เห็นด้วยหรือไม่? กรมอุทยาน “คุมกำเนิดช้าง” แก้ปัญหาคนกับช้างป่า
เห็นด้วยหรือไม่? กรมอุทยาน “คุมกำเนิดช้าง” แก้ปัญหาคนกับช้างป่า
ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่ามีมานานหลายสิบปี และยังคงมีต่อเนื่อง ปัญหาเหล่านี้มาจากการที่ช้างได้เข้ามาในพื้นที่ของคนทั้งไร่นาและพื้นที่การเกษตร ทำพืชผลเสียหาย ทำให้ชาวบ้านบางคนพยายามปกป้องทรัพย์สินโดยใช้ไฟฟ้าช็อต การล่า หรือวางกับดัก ซึ่งอาจทำให้ช้างบาดเจ็บหรือเสียชีวิต และคนก็ถูกช้างทำร้ายเสียชีวิตเช่นกัน
ปัจจุบันพบว่า มีช้างป่าที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติราว 4,013 - 4,422 ตัว ใน 16 กลุ่มป่า เป็นพื้นที่อนุรักษ์ 91 แห่ง พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากช้างป่ารุนแรงมาก 5 กลุ่มป่า คือ กลุ่มป่าตะวันตก กลุ่มป่าตะวันออก กลุ่มป่าดงพญาเย็น - เขาใหญ่ กลุ่มป่าภูเขียว - น้ำหนาว และกลุ่มป่าแก่งกระจาน ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างเกิดขึ้นในพื้นที่อนุรักษ์กว่า 41 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 42 จังหวัดทั่วประเทศ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ซึ่งช้างก็ออกมาจากป่า ด้วยปัจจัยต่าง ๆ ส่วนหนึ่งคือพื้นที่ป่าหรือบ้านที่อยู่อาศัยของช้างน้อยลง แหล่งน้ำและอาหารในป่าลดลง ทำให้ช้างต้องเดินทางไกลเพื่อหาอาหารและน้ำ ซึ่งอาจผ่านเขตชุมชนเกิดการปะทะกันระหว่างคนกับช้างได้
เพื่อแก้ไขปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์อย่างเป็นรูปธรรม กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ดำเนินตามแนวทางคณะกรรมการอนุรักษ์และจัดการช้าง ตามกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาช้างป่า 6 ด้าน เพื่อ ทั้ง
1. การจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์เพื่อเป็นแหล่งอาศัยของช้างป่า
2. แนวป้องกันช้างป่า
3. ชุดเฝ้าระวังและผลักดันช้างป่า และเครือข่ายชุมชน
4.การช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากช้างป่า
5. การจัดการพื้นที่รองรับช้างป่าอย่างยั่งยืน
6. การควบคุมประชากรช้างป่าด้วยวัคซีนคุมกำเนิด .
ซึ่งการควบคุมประชากรช้างป่าด้วยวัคซีนคุมกำเนิด เป็นประเด็นที่มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่วิธีนี้ก็เป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ได้มอบหมายให้กรมอุทยานฯ ดำเนินการ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาติดตามผลการดำเนินงานและศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาช้างป่าอย่างยั่งยืน ก็ได้เสนอให้ใช้วัคซีนในการคุมกำเนิดช้างป่าเพื่อลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับช้างป่าด้วย
วิธีนี้กรมอุทยานแห่งชาติฯ ก็ได้ร่วมกับศูนย์สุขภาพช้างและสัตว์ป่า คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พัฒนาโครงการศึกษาวิจัยการใช้วัคซีนคุมกำเนิดแก่ช้างป่า โดยใช้วัคซีนคุมกำเนิด SpayVac® ซึ่งมีการใช้งานจริงในช้างแอฟริกามาแล้ว และได้เริ่มดำเนินโครงการทดลองฉีดวัคซีนคุมกำเนิดในช้างบ้านเพศเมียเต็มวัย จำนวน 7 เชือก ตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 1 เข็ มควบคุมได้ระยะยาว 7 ปี
