โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“ทรัมป์” สั่งเปิดเอกสารคดีลอบสังหาร “เจเอฟเค-มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์”

PPTV HD 36

อัพเดต 24 ม.ค. 2568 เวลา 04.32 น. • เผยแพร่ 24 ม.ค. 2568 เวลา 04.28 น.
ปธน.ทรัมป์สั่งการให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงนำเสนอแผนเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการลอบสังหาร “เจเอฟเค-มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์”

ประธานาธิบดีสกรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่จัดทำแผนเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการลอบสังหาร 3 เหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ได้แก่ การสังหาร จอห์น เอฟ. เคนเนดี, โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี และมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์

“หลายคนรอคอยเรื่องนี้มานานหลายปีและหลายทศวรรษ และทุกอย่างจะถูกเปิดเผย” ทรัมป์กล่าวเมื่อวันที่ 23 ม.ค.

คำสั่งดังกล่าวกำหนดให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลต้องนำเสนอแผนเปิดเผยเอกสารเหล่านี้ภายใน 15 วัน

ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี ถูกสังหารที่ดัลลาสในปี 1963 ส่วน โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี พี่ชายของเขา ถูกลอบสังหารระหว่างลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีในแคลิฟอร์เนียในปี 1968 เพียง 2 เดือนหลังจากคิง ผู้นำด้านสิทธิมนุษยชนที่มีชื่อเสียงที่สุดของอเมริกา ถูกลอบสังหารที่เมมฟิส รัฐเทนเนสซี

เอกสารจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนได้รับการเปิดเผยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่เอกสารอีกหลายพันฉบับยังคงถูกปกปิดไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนคดีของเจเอฟเคซึ่งมีรายละเอียดซับซ้อน

ตามที่รับรู้กัน ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี ถูกยิงโดยลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ อดีตทหารนาวิกโยธินที่แปรพักตร์ไปเป็นสหภาพโซเวียตและเดินทางกลับสหรัฐฯ ในเวลาต่อมา โดยคณะกรรมาธิการของรัฐบาลได้ตัดสินว่าออสวอลด์ลงมือเพียงลำพัง

อย่างไรก็ตาม คำถามที่ไม่มีคำตอบยังคงวนเวียนอยู่ในคดีนี้มาอย่างยาวนาน และทำให้เกิดทฤษฎีอื่น ๆ เกี่ยวกับการมีส่วนเกี่ยวข้องของเจ้าหน้าที่รัฐบาลเอง มาเฟีย และบุคคลชั่วร้ายอื่น ๆ รวมถึงทฤษฎีสมคบคิดที่แปลกประหลาดกว่านั้น

ผลสำรวจความคิดเห็นตลอดหลายทศวรรษระบุว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าออสวอลด์เป็นมือสังหารเพียงคนเดียว

ในปี 1992 รัฐสภาสหรัฐฯ ได้ผ่านกฎหมายเปิดเผยเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนภายใน 25 ปี ทั้งทรัมป์ในวาระแรกและประธานาธิบดี โจ ไบเดน ได้เปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเจเอฟเคจำนวนมาก แต่เอกสารหลายพันฉบับจากทั้งหมดหลายล้านฉบับยังคงเป็นความลับบางส่วนหรือทั้งหมด

ทรัมป์สัญญาว่า จะเปิดเผยเอกสารทั้งหมดในวาระแรกของเขา แต่กลับไม่ทำตามสัญญาหลังจากที่เจ้าหน้าที่ CIA และ FBI โน้มน้าวให้เขาเก็บเอกสารบางส่วนเป็นความลับ

แต่คำสั่งฝ่ายบริหารที่ทรัมป์ลงนามหลังการรับตำแหน่งสมัยที่ 2 ระบุว่า “การรักษาความลับอย่างต่อเนื่องไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์สาธารณะ”

เอกสารที่เผยแพร่ล่าสุดได้เปิดเผยรายละเอียดใหม่เกี่ยวกับสถานการณ์โดยรอบการลอบสังหารนี้ รวมถึงการติดตามออสวอลด์อย่างใกล้ชิดของซีไอเอ

ในปี 2023 พอล แลนดิส อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองวัย 88 ปี ซึ่งเป็นพยานเห็นเหตุการณ์ลอบสังหารในระยะใกล้ กล่าวว่า เขาถูกยิงจากรถหลังจากเคนเนดีถูกยิง

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า รายละเอียดดังกล่าวทำให้เรื่องราวที่ว่า กระสุนนัดเดียวถูกทั้งประธานาธิบดีและผู้ว่าการรัฐเท็กซัส จอห์น คอนนัลลี ซึ่งกำลังนั่งอยู่บนขบวนรถและรอดชีวิตจากการยิง มีความซับซ้อนมากขึ้น

ข้อมูลใหม่ทำให้เกิดข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับทฤษฎีที่ว่าออสวอลด์ลงมือเพียงลำพัง และคาดการณ์ว่า การเปิดเผยเอกสารที่แก้ไขทั้งหมดอย่างครบถ้วนอาจเพิ่มพูนความรู้ให้กับสาธารณชนได้อย่างมาก

เช่นเดียวกัน ในคดีของอาร์เอฟเคก็มีคนไม่เชื่อว่า เซอร์ฮาน ชายชาวปาเลสไตน์ที่ไม่พอใจที่สหรัฐฯ สนับสนุนอิสราเอล เป็นผู้ก่อเหตุเพียงคนเดียว ส่วนคดี มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ที่ถูกเจมส์ เอิร์ล เรย์ นักชาตินิยมผิวขาวยิงเสียชีวิต สมาชิกในครอบครัวคิงกล่าวหาว่า เรย์ไม่ได้ลงมือคนเดียวและเป็นส่วนหนึ่งของแผนการสมคบคิดที่ใหญ่กว่านั้น

เรียบเรียงจาก BBC

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศาลสหรัฐฯ ระงับคำสั่ง “ทรัมป์” จำกัดสิทธิสัญชาติโดยกำเนิด

จีนพบทูตไทย-เมียนมา จี้เร่งปราบแก๊งคอลเซนเตอร์

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ทรัมป์” สั่งเปิดเอกสารคดีลอบสังหาร “เจเอฟเค-มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่

- Website : https://www.pptvhd36.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...