“บลจ.กรุงไทย” คัดเน้นๆ 11 “กองทุนรวมลดหย่อนภาษี” หลากสไตล์ ลุย 4 สินทรัพย์เด่น “โอกาสรับผลตอบแทน” พร้อม “เซฟภาษี” ส่งท้ายปี 2024 !!!
โดย: บลจ.กรุงไทย
ช่วงสุดท้ายปลายปีได้เวียนมาบรรจบครบอีกครั้ง เป็นเทศกาลของ “กองทุนรวมลดหย่อนภาษี” ถึงเวลาช้อปกองทุนที่ใช่ เพิ่มโอกาสของผลตอบแทน พร้อมเซฟภาษีไปแบบ “2 in 1”
โดยปี 2024 นี้ เป็นปีแรกที่สามารถ “ลดหย่อนภาษี” ได้สูงสุดถึง 800,000 บาท เป็นของ “ThaiESG-เงื่อนไขใหม่” ที่เพิ่มเป็น “ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน และไม่เกิน 300,000 บาท” และกองทุน “RMF” + “SSF+ การลงทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ” รวมกันอีก “ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน และไม่เกิน 500,000 บาท”นั่นเอง
และปีนี้ยังเป็นปีสุดท้ายในการลดหย่อนภาษีสำหรับกองทุน “SSF” อีกด้วย !!!
สำหรับใครที่มีภาระ “ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” ที่ต้องเสียแล้ว กลุ่ม “กองทุนรวมลดหย่อนภาษี” เป็นอีกทางเลือกที่ควรจะลงทุน
เพราะ “ภาษีที่ประหยัดได้…ทำให้เงินในกระเป๋าเหลือเพิ่มขึ้น” นั่นเอง มากน้อยขึ้นกับ “ฐานภาษี” ของนักลงทุนแต่ละคน ตั้งแต่ 5 – 35% ซึ่งจะทำให้เสียภาษีลดลง ช่วยให้เงินในกระเป๋าเหลือเพิ่มขึ้นด้วย !!!
ใครที่ยังไม่รู้จะลงทุนกองทุนไหนดีนั้น วันนี้ ทาง “บลจ.กรุงไทย” (KTAM) ได้คัดเน้นๆ 11 “กองทุนรวมลดหย่อนภาษี” ดาวเด่น ตั้งแต่เสี่ยงต่ำ-ปานกลาง-สูง จาก “4 สินทรัพย์” หลากสไตล์มาฝากกัน
กลุ่ม “กองทุนตราสารหนี้” มุ่งรับประโยชน์จาก “ดอกเบี้ยขาลง”…มี 3 กองทุนแนะนำ ครบ 3 ประเภท (RMF/SSF/ThaiESG)
มาเริ่มกับกลุ่ม “กองทุนตราสารหนี้” ซึ่งกองทุนที่คัดมาในครั้งนี้จะเหมาะสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ “ปานกลางค่อนข้างต่ำ” แต่คาดหวังผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝาก แม้ว่าการมาของ “Donald Trump” ประธานาธิบดีคนที่47 ของสหรัฐ จะทำให้ตลาดเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยไปบ้าง คือ คาดว่า “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) จะลดดอกเบี้ยน้อยลงในปีหน้าเหลือเพียง 3 ครั้ง จากเดิมที่คาดว่าจะลงประมาณ 4 – 5 ครั้ง แต่โดยภาพรวมทิศทางดอกเบี้ยก็ยังอยู่ในแนวโน้มขาลงอยู่นั่นเอง
นี่ยังรวมถึงแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายโลกที่เป็น ‘ขาลง’ หลังจากที่คงในระดับสูงมานาน ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายในประเทศไทยเองน่าจะอยู่ในทิศทางทรงตัว และมีโอกาสปรับลดลงในอนาคต ทำให้ Yield ในประเทศน่าจะปรับในทิศทางเดียวกับ Yield ต่างประเทศด้วย จึงมองเป็นโอกาสสำหรับการลงทุนในตราสารหนี้ที่ Yield ระดับนี้ ที่ยังเป็นระดับที่น่าสนใจและมีโอกาสได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลงในอนาคตอีกด้วย (ที่มา: ktam.co.th, กองทุนแนะนำ พร้อมปัจจัยสนับสนุน)
สำหรับ 3 กองทุนที่คัดมาแนะนำ มีครบทั้ง 3 ประเภทประกอบด้วย
- “RMF2: กองทุนเปิดกรุงไทยตราสารหนี้เพื่อการเลี้ยงชีพ” อยู่ในกลุ่ม “Mid Term General Bond” ความเสี่ยง “ระดับ 4” (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ) ที่เน้นลงทุนในพันธบัตร และ/หรือตราสารหนี้ในประเทศ
- “KTFIXPLUS-SSF: กองทุนเปิดกรุงไทยตราสารหนี้ พลัส (ชนิดเพื่อการออม)” อยู่ในกลุ่ม “Mid Term General Bond” ความเสี่ยง “ระดับ 4” (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ) ที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ทั้งในและต่างประเทศ โดยจะลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ “ไม่เกิน 50%” ของ NAV