จากการเก็บตัวอย่างเลือด ตรวจสุขภาพ และติดตามผลหลังการฉีดวัคซีน พบว่า วัคซีนไม่มีผลต่อพฤติกรรมและสรีระของช้าง เป็นเพียงการควบคุมฮอร์โมนช้างเพศเมียไม่ให้มีลูก ซึ่งผลการทดลองหลังการฉีดวัคซีนพบว่าวัคซีนมีความปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียง ช้างไม่มีอาการอักเสบ ไม่ส่งผลกระทบต่อช้างที่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ ไม่ส่งผลเสียต่อพฤติกรรมของตัวช้าง และพฤติกรรมทางสังคมของช้างป่า แต่ยังไม่สามารถประเมินผลของการคุมการปฏิสนธิ การตั้งท้อง การให้กำเนิดลูกช้าง หรือผลข้างเคียงทางด้านระบบสืบพันธุ์ในระยะยาว
โดยการดำเนินการควบคุมประชากรช้างป่าโดยการใช้วัคซีนคุมกำเนิด ไม่ได้ใช้กับทุกพื้นที่ มีเป้าหมายดำเนินงานเฉพาะพื้นที่ที่มีประชากรช้างป่ามากจนเกินศักยภาพของพื้นที่อนุรักษ์และขนาดของพื้นที่ป่าจะรองรับได้ เช่น ในพื้นที่กลุ่มป่าตะวันออก (ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด) ภาคตะวันออก
แน่นอนว่า ก็มีฝ่ายคัดค้าน ด้วยเห็นว่าไม่ควรคุมกำเนิดสัตว์ ควรแก้ปัญหาที่พื้นที่ป่าที่น้อยลง หรือคืนพื้นที่ป่าให้ช้าง การทำหมันฉีดวัคซีนไม่น่าแก้ปัญหาช้างออกจากพื้นที่ได้โดยตรง
ทางคุณเล็ก แสงเดือน เจ้าของปางช้าง Elephant Nature Park ที่เชียงใหม่ ก็โพสต์ในเฟสบุ๊ก ส่วนหนึ่งพูดถึงทำหมันช้างว่า ”ก่อนที่จะมาทำหมันช้างต้องมาตอบคำถามให้ชัดเจนก่อนว่าการทดลองที่ผ่านมาทำที่ไหนอย่างไร และทำกับช้างตัวไหนและมีผลข้างเคียงกับช้างหรือไม่อย่างไร ในช่วงที่ดิฉันได้ทำงานในคณะกรรมาธิการวิสามัญแก้ไขปัญหาช้างป่า มีการนำประเด็นทำหมันช้างมาพูดในคณะกรรมาธิการที่ดิฉันทำหน้าที่รองประธานกรรมาธิการและดิฉันได้คัดค้านไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้เพราะเรื่องการทดลองใดๆเกี่ยวกับสัตว์โดยเฉพาะอย่างยิ่งช้างมันเป็นเรื่องสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบในวงกว้างที่จะตามมาในภายหลังถ้าหากเราไม่ศึกษารายระเอียดให้รอบคอบ”
กลุ่มสู้เพื่อช้าง ก็ออกมาคัดค้าน และยื่นหนังสือถึงนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.ทส.ให้ชะลอโครงการฉีดวัคซีนคุมกำเนิดช้างป่า ด้วยเหตุผลที่ว่า โครงการนี้ยังไม่มีการสรุปผลความสำเร็จของประสิทธิภาพยาคุมกำเนิดช้าง และยังอยู่แค่ขั้นทดลอง และตั้งข้อสังเกตว่าจะศึกษาและติดตามผลข้างเคียงกับช้างป่าตัวนั้นได้ต่อเนื่องอย่างไรเมื่อมันอยู่ในป่า หรือถ้าเกิดผลข้างเคียงจะเกิดอันตรายต่อสุขภาพช้างป่า กรมอุทยานรับผิดชอบอย่างไร
รวมถึงมีฝ่ายที่เป็นห่วงเรื่องราคาของวัคซีน ที่ 1 โดส ราคาประมาณ 8,000 กว่าบาท อาจไม่คุ้มค่าและเสี่ยงต่อสัตว์แพทย์ที่ต้องเข้าไปฉีดยา
และก็มีฝ่ายที่เห็นด้วย แต่ก็ยังคงอยากให้ทำรั้วกั้นช้าง รวมถึงเพิ่มค่าชดเชยพืชผลที่เสียหายไป และมีคนที่มองว่า ด้วยการฉีดวัคซีนที่ต้องรอ 7 ปี อาจจะช้าเกินไปสำหรับการแก้ไขปัญหาช้างป่าที่มีแนวโน้มออกมาจากป่าอนุรักษ์เพิ่มมากขึ้น
ที่มา
https://www.facebook.com/share/p/126Mdeue7LQ/?mibextid=wwXIfr