โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บนหลุมโพรงประวัติศาสตร์-สหภาพอินโดจีน (1)/อัญเจียแขฺมร์ อภิญญา ตะวันออก

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 25 เม.ย. 2565 เวลา 03.05 น. • เผยแพร่ 25 เม.ย. 2565 เวลา 03.05 น.

อัญเจียแขฺมร์

อภิญญา ตะวันออก

บนหลุมโพรงประวัติศาสตร์-สหภาพอินโดจีน (1)

สําหรับมุมมองเชิงปรัชญา

“ลัทธิคอมมิวนิสต์” นั้นช่างมีแง่งามไม่ต่างจาก “มโนคติแห่งมหามุทรา” ดังที่ท่านเชอเกียม ตรุงปะ คุรุธรรมาธรชาวทิเบตให้เป็นญาณทัสนะรวมไว้ อาจจะด้วยเวลานั้น หนุ่มสาวเสรีนิยมตะวันตกกำลังแสวงหาและไปสุดของคำตอบเชิงสังคมกับความสุขในส่วนตน

แนวคิด 2 ขั้ว เสรี-สังคมนิยมจึงเหมือนเงาสลัวที่ไม่เคยจมหาย แม้สงครามเย็นจะผ่านไปนานหลายทศวรรษ และเชอเกียม ตรุงปะ ก็เป็นผลพวงจากความทะเยอทะยานในลัทธิทั้งสองนี้ ตั้งแต่เมื่อจีนรุกรานทิเบต และนักบวชวชิรญาณชั้นริมโปเช-ตุลกูที่กลับชาติมาเกิด ก็เดินเท้าลี้ภัย จากอินเดียไปอังกฤษและจบที่อเมริกา ระหว่างทางเหล่านั้น สำหรับเชิงปัจเจกและยิ่งเมื่อท่านเป็นนักบวชด้วย จึงเต็มไปด้วยเรื่องพิสดาร

สำหรับศตวรรษ 20 ที่ท่านตรุงปะกล่าวว่า “เรื่องประชาธิปไตย ปัจเจกนิยม วีรชนเอกชนเป็นแนวคิดที่ยอดเยี่ยม” และสอดแทรกว่า “การรักษาสังคมที่ดีที่มนุษย์พึงมี คือการสร้างมรดกปัญญาญาณดั้งเดิม”

อย่างนั้นกระมัง เชอเกียม ตรุงปะ มรณกรรมไป 35 ปีแล้ว แต่ความทะเยอทะยานของจีนที่มีต่อทิเบตยังคงแน่วแน่มาจนบัดนี้ เหมือนกับที่รัสเซียแสดงความทะเยอยานต่อยูเครน

ถ้าคุรุตรุงปะยังมีชีวิตอยู่ ท่านจะเห็นไหมว่า คติความทะเยอทะยานและการธำรงของลัทธิคอมมิวนิสต์นี้ ช่างเป็นมหามุทราที่ไม่นิยมการปรับตัว

ต่างจากปัจเจกชนที่ถูกกระทำจากลัทธิดังกล่าว ที่พยายามค้นหาคำตอบแห่งความเหลือรอดชีวิตอย่างทแล้วกล้าให้ความหมายเชิงองค์รวมต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นเชอเกียม ตรุงปะ-นักบวชที่กลายเป็นคุรุบ้าผู้ปรีชาญาณ ถึงผู้นำยูเครนคนนั้น นายโวโลดิมีร์ เซเลนสกี อดีตนักแสดงตลก

เป็นความจริงที่ภาพลักษณ์ประวัติศาสตร์ของเชอเกียม ตรุงปะ ไม่ได้ดำรงอยู่แค่ในอดีต และภาพลักษณ์ของเซเลนสกีก็ไม่ได้ดำรงอยู่แค่ปัจจุบัน มันยังเป็นประวัติศาสตร์ด้านอื่นของแง่มุมของรัสเซียหรือพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ติด “หล่มเงา” ความไม่สัมพันธ์

ไม่ต่างจาก “เวียดนาม-กัมพูชา” ที่เป็น “รนาสิล” ร่วมกันมาแต่ 3 ทศวรรษก่อนในนาม “สหภาพคอมมิวนิสต์อินโดจีน”

ราวร่วมสมัยในคำนี้ที่มักปรากฏอย่างบ่อยครั้งในคอลัมน์ “อัญเจียแขมฺร์” แต่เราไม่อาจจะดึงความหมายนี้ออกมาได้ กระทั่ง “วิกฤตยูเครน” ที่รัสเซียก่อขึ้น พลันการล่มสลายของจักรวรรดินิยมโซเวียตที่เคยก่อเมล็ดพันธุ์ไว้บนฝั่งตะวันออกของไทย

โดยเฉพาะ “สหภาพอินโดจีน” ที่เวียดนามเคยมีบทบาทนำไม่ต่างจากที่อดีตสหภาพโซเวียตเคยประสบความสำเร็จ และโดยจริงแล้ว “สหภาพอินโดจีน” ก็ยังดำรงอยู่ได้ เว้นแต่กัมพูชาจากกรณี “7 มกรา 1979” ที่เวียดนามกรีธาทัพยึดกรุงพนมเปญ จนเป็นเหตุให้รัฐบาลเฮง สัมริน-ฮุน เซน อาศัยเวทีนานาชาติจากการเจรจาเขมรสี่ฝ่าย เขมรจึงหลุดจาก “สหภาพอินโดจีน” ไปโดยปริยาย

แต่ “โพรงหลุมอันอ่อนไหว” นั้น ไม่เคยจะหายไป!