- “KTESGSI-ThaiESG: กองทุนเปิดกรุงไทย ตราสารภาครัฐ ESG ชนิดไทยเพื่อความยั่งยืน” อยู่ในกลุ่ม “Long Term General Bond” ความเสี่ยง “ระดับ 3” (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ) ที่เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรหรือหุ้นกู้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันต้นเงินและดอกเบี้ยแต่ไม่รวมถึงหุ้นกู้แปลงสภาพ ซึ่งเป็นพันธบัตรหรือหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน หรือพันธบัตรหรือหุ้นกู้ส่งเสริมความยั่งยืน โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV
กลุ่ม “กองทุนหุ้นไทย” ราคาไม่แพง-มีโมเมนตัมเชิงบวก…ต้อง “ThaiESG”
มาต่อกันที่กลุ่ม “กองทุนหุ้นไทย” สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงที่สูงได้ เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีกว่าจากการลงทุนในหุ้น ปีนี้ “ตลาดหุ้นไทย” ปรับตัวดีขึ้นหลังจากความเสี่ยงหลายด้านคลี่คลายไป รวมถึงการมีเม็ดเงินใหม่เข้ามาช่วยสนับสนุนตลาดหุ้นไทย ไม่ว่าจาก “นักลงทุนต่างชาติ” หรือ “กองทุนวายุภักษ์ หนึ่ง”
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากต่างประเทศอย่างทิศทางดอกเบี้ยขาลงของฝั่งสหรัฐ และยุโรป ทำให้อาจเริ่มมีเม็ดเงินลงทุนเคลื่อนย้ายเข้าสู่ตลาดเอเชีย และอาเซียน รวมถึงไทยด้วยเช่นกัน
ซึ่งในเชิง Valuation (P/E) ตลาดหุ้นไทยยังถือว่า “ไม่แพง” มี P/E ในอนาคตช่วง 12 เดือนข้างหน้า ที่ 14.7 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 15.4 เท่า ในขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มโตขึ้นเป็น 13% ในปี2025 จากปีนี้ที่คาดว่าจะโตเพียง 3% เท่านั้น (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 15 พ.ย. 24) อีกทั้งเศรษฐกิจของไทยก็มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น โดย “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” (IMF) คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตเพิ่มขึ้นเป็น 2.9% ในปี2025 จากปีนี้ที่คาดว่าจะโต 2.8%
นั่นจึงทำให้ “หุ้นไทย” ยังคงน่าสนใจ โดยเฉพาะกลุ่ม “หุ้นยั่งยืน” กองทุนที่แนะนำ ได้แก่
- “KTAG-ThaiESG: กองทุนเปิดกรุงไทย ESG A Grade ชนิดไทยเพื่อความยั่งยืน” อยู่ในกลุ่ม “Equity General” ความเสี่ยง “ระดับ 6” (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุนใน “หุ้นไทย” ทุกขนาดทั้งขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ที่มี “SET ESG Ratings” ระดับ A ขึ้นไป โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV
กลุ่ม “กองทุนผสม” สไตล์ Aggressive Allocation เพิ่มความยืดหยุ่นลุย “หุ้นไทย” ระยะยาว…กับ “RMF”
ต่อเนื่องกับ “ตลาดหุ้นไทย” แต่เป็นกองทุน “RMF” ที่เป็น “กองทุนผสม” สไตล์ “Aggressive Allocation” ที่มีการกระจายลงทุนในทรัพย์สินที่หลากหลาย แต่จะเน้นลงทุนในหุ้นและสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง (เช่น Property Fund/ REITS/ infrastructure เป็นต้น) “มากกว่า 65%” ของ NAV ซึ่งจะเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่า “กองทุนหุ้น” ทั่วไปที่จะลงทุนในหุ้น“ตั้งแต่ 80%” ของ NAV นั่นจึงตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการลงทุนในหุ้นไทยแต่ไม่ต้องการความเสี่ยงมากระดับ “กองทุนหุ้น” ได้เป็นอย่างดี
ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการลงทุนเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนให้เหมาะสมกับภาวะตลาดในขณะนั้นๆ โดยทีมงาน “ผู้จัดการกองทุน” ที่มากประสบการณ์จะเป็นผู้ดูแลในการปรับน้ำหนักการลงทุนให้ แต่ในภาวะตลาดปกติแล้วก็จะเน้นลงทุนใน “หุ้นไทย” เป็นสำคัญ โดยกองทุนที่โดดเด่นที่คัดมาฝากกัน ได้แก่
