รู้จัก Water Footprint ลดปัญหาวิกฤตขาดแคลนน้ำ
รายงาน
วันที่ 7 กรกฎาคม 2567 ทราบไหมว่า การผลิตรถยนต์ 1 คันต้องใช้น้ำมากถึง 147,760 ลิตร การผลิตกางเกงยีนส์ 1 ตัวจะต้องใช้น้ำมากถึง 6,800 ลิตร เพื่อนำไปปลูกฝ้ายสำหรับผลิตเส้นด้ายในการผลิตกางเกงยีนส์ 1 ตัว และยิ่งเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำเกิดปัญหาน้ำแล้งอย่างนี้จะส่งผลอย่างไรต่ออุตสาหกรรมที่ใช้น้ำเป็นองค์ประกอบ
ปัจจุบันต้องยอมรับว่า เทรนด์ของการผลิตสินค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมกำลังมีบทบาทมากขึ้นใน กระบวนการผลิตทุกสินค้าไม่เพียง เฉพาะการใส่ใจเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแก้ภาวะโลกเดือด โดยการกำหนดดัชนีชี้วัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใสการผลิต ‘คาร์บอนฟุตปริ้น’ เท่านั้น
แต่อีกด้านหนึ่ง Water Footprint หรือ รอยเท้าน้ำ ค่าชี้วัดการใช้น้ําของ ผู้ผลิตหรือผู้บริโภค ซึ่งหมายถึงปริมาณน้ําที่ใช้ใน กระบวนการผลิตสินค้าและบริการทั้งทางตรงและ ทางอ้อม ก็เริ่มมีการพูดถึงมากขึ้นเช่นกัน
เพราะมีการคาดการณ์แนวโน้มอุปทานน้ำโดยรวมว่าใน 20 ปีข้างหน้า มีโอกาสที่จะมีแนวโน้มลดลง ร้อยละ 2-5 ตามความผันแปรของสภาพอากาศ ทำให้ไม่สามารถคาดการณ์และการวางแผนการใช้น้ำจากแหล่งธรรมชาติและแหล่งอื่นๆ ได้อย่างแน่นอน
จุดเริ่มต้น 2002
สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป ระบุว่า แนวความคิดเรื่อง water footprint เริ่มขึ้นในปี ค.ศ.2002 โดยศาสตราจารย์ Arjen Y.Hoekstra แห่งประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นแนวคิดที่กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เนื่องจากการคำนวณ water footprint นอกจากทำให้เห็นภาพปริมาณการใช้น้ำที่ซ่อนเร้นอยู่ในการผลิตสินค้าได้อย่างชัดเจนมากขึ้นแล้ว ยังสามารถนำมาประเมินผลกระทบที่เกิดจากการผลิตและการค้าต่อการใช้ทรัพยากรน้ำได้อีกด้วย ซึ่งจะทำให้เข้าใจปัญหาการขาดแคลนน้ำและมลภาวะทางน้ำได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งนำไปสู่วิธีแก้ปัญหาที่เชื่อมโยงกับกระบวนการผลิตสินค้าและ supply chain ทั้งระบบ
Water Footprint 3 ประเภท
ปัจจุบัน การจัดทำ Water Footprint แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
Green Water Footprint หมายถึง ปริมาณน้ำจากหยาดน้ำฟ้า (Precipitations) ที่สะสมอยู่ทั้งในรูปของน้ำในพืชและความชื้นในดิน ซึ่งถูกนำใช้ไปในกระบวนการผลิตสินค้าและบริการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพืชผลทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์จากการทำปศุสัตว์
Blue Water Footprint หมายถึง ปริมาณน้ำจากแหล่งน้ำผิวดินและแหล่งน้ำใต้ดินทางธรรมชาติทั้งหลาย เช่น น้ำในแม่น้ำ ทะเลสาบ อ่างเก็บน้ำ และน้ำบาดาล ซึ่งถูกนำไปใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าและบริการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำเกษตรชลประทาน อุตสาหกรรมการผลิตต่าง ๆ และความต้องการใช้น้ำโดยตรงของผู้บริโภค (domestic use)
