความงามของแม่น้ำโขง และ แม่น้ำคาน ที่ตกกระทบแสงอาทิตย์อัสดง เด็ก ๆ ออกมาวิ่งเล่นริมน้ำ ชาวบ้านกำลังโดยสารเรือข้ามฟาก รวมถึงมีเรือหาปลากลางแม่น้ำ ควันไฟสีขาวโพยพุ่งอีกริมฝั่งจากการหุงหาประกอบอาหาร สามารถนั่งอยู่ตรงนี้ได้หลาย ๆ ชั่วโมง นั่งมองความเป็นไปของธรรมชาติที่บริสุทธิ์ และการดำรงชีพของผู้คน
Day 2: กาแฟประชานิยม – ตำหลวงพระบางแซ่บ ๆ – ชมงานศิลป์ – เดินขึ้นภู
ตื่นเช้าวันที่สอง แบบสาย ๆ หน่อย เพราะอากาศหนาวและความเมื่อยล้า เช้านี้มาเช็คอินกันที่ ร้านประชานิยม ร้านกาแฟยามเช้ายอดฮิตของคนไทยและนักท่องเที่ยว เดินออกมาจากที่พักไม่ไกลมากนัก นอกจากจะมีเครื่องดื่มร้อน ๆ เสิร์ฟแล้ว ข้าวเปียก ข้าวต้ม ปาท่องโก๋ ก็มีให้บริการ พร้อมวิวแม่น้ำแบบฟิน ๆ เนื่องจากเป็นเมืองมรดกโลก UNESCO บ้านเรือน ร้านค้า ร้านอาหาร จึงคงสภาพความดั้งเดิมเอาไว้ดีมาก ส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้เป็นวัตถุดิบหลัก กิมมิคอีกอย่างที่เราชอบคือ ขนาดถังขยะยังเป็นตะกร้าสานไม้ไผ่เลย Eco ไปอีก มื้อเที่ยงเราจัด ส้มตำหลวงพระบาง ที่เป็นเส้นแบน ๆ น้ำปลาร้านัวร์แบบอิริจินอลแท้ เพราะเป็นร้านข้างทางริมแม่น้ำ มาพร้อมเนื้อย่างและน้ำจิ้มขม ข้าวเหนียวร้อน ๆ สำหรับเราที่เป็นคนอีสานแล้ว นี้คือรสชาติความอร่อยที่หายไปกว่า 50 ปีชัด ๆ เที่ยงนี้เลยฟินเป็นพิเศษ
อิ่มท้องแล้วเราปั่นรถถีบไปกันต่อที่ วัดเชียงทอง อีกหนึ่งแลนมาร์คของ ทริป เที่ยวลาว เป็นวัดสำคัญที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา โดดเด่นด้วยงานศิลป์มากมายหลายแขวงของสกุลช่างลาว อย่างการติดกระจกสีด้านหลังสิมเก่าแก่อันเป็นเอกลักษณ์สวยงาม เป็นรูปต้นงิ้วและนกยูงสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ของอาณาจักร และด้านข้างกันจะมี วิหารพระโรงเมี้ยนโกศ หรือโรงเก็บราชรถพระโกศของเจ้ามหาชีวิต วิจิตรตระการตาด้วยงานช่างแบบราชสำนัก ทั้งการแกะสลักบานประตูไม้ พระพุทธรูป และการลงรักปิดทอง
เย็นนี้เราขอไปเบิร์นแคลลอรี่สักหน่อย กับชาเลนจ์เดินขึ้น พระธาตุพูสี ถ่ายรูปพระอาทิตย์ตก ไหว้พระทำบุญกันบนยอดภู พร้อมปล่อยเวลาให้ไหลเอื่อย ไปกับวิวหลักล้าน ณ จุดบรรจบของแม่น้ำโขง และ แม่น้ำคาน อยู่บนนี้สักนาที อายุยืนขึ้นหลายปีเลย
Day 3: ปั่นรอบเมือง – ดูวิถีชีวิต และ ศิลปะ