- “RMF1: กองทุนเปิดกรุงไทยผสมเพื่อการเลี้ยงชีพ” อยู่ในกลุ่ม “Aggressive Allocation”ความเสี่ยง “ระดับ 5” (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) ที่เน้นกระจายการลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ เงินฝาก หรือทรัพย์สินอื่น ตามที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด
กลุ่ม “กองทุนต่างประเทศ” โอกาสเพิ่มผลตอบแทนที่ดี…กับ 3 คู่ “RMF-SSF”
ส่งท้ายกันด้วยกลุ่ม “กองทุนต่างประเทศ” ใน 3 ธีมที่จะช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี ประกอบด้วย
1) “หุ้นสหรัฐ” เศรษฐกิจสหรัฐยังเติบโตได้ดี ภาพตลาดแรงงานที่ยังค่อนข้างแข็งแกร่ง ทิศทางดอกเบี้ยเป็นวงจรปรับตัวลดลง ผลประกอบการของหลาย Sector ยังสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาด การกลับมาของ “Donald Trump”ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐยังคงน่าสนใจจากนโยบายหลักในเรื่อง “Make America Great Again” ดังนั้น หากตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลงเรามองว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะเข้าสะสมหุ้นสหรัฐเพื่อการเติบโตระยะยาว โดยกองทุนที่แนะนำมี 2 กองทุน ในรูปแบบของ “RMF” และ “SSF” ได้แก่
- “KT-US RMF: กองทุนเปิดเคแทม ยูเอส โกรท อิควิตี้ เพื่อการเลี้ยงชีพ”
- “KT-US-SSF: กองทุนเปิดเคแทม ยูเอส โกรท อิควิตี้ ฟันด์ ชนิดเพื่อการออม”
“ทั้ง 2 กองทุน อยู่ในกลุ่ม “US Equity”ความเสี่ยง “ระดับ 6” (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทในสหรัฐที่มีขนาดใหญ่ มีแนวโน้มในการเติบโตดี มีคุณภาพสูง ผ่านกองทุนหลัก ‘AB American Growth Portfolio’ ที่บริหารจัดการโดย AllianceBernstein (Luxembourg) S.a r.l” 2) “หุ้นโลกพื้นฐานดี-ผันผวนต่ำ” เศรษฐกิจโลกน่าจะเข้าสู่ภาวะ Soft Landing โดยทาง “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” (IMF) คาดว่าเศรษฐกิจจะโต 3.2% ทั้งในปี 2024 และ2025 (ที่มา: World Economic Outlook, October 2024) ขณะที่ดอกเบี้ยเป็นขาลง ทำให้ “ตลาดหุ้นทั่วโลก” จะยังมีโอกาสเติบโตต่อไปในระยะยาว
อย่างไรก็ตามความกังวลเรื่อง “ภาวะถดถอย” (Recession) ยังจะปะทุกลับมาเป็นครั้งคราว อีกทั้งมูลค่าตลาดหุ้น (Valuation) โดยรวมก็ไม่ได้ถูกนัก ทำให้ตลาดน่าจะมีความผันผวนเพิ่มขึ้นเป็นระยะๆ การลงทุนจึงอาจต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนที่จะเกิดขึ้นด้วย เช่น การลงทุนในหุ้นที่มีความผันผวนต่ำ (Low Volatility) จะทำให้สามารถฝ่าตลาดที่ผันผวนได้อย่างราบรื่นโดยยังคงโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีเอาไว้ได้ โดยกองทุนที่แนะนำมี 2 กองทุน ในรูปแบบของ “RMF” และ “SSF” ได้แก่
- “KT-WEQ RMF: กองทุนเปิดเคแทม เวิลด์ อิควิตี้ เพื่อการเลี้ยงชีพ”
- “KT-WEQ-SSF: กองทุนเปิดเคแทม เวิลด์ อิควิตี้ ฟันด์ ชนิดเพื่อการออม”
“ทั้ง 2 กองทุน อยู่ในกลุ่ม “Global Equity”ความเสี่ยง “ระดับ 6” (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุนในหุ้นปัจจัยพื้นฐาน มีความผันผวนต่ำ และมีความเสี่ยงในการปรับตัวลงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตในระดับที่ตํ่า โดยลงทุนในหุ้นที่อยู่ในประเทศพัฒนาแล้วเป็นหลัก รวมถึงกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ผ่านกองทุนหลัก ‘AB Low Volatility Equity Portfolio’ ที่บริหารจัดการโดย AllianceBernstein (Luxembourg) S.a r.l.”
