โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ขนมปังขิง คุกกี้อันแสนหอมหวาน ต้อนรับเทศกาลคริสต์มาส

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 24 ธ.ค. 2567 เวลา 09.40 น. • เผยแพร่ 24 ธ.ค. 2567 เวลา 04.22 น.
ขนมปังขิงรูปทรงต่าง ๆ (ภาพจาก : pixabay)

ขนมปังขิง (Gingerbread) คุกกี้สุดแสนอร่อย ที่หอมกรุ่นไปด้วยกลิ่นเครื่องเทศ แล้วทุกคนสงสัยไหมว่าทำไมขนมปังขิงถึงเป็นของคู่กันกับเทศกาลคริสต์มาส ?

ทุกคนคงมีภาพจำว่าเทศกาลคริสต์มาสต้องมีซานตาคลอส กวางเรนเดียร์ ต้นสน ไวน์ร้อน กลิ่นอบเชยอันแสนหอมหวาน และอีกหนึ่งสิ่งที่ทุกคนต้องนึกถึง นั่นคือ ขนมปังขิง

ขนมปังขิง (Gingerbread) เป็นขนมที่ได้รับความนิยมในอเมริกาเหนือและยุโรป โดยเฉพาะช่วงเทศกาลคริสต์มาส ซึ่งในหลาย ๆ ประเทศ ก็มีขนมปังขิงในชื่ออื่นอีกด้วย เช่น ขนมเล็บคูเคนของเยอรมัน (Lebkuchen) มารานิโตสของเม็กซิโก (Marranitos)พรียานิกิของรัสเซีย (Pryaniki)และ เปปปาร์คาโกร์ของสวีเดน (Pepparkakor)

สูตรขนมปังขิงแบบดั้งเดิมประกอบด้วยแป้ง เนย ไข่ น้ำเชื่อม (บางที่ใช้น้ำผึ้ง) และขิง รวมทั้งเครื่องเทศที่ให้ความร้อนอื่น ๆ เช่น กานพลู ซินนามอน ลูกจันทน์เทศ บางครั้งอาจมีการเติมผลไม้ตระกูลส้ม วานิลลา ส่วนขิงอาจใช้ในรูปแบบสด ผง หรือเชื่อม โดยบางสูตรอาจใช้การผสมผสานของขิงหลายรูปแบบ

สมัยอียิปต์และกรีกโบราณ มักใช้ขนมปังขิงในพิธีกรรมทางศาสนาเป็นหลัก แต่ประเทศสวีเดนมักใช้เป็นยาแก้ปวดท้อง เพราะขิงเป็นพืชที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค

แต่ในปัจจุบัน บริบทของขนมปังขิงเปลี่ยนไป เดิมใช้เพื่อพิธีกรรมทางศาสนาและการรักษาทางการแพทย์ กลายเป็นขนมที่ใช้เฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสในการกลับมาของครอบครัว ที่ทำงานมาตลอดทั้งปี โดยที่ทุกคนในบ้านจะมาช่วยกันทำขนมปังขิงและอาหารอื่น ๆ เพื่อเป็นการใช้เวลาร่วมกัน

เมืองหลวงขนมปังขิง ณ เยอรมนี

เมืองนูเรมเบิร์ก (Nürnberg) ประเทศเยอรมนี กลายเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองหลวงของขนมปังขิง โดยขนมปังขิงในนูเรมเบิร์กมีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 มีการพัฒนาสูตรและเทคนิคการทำอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยรสชาติที่เข้มข้น หอมเครื่องเทศ มีเนื้อสัมผัสที่นุ่มละลายในปาก จากต่างที่อื่น ๆ

ที่นี่ยังมีตลาดคริสต์มาส (Christkindlesmarkt) อันเลื่องชื่อ และมีพิพิธภัณฑ์ขนมปังขิงที่จัดแสดงประวัติศาสตร์และกระบวนการผลิตขนมปังขิง รวมถึงมีการสาธิตการทำขนมปังขิงให้ผู้ชมได้ชมกันสด ๆ อีกด้วย

ขนมปังขิงกับประเทศอังกฤษ

ในยุคของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษ (Queen Elizabeth I) ช่วงปี 1558–1603 ผู้คนมักจะกินขนมปังขิงเป็นของหวานหลังมื้ออาหาร เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร อีกทั้งสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ประดิษฐ์มนุษย์ขนมปังขิง เนื่องจากพระนางสั่งให้คนทำขนมทำคุกกี้ให้มีรูปร่างเหมือนกับขุนนางที่มาเข้าเฝ้า ณ พระราชสำนัก และจะมอบเป็นของที่ระลึกแก่ผู้มาเยี่ยมชม

ภายหลังพระนางวิกตอเรียแห่งอังกฤษ (Queen Victoria) ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าชายอัลเบิร์ตแห่งเยอรมนี (Prince Albert of Saxe-Altenburg) ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เจ้าชายอัลเบิร์ตได้นำวัฒนธรรมการกินขนมขิงเล็บคูเคนไปเผยแพร่ที่อังกฤษ ทำให้ผู้คนนิยมกินขนมปังขิงมากขึ้น

ช่วงปี 1800 ผู้อพยพจากยุโรปนำสูตรขนมปังขิงและประเพณีเข้ามาในสหรัฐอเมริกาด้วย ทำให้ขนมปังขิงกลายเป็นสิ่งสำคัญในช่วงเทศกาลคริสต์มาสในสหรัฐอเมริกา

สุดท้ายแล้วในศตวรรษที่ 21 ศิลปะการทำขนมปังขิงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก สามารถเห็นได้จากรายการโทรทัศน์อย่าง Holiday Baking Championship และ Holiday Gingerbread Showdown อีกทั้ง ทุก ๆ วันเสาร์ที่สองของเดือนธันวาคมได้รับการขนานนามว่าเป็น “วันตกแต่งบ้านขนมขิง” (Gingerbread Decorating Day)

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

https://www.britannica.com/topic/gingerbread-cake

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 24 ธันวาคม 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ขนมปังขิง คุกกี้อันแสนหอมหวาน ต้อนรับเทศกาลคริสต์มาส

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...