Gray Water Footprint หมายถึง ปริมาณน้ำที่ใช้ในการบำบัดน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตสินค้าและบริการต่าง ๆ ให้กลับมาเป็นน้ำดีตามค่ามาตรฐานอีกครั้ง ซึ่งครอบคลุมทั้งในส่วนของน้ำเสียที่มีแหล่งกำเนิดแน่นอน (point source) อย่างเช่นแหล่งชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรม และน้ำเสียที่มีแหล่งกำเนิดไม่แน่นอน (non-point source) เช่น น้ำท่าที่ไหลมาตามการชะล้างจากผิวดิน
ทำไมต้องเก็บข้อมูล Water Footprint
หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจว่าสาเหตุอะไรที่เราจะต้องเก็บข้อมูล Water Footprint อย่างละเอียดที่ไม่ใช่เพียงเพราะการประหยัดน้ำในกระบวนการผลิตเท่านั้น แต่ การทราบปริมาณการใช้น้ำของผลิตภัณฑ์หนึ่งจะทำให้เห็นตัวเลขของการใช้น้ำจริงที่ซ่อนอยู่ในการผลิตผลิตภัณฑ์ได้อย่างชัดเจน
สามารถนำมาใช้ประเมินผลกระทบที่เกิดจากการผลิตสินค้าและบริการต่อการใช้ทรัพยากรน้ำได้ ซึ่งจะนำมาบริหารจัดการการขาดแคลนน้ำ รวมทั้งนำไปสู่แนวทางแก้ปัญหาที่เชื่อมโยงกับกระบวนการผลิตสินค้าทั้งห่วงโซ่อุปทาน(Supply Chain) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
วิธีการคำนวณข้อมูล Water Footprint
การคำนวณ Water footprint ของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในห่วงโซ่การผลิต จะวัดทั้งปริมาณน้ำที่ใช้วัดจากปริมาณน้ำที่ระเหยหรือสูญเสียจากกระบวนการผลิตทั้งหมด รวมถึงปริมาณน้ำที่ต้องใช้ในการบำบัดน้ำเสียให้มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจะสามารถบอกถึงปริมาณน้ำทั้งหมดที่ใช้ต่อ 1 หน่วยผลิตภัณฑ์
โดยมีวิธีการคำนวณ Water footprint มีประกอบด้วย 2 ส่วน คือ
1. Water footprint ภายใน หมายถึง ปริมาณน้ำที่ใช้ภายในประเทศเพื่อผลิตสินค้าและบริการสำหรับประชาชนในประเทศนั้น
2. Water footprint ภายนอก หมายถึง ปริมาณน้ำที่ใช้ในประเทศอื่นเพื่อผลิตสินค้าและบริการให้ประเทศนั้นนำเข้ามาบริโภค
ตัวอย่างการคำนวณ water footprint เช่น ในการผลิตมะเขือเทศ 1 ก.ก. จะต้องใช้น้ำทั้งหมด 1 ลิตร เช่น
- น้ำตาล 1 กิโลกรัม ใช้น้ำ 1,500 ลิตร,
- ข้าว 1 กิโลกรัม ใช้น้ำ 3,400 ลิตร
- เนื้อไก่ 1 กิโลกรัม ใช้น้ำ 3,900 ลิตร
- เนื้อวัว 1 กิโลกรัม ใช้น้ำ 15,500 ลิตร
- กาแฟ 1 ถ้วย ใช้น้ำ 140 ลิตร และ
- แฮมเบอร์เกอร์ 1 ชิ้น ใช้น้ำ 2,400 ลิตร
จะเห็นว่าค่า Water Footprint การผลิตสินค้าของไทยหลายตัวยังอยู่ระดับสูง นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลต้อวางนโยบายเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำว่าทำอย่างไรจะทำให้กระบวนการผลิตต่างๆเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนน้ำ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รู้จัก Water Footprint ลดปัญหาวิกฤตขาดแคลนน้ำ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net