โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รู้จัก Water Footprint ลดปัญหาวิกฤตขาดแคลนน้ำ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 07 ก.ค. 2567 เวลา 09.13 น. • เผยแพร่ 07 ก.ค. 2567 เวลา 09.13 น.
Image by Ralph from Pixabay

รายงาน

วันที่ 7 กรกฎาคม 2567 ทราบไหมว่า การผลิตรถยนต์ 1 คันต้องใช้น้ำมากถึง 147,760 ลิตร การผลิตกางเกงยีนส์ 1 ตัวจะต้องใช้น้ำมากถึง 6,800 ลิตร เพื่อนำไปปลูกฝ้ายสำหรับผลิตเส้นด้ายในการผลิตกางเกงยีนส์ 1 ตัว และยิ่งเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำเกิดปัญหาน้ำแล้งอย่างนี้จะส่งผลอย่างไรต่ออุตสาหกรรมที่ใช้น้ำเป็นองค์ประกอบ

ปัจจุบันต้องยอมรับว่า เทรนด์ของการผลิตสินค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมกำลังมีบทบาทมากขึ้นใน กระบวนการผลิตทุกสินค้าไม่เพียง เฉพาะการใส่ใจเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแก้ภาวะโลกเดือด โดยการกำหนดดัชนีชี้วัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใสการผลิต ‘คาร์บอนฟุตปริ้น’ เท่านั้น

แต่อีกด้านหนึ่ง Water Footprint หรือ รอยเท้าน้ำ ค่าชี้วัดการใช้น้ําของ ผู้ผลิตหรือผู้บริโภค ซึ่งหมายถึงปริมาณน้ําที่ใช้ใน กระบวนการผลิตสินค้าและบริการทั้งทางตรงและ ทางอ้อม ก็เริ่มมีการพูดถึงมากขึ้นเช่นกัน

เพราะมีการคาดการณ์แนวโน้มอุปทานน้ำโดยรวมว่าใน 20 ปีข้างหน้า มีโอกาสที่จะมีแนวโน้มลดลง ร้อยละ 2-5 ตามความผันแปรของสภาพอากาศ ทำให้ไม่สามารถคาดการณ์และการวางแผนการใช้น้ำจากแหล่งธรรมชาติและแหล่งอื่นๆ ได้อย่างแน่นอน

จุดเริ่มต้น 2002

สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป ระบุว่า แนวความคิดเรื่อง water footprint เริ่มขึ้นในปี ค.ศ.2002 โดยศาสตราจารย์ Arjen Y.Hoekstra แห่งประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นแนวคิดที่กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เนื่องจากการคำนวณ water footprint นอกจากทำให้เห็นภาพปริมาณการใช้น้ำที่ซ่อนเร้นอยู่ในการผลิตสินค้าได้อย่างชัดเจนมากขึ้นแล้ว ยังสามารถนำมาประเมินผลกระทบที่เกิดจากการผลิตและการค้าต่อการใช้ทรัพยากรน้ำได้อีกด้วย ซึ่งจะทำให้เข้าใจปัญหาการขาดแคลนน้ำและมลภาวะทางน้ำได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งนำไปสู่วิธีแก้ปัญหาที่เชื่อมโยงกับกระบวนการผลิตสินค้าและ supply chain ทั้งระบบ

Water Footprint 3 ประเภท

ปัจจุบัน การจัดทำ Water Footprint แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

Green Water Footprint หมายถึง ปริมาณน้ำจากหยาดน้ำฟ้า (Precipitations) ที่สะสมอยู่ทั้งในรูปของน้ำในพืชและความชื้นในดิน ซึ่งถูกนำใช้ไปในกระบวนการผลิตสินค้าและบริการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพืชผลทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์จากการทำปศุสัตว์

Blue Water Footprint หมายถึง ปริมาณน้ำจากแหล่งน้ำผิวดินและแหล่งน้ำใต้ดินทางธรรมชาติทั้งหลาย เช่น น้ำในแม่น้ำ ทะเลสาบ อ่างเก็บน้ำ และน้ำบาดาล ซึ่งถูกนำไปใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าและบริการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำเกษตรชลประทาน อุตสาหกรรมการผลิตต่าง ๆ และความต้องการใช้น้ำโดยตรงของผู้บริโภค (domestic use)