3) “อสังหาริมทรัพย์โลก” เป็นอีกกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความน่าสนใจจากปัจจัยบวกหลายประการ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลงจะช่วยให้ต้นทุนในการกู้ยืมของผู้พัฒนาโครงการลดลงด้วย ทำให้ดึงดูดกลุ่มนักลงทุนที่มองหาสินทรัพย์ที่จ่ายเงินปันผลได้สม่ำเสมอ ที่ผลประกอบการจะดีขึ้นจากต้นทุนการเงินที่ลดลง ในขณะที่เดียวกันในช่วงที่ดอกเบี้ยปรับตัวลดลง ก็จะทำให้ Yield ของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ดูดีขึ้นโดยเปรียบเทียบ ขณะที่ความต้องการอสังหาริมทรัพย์ยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มโลจิสติกส์และอุตสาหกรรมที่เติบโตตามธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และกลุ่มเพื่อการดูแลสุขภาพ-ผู้สูงอายุ ที่เติบโตตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น เป็นต้น
โดยกองทุนที่แนะนำมี 2 กอง ในรูปแบบของ “RMF” และ “SSF” ได้แก่
- “KT-PROPERTY RMF: กองทุนเปิดเคแทม เวิลด์ พร็อพเพอร์ตี้ เพื่อการเลี้ยงชีพ”
- “KT-PROPERTY-SSF: กองทุนเปิดเคแทม เวิลด์ พร็อพเพอร์ตี้ ฟันด์ ชนิดเพื่อการออม”
“ทั้ง 2 กองทุน อยู่ในกลุ่ม “Fund of Property fund - Foreign” ความเสี่ยง “ระดับ 7” (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุนในหุ้น หรือกองทรัสต์ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่มีการกำกับดูแล โดยมีรายได้หลักจากการเป็นเจ้าของ บริหารจัดการ และ/หรือพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก ผ่านกองทุนหลัก ‘Global Property Equities Fund’ ที่บริหารจัดการโดย Henderson Fund Management (Luxembourg) S.A.”
สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าในช่วงโค้งสุดท้ายของปีจะลงทุนกองทุนไหนดี ทาง “บลจ.กรุงไทย” ได้คัดเน้นๆ 11 “กองทุนรวมลดหย่อนภาษี”ดาวเด่น ครบทุกประเภททั้ง “RMF-SSF-ThaiESG” ลุย 4 สินทรัพย์เด่น โอกาส “เพิ่มผลตอบแทน” พร้อม “เซฟภาษี” ส่งท้ายปี 2024 นี้ มาฝากกันให้เลือกลงทุนอย่างครบครันเลยทีเดียว
คำเตือน กองทุน KTFIXPLUS-SSF, KT-US RMF, KT-US-SSF, KT-WEQ RMF, KT-WEQ-SSF, KT-Property RMF และ KT-Property-SSF) มีความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน (ยกเว้น KTFIXPLUS-SSF ที่มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน) ในกรณีที่กองทุนไม่ได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือจะได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ / ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนของกองทุน SSF, RMF และ ThaiESG และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ หากลงทุนไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด อาจต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเสียเงินเพิ่ม
สนใจติดต่อบลจ.กรุงไทยwww.ktam.co.th หรือโทร 0-2686-6100 กด 9