ไม่ว่าพรรคดาวทองจะประสบความสำเร็จในระบอบเสรีนิยมใหม่ที่ทำให้เวียดนามผงาดด้านการค้าและเศรษฐกิจ เทียบเท่าและนำหน้ากลุ่มประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน ที่บ่งบอกว่าเวียดนามมีความทะเยอทะยานที่จะเป็นผู้นำ

ขณะเดียวกัน “สหภาพอินโดจีน” ก็ยังเป็นขนบเดิมที่ดาวทองไม่เคยจะลืมมัน สำหรับความสำเร็จแห่งอดีตในระบอบของจักรวรรดินิยมรัสเซีย

ที่แน่ล่ะ พวกเขาเคย “สหการ” กันมายาวนาน และผู้นำเขมรวันนี้ ก็คือคนกลุ่มนั้น ทำให้เข้าถึง “หลุมโพรงอ่อนไหว” แบบเดียวกับที่รัสเซียลืมยูเครนไม่ได้ แต่สำหรับกัมพูชาแล้ว วง “ภาคีกัมพูชา” ที่ดำเนินมา 6 ทศวรรษดูจะติดหล่มของความ “ว่างเปล่า”

กระนั้น ทั้งหมดดังกล่าวมันคือ “ความหนักอึ้งเหลือทน” ที่นักประวัติศาสตร์เขมรไม่เคยลืมได้ และเขามองมันอย่างหวาดระแวงเช่นใด?

จากจัมปาถึงอันนัม

ปลายสันดอนและที่ลุ่มแม่โขงหรือแม่น้ำแดงเคยเป็นอาณาจักรนครจัมปาอันยิ่งใหญ่ อย่างเหลือเชื่อเวียดนามได้พาย้อนไปอดีตนั้น และทำประหนึ่งว่าคือศูนย์กลางอำนาจแห่งตนเลสาบ ราวกับกระแสน้ำหมุนเวียนไหลกลับจากสันดอนแม่น้ำแดงถึงตนเลสาบ

และในอดีตนี่คือถิ่นฐานชนชาติมอย (mois), เมียว (meo), มอญ, ไท ฯลฯ อยู่ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 9 เวียดนามเคยเรียกกันว่า “บักกี” หรือ”บักบู” ในชื่อแบบคอมมิวนิสต์

แต่เชื่อไหม แค่ต้องการสังเขปสหภาพอินโดจีน นักประวัติศาสตร์เขมรก็ย้อนไปถึงสมัยจัมปาหรือยุคจามเลยทีเดียวซึ่งมีราชธานีเดียวกับอาณาจักรวิชัยทางตอนใต้ของไทยคือ “วิชัย” (เขมรเรียก พิจัย/Vijaya) มีอาณาเขตครอบคลุม 2 แคว้นจากบินห์พันเทศถึงพันเทศ (Quang Phanthiet)

และว่า “ญวน” เพิ่งจะมีตัวตนขึ้นที่นี่!

กระทั่งราว ค.ศ.605-1470 เมื่อรุกรานจัมปาจนสำเร็จแล้ว แต่นั้น คำว่าญวนก็ถูกทดแทนด้วย “อันนัม” แต่ในภาษาที่ชาวญวนนิยมเรียกกันคือ “ตรวงคี” (troung ky) และมีราชธานีคือเว้

และจากบรรทัดนี้ไป ในแต่ละวรรคตอนที่นักวิทูเขมรเรียบเรียงจะเต็มไปด้วย “มรรควิธี” หรือกุศโลบายของฝ่ายอันนัมในการยึดครองจัมปาหรืออาณาจักรวิชัยในอิทธิพลของตนหรือขอมโดยทางวัฒนธรรมทั้งที่ก่อนหน้านั้น จัมปามักรุกรานอาณาจักรยุคกลางเหนือตนเลสาบเสมอ

ได้แต่ตั้งข้อสังเกต ในความหวาดระแวงที่มีต่อญวน, อันนัมหรือเวียดนามปัจจุบันของอาณาจักรกัมพูชา

ตัวอย่างในปี ค.ศ.1306 กษัตริย์ญวนได้ส่งนางเหงียน ตรัง (Huyen Tran) มาถวายกษัตริย์เขมร : พระบาทเฌมัน/Cheman และต่อมาได้สูญเสียดินแดนที่เรียกว่าแคว้นอูลีที่กว้างใหญ่ หรือ “ทู อัน หวา” (Thu An Hao) ที่ชาวเวียดนามเรียกกัน