Gray Water Footprint หมายถึง ปริมาณน้ำที่ใช้ในการบำบัดน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตสินค้าและบริการต่าง ๆ ให้กลับมาเป็นน้ำดีตามค่ามาตรฐานอีกครั้ง ซึ่งครอบคลุมทั้งในส่วนของน้ำเสียที่มีแหล่งกำเนิดแน่นอน (point source) อย่างเช่นแหล่งชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรม และน้ำเสียที่มีแหล่งกำเนิดไม่แน่นอน (non-point source) เช่น น้ำท่าที่ไหลมาตามการชะล้างจากผิวดิน

ทำไมต้องเก็บข้อมูล Water Footprint

หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจว่าสาเหตุอะไรที่เราจะต้องเก็บข้อมูล Water Footprint อย่างละเอียดที่ไม่ใช่เพียงเพราะการประหยัดน้ำในกระบวนการผลิตเท่านั้น แต่ การทราบปริมาณการใช้น้ำของผลิตภัณฑ์หนึ่งจะทำให้เห็นตัวเลขของการใช้น้ำจริงที่ซ่อนอยู่ในการผลิตผลิตภัณฑ์ได้อย่างชัดเจน

สามารถนำมาใช้ประเมินผลกระทบที่เกิดจากการผลิตสินค้าและบริการต่อการใช้ทรัพยากรน้ำได้ ซึ่งจะนำมาบริหารจัดการการขาดแคลนน้ำ รวมทั้งนำไปสู่แนวทางแก้ปัญหาที่เชื่อมโยงกับกระบวนการผลิตสินค้าทั้งห่วงโซ่อุปทาน(Supply Chain) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

วิธีการคำนวณข้อมูล Water Footprint

การคำนวณ Water footprint ของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในห่วงโซ่การผลิต จะวัดทั้งปริมาณน้ำที่ใช้วัดจากปริมาณน้ำที่ระเหยหรือสูญเสียจากกระบวนการผลิตทั้งหมด รวมถึงปริมาณน้ำที่ต้องใช้ในการบำบัดน้ำเสียให้มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจะสามารถบอกถึงปริมาณน้ำทั้งหมดที่ใช้ต่อ 1 หน่วยผลิตภัณฑ์

โดยมีวิธีการคำนวณ Water footprint มีประกอบด้วย 2 ส่วน คือ

1. Water footprint ภายใน หมายถึง ปริมาณน้ำที่ใช้ภายในประเทศเพื่อผลิตสินค้าและบริการสำหรับประชาชนในประเทศนั้น

2. Water footprint ภายนอก หมายถึง ปริมาณน้ำที่ใช้ในประเทศอื่นเพื่อผลิตสินค้าและบริการให้ประเทศนั้นนำเข้ามาบริโภค

ตัวอย่างการคำนวณ water footprint เช่น ในการผลิตมะเขือเทศ 1 ก.ก. จะต้องใช้น้ำทั้งหมด 1 ลิตร เช่น

  • น้ำตาล 1 กิโลกรัม ใช้น้ำ 1,500 ลิตร,
  • ข้าว 1 กิโลกรัม ใช้น้ำ 3,400 ลิตร
  • เนื้อไก่ 1 กิโลกรัม ใช้น้ำ 3,900 ลิตร
  • เนื้อวัว 1 กิโลกรัม ใช้น้ำ 15,500 ลิตร
  • กาแฟ 1 ถ้วย ใช้น้ำ 140 ลิตร และ
  • แฮมเบอร์เกอร์ 1 ชิ้น ใช้น้ำ 2,400 ลิตร

จะเห็นว่าค่า Water Footprint การผลิตสินค้าของไทยหลายตัวยังอยู่ระดับสูง นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลต้อวางนโยบายเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำว่าทำอย่างไรจะทำให้กระบวนการผลิตต่างๆเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนน้ำ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รู้จัก Water Footprint ลดปัญหาวิกฤตขาดแคลนน้ำ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...