ปิดทริป เที่ยวลาว วันสุดท้าย เริ่มต้นกันที่ วัดวิชุนราช พระธาตุหมากโม อันมีพระธาตุขนาดใหญ่ทรงกลมคล้ายลูกแตงโมนั่นเอง ที่นี้เรายังคงได้เห็นร่องรอยความงามของอารยธรรมล้านช้างที่รุ่งเรืองจากในอดีต อย่างการแกะสลักพระไม้ กลอง รูปปั้นสัตว์ในวรรณคดี ภาพเขียนสีบนผนัง การออกแบบที่อยู่เหนือกาลเวลา
ระหว่างทางที่เราลัดเลาะปั่นจักรยานไป มากมายหลายวัด สิ่งหนึ่งที่ประทับใจมาก ๆ ที่เราขอนิยามว่าเป็น “ความเรียบง่าย ที่ งดงาม” นั่นคือการได้เห็น หลวงพระบาง มีชีวิตชีวาไปด้วยผู้คน ที่ยังคงรักษาสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน เราเข้าไปพูดคุยสั้น ๆ กับชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่กำลังจับกลุ่มทำอะไรสักอย่าง สืบสาวได้เรื่องว่า กำลังทำดอกผึ้งเพื่อติดเป็นเครื่องบูชาถวายวัด พระธาตุ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยใช้มะละกอแกะสลักเป็นรูปดอกไม้ จุ่มกับขี้ผึ้ง ก่อนไปลงในกระทะร้อน ๆ เพื่อให้ได้รูปทรงตามต้องการ นี้คือภูมิปัญาชาวบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ของภูมิภาคนี้ หากเราขับเลยไปก็อาจจะพลาดเรื่องราวทรงคุณค่าเหล่านี้ก็เป็นได้
ปิดทริป เที่ยวลาว เมืองมรดกโลกหลวงพระบาง กันด้วยความทรงจำอันเอ่อล้น มรดกที่ว่าถูกถ่ายทอดออกมาให้เราเห็นได้หลายมิติทั้ง วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ผู้คน ความเชื่อ ประเพณี การรักษาให้อยู่อย่าง “ยั่งยืน” ต่างหากที่เป็นเรื่องยากมากกว่า การท่องเที่ยวมีส่วนช่วยเรื่องความเจริญของพื้นที่นั้น ๆ แต่อีกมุมนึงก็อาจทำลายเสน่ห์ได้เช่นเดียวกัน จิตสำนึกของนักท่องเที่ยวต่อสถานที่จึงเป็นเรื่องที่ควรมีมาก ๆ ไม่ว่าที่นั้น ๆ จะเป็นมรดกโลกหรือไม่
แน่นอนว่า หลวงพระบาง คือลิสต์ที่เราต้องกลับไปอีกแน่นอน น่าเที่ยวทุกฤดูไม่เฉพาะหน้าหนาวก็ไปได้ แถมปัจจุบันมีทางเลือกการเดินทางมากมาย ทั้งเครื่องบินจากกรุงเทพ รถไฟจากเวียงจันทน์ ล่องเรือจากเชียงราย ขับรถจากน่าน หรือจะนั่งรถบัสจากจังหวัดเลย แบบเราก็สนุกไปอีกแบบ เปิดมุมมอง เปิดโลก ได้ประสบการณ์ที่ไม่เหมือใคร แพคกระเป๋าแล้วตาม Route นี้ของเราไปได้เลย
อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ ไลฟ์สไตล์คนเมือง ร้านอาหารเด็ดดัง แฟชั่นล่าสุด สุขภาพ และความงาม พร้อมกับ เรื่องราวทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ได้ที่ Lifestyle Asia
Main, Hero and Featured images: theimaxzakung via instagram
Note : The information in this article is accurate as of the date of publication.