และนี่จุดแรกที่ชาวเขมรที่ตั้งรกรากบนดินแดนแห่งนั้นพากันเรียกตัวเองว่า “กัมปูเจียกรอม” หรือชาวเขมรใต้ รวมทั้งเกาะ 22 เขต โดยเมื่อยึดครองสำเร็จแล้ว ชื่อเดิมเขมรทั้งหมดซึ่งปรากฏในสมัยอาณานิคม ถูกเปลี่ยนเป็นภาษาเวียดนาม เมืองเหล่านี้มีประวัติศาสตร์ทางเถรวาทและความเป็นเขมรใต้อดีตจัมปาที่น่าสนใจ

และเป็นเหมือน “สารตั้งต้น” ของความทะเยอทะยานใหม่ จากยุคอินโดจีนสู่ปัจจุบัน

อันนัมที่เคยพรักพร้อมในด้านทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะแคว้นกัมพูชาใต้ที่มีวัฒนธรรมอันรุ่มรวยและภูมิศาสตร์ที่เอื้อต่อการค้าและทรัพยากรธรรมชาติ ตั้งแต่ระดับ “พลวัต” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ฝรั่งเศสอินโดจีน ตั้งแต่ยุคแรงงานทาสไปถึงยุคเครื่องจักร

และนั่นก็ผลักดันให้ฝรั่งเศสต้องผลิตภาษาเขียนเพื่อให้ชาวอันนัมได้เรียนรู้ และครั้งนั้นเองที่เวียดนามสามารถยกระดับตนเองทัดเทียมและเหนือกว่ากัมพูชาที่แม้จะมีภาษาเป็นของตัวเอง แต่ก็จำกัดเฉพาะนักบวช วรรณะอำมาตย์กษัตริย์ที่มักขัดแย้งผลประโยชน์กับนักปกครองฝ่ายอินโดจีน

เขมรจึงติดหล่มการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ กว่าจะทะลุปัญหานี้ได้ก็เป็นช่วงปลายอาณานิคมไปแล้ว ขณะที่เวียดนามสามารถเรียนรู้และรับมือกับวิวัฒนาการใหม่ๆ ทางการเมือง

แต่นักวิทูชาวกัมพูชาไม่เคยมองเห็นข้อด้อยดังกล่าว พวกเขามุ่งไปที่จุดเริ่มต้นของพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนที่เริ่มต้นโดยปัญญาชนเวียดนามไม่กี่คน และยกรื้อว่า ตั้งแต่ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนไปจนถึงขบวนการฝ่ายซ้ายในฝรั่งเศส (1921-1936) การมาถึงของเหงียน ซิญ กุง-โฮจิมินห์ ผู้ก่อให้เกิดขบวนการมีฟาม วันดุง ร่วมด้วยคือ “สมาคมยุวชนปฏิวัติเวียดนาม”

แต่เครื่องมืองที่ปลดแอกแท้จริงกลับเป็นวารสาร “thanh Nien” (ยุวชน) หลายปีต่อมาพนมเปญโดยคณะซึง ง็อกทันห์ ก็ก่อตั้ง “นครวัด” (Nagara Vatta : 1936) หนังสือพิมพ์ภาษาเขมรที่ก่อการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ให้กัมพูชา

หากวารสารยุวชนของเวียดนามคือฐานรากของลัทธิคอมมิวนิสต์ของปัญญาชนเวียดนามแล้ว เหตุใดหนังสือพิมพ์นครวัดที่ก่อตั้งโดยปัญญาชนกัมพูชากลับมุ่งไปอีกด้าน คือระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตย?

นี่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ! ในความต่างกันมากของสองชาตินี้ ทั้งที่โฮจิมินห์และซึง ง็อกทันห์ ต่างเติบโตและตกผลึกความคิดปฏิวัติจากการไปศึกษาต่อในยุโรปและกลับมาเคลื่อนไหวในเขตกัมพูชาใต้ เพียงแต่ซึง ง็อกทันห์ กลับมาทำงานให้เขมรและเถรวาท ส่วนโฮจิมินห์ซึ่งก่อตั้งพรรคปฏิวัติใหม่ที่ร่วมกับพรรคยุวชนปฏิวัติเวียดนาม

ทั้งนี้ ยังมีคณะกลุ่มต่างๆ ที่มีบทบาทสมัยเป็นนักโทษคุกเกาะตรอลาจ กระนั้น เมื่อจีนกับรัสเซียแตกกัน กลุ่มเหล่านี้ก็แตกร้าวเช่นกัน ตัวอย่าง พรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนที่สมาชิกแตกมาจากพรรคปฏิวัติใหม่ และสมาคมอินโดจีน(1929), พรรคคอมมิวนิสต์อนามิต, สหภาพคอมมิวนิสต์อินโดจีน, พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม, พรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน และลำดับสุดท้ายคือพรรคเอกเทศของตรัน วันเฮา มีธงแดงและวารสารคอมมิวนิสต์แปะป้ายเป็นสัญลักษณ์

ทั้งหมดมีสำนักงานลับๆ ที่เมืองไซ่ง่อน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...