Moody’s ปรับลดเรทติ้งสหรัฐฯ ครั้งแรกในรอบ 108 ปี หนี้พุ่ง-ขาดดุล-การเมืองป่วน ฉุดความเชื่อมั่น โบรกฯ ชี้หุ้นไทยอาจได้ผลดี แต่แค่ระยะสั้น
เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2025 Moody’s ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลสหรัฐฯ จากระดับ Aaa ลงมาอยู่ที่ระดับ Aa1 ซึ่งนับเป็นการปรับลดครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1917
โดยเหตุผลหลักในการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือครั้งนี้ ได้แก่:
1. หนี้สาธารณะที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 36 ล้านล้านดอลลาร์ โดย Moody’s คาดว่าอาจแตะระดับ 134% ของ GDP ภายในปี 2035
2. การขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2024 ขาดดุลราว 6.4% ของ GDP ซึ่ง Moody’s คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 9% ภายในปี 2035 จากภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้น รายจ่ายสวัสดิการที่เพิ่มขึ้น และรายได้ภาษีที่ยังอยู่ในระดับต่ำ
3. ความติดขัดทางการเมือง โดยเฉพาะการอภิปรายในสภาคองเกรสเกี่ยวกับร่างกฎหมาย “One Big Beautiful Bill Act” ที่ผลักดันโดยพรรค Republican ซึ่งมีข้อเสนอให้ลดภาษีราว 3.8 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า แต่คาดว่าจะเพิ่มภาระขาดดุลของรัฐบาลกลางกว่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์
โดยหลังการปรับลดอันดับ ตลาดฟิวเจอร์สของดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เช่น S&P 500, Dow Jones และ Nasdaq-100 ปรับตัวลดลง 0.5% ถึง 1% ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเล็กน้อย และราคาทองคำพุ่งขึ้น 1.4% สะท้อนถึงความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ในเวลาเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีเพิ่มขึ้นแตะระดับ 4.48%
ด้านมุมมองนักวิเคราะห์ แม้แต่ละที่จะมองผลกระทบจากการปรับลดครั้งนี้ต่างกัน แต่มุมมองเหล่านี้สามารถสรุปได้เป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
1. ผลกระทบต่อหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มอยู่ในวงจำกัด
Barclays Plc มองว่าการปรับลดอันดับของ Moody’s ไม่น่าจะนำไปสู่การเทขายสินทรัพย์สหรัฐฯ หรือเปลี่ยนแปลงกระแสเงินลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับ PGIM Fixed Income ที่มองว่าโอกาสที่นักลงทุนสถาบันจะเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ นั้นมีน้อย เพราะได้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายการลงทุนไว้แล้วตั้งแต่ปี 2011 ที่ S&P เคยปรับลดอันดับสหรัฐฯ
2. สินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำ มีโอกาสได้รับความสนใจมากขึ้น
KCM Trade ชี้ว่าการปรับลดอันดับเครดิตของสหรัฐฯ โดย Moody’s และปฏิกิริยาหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของตลาด ได้ทำให้ราคาทองคำฟื้นตัว ขณะที่ Franklin Templeton Investment Solutions วิเคราะห์ว่า ต้นทุนหนี้ของสหรัฐฯ จะยังคงเพิ่มขึ้น เมื่อนักลงทุนรายใหญ่ฃเริ่มเปลี่ยนจากพันธบัตรสหรัฐฯ ไปถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยอื่น ๆ แทน
3. ตลาดเกิดใหม่อาจได้รับประโยชน์บ้าง
โดย Bloomberg รายงานว่า ธนาคารชั้นนำของ Wall Street เริ่มเห็นนักลงทุนพิจารณาจัดสรรเงินลงทุนใหม่ โดยให้ความสนใจกับตลาดเกิดใหม่มากขึ้น นอกจากนี้ AInvest ยังรายงานว่า ค่าเงินบาทและสกุลเงินในเอเชียหลายสกุลแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นต่อปัจจัยพื้นฐานในภูมิภาคนี้
อย่างไรก็ตาม สำหรับตลาดหุ้นไทย บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) มองว่าตลาดหุ้นเอเซีย รวมถึงไทย อาจตอบรับเชิงบวก แต่ก็มองเป็นเพียงระยะสั้นเพราะภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงจากการค้าและตลาดหุ้นไทยก็มีความเสี่ยงจากปัจจัยพื้นฐานที่อ่อนแอทั้งเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียน