โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ขอขมาผีช้าง 'เขมรปนลาว' เป็นไทย | สุจิตต์ วงษ์เทศ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 14 มี.ค. 2567 เวลา 11.17 น. • เผยแพร่ 14 มี.ค. 2567 เวลา 08.15 น.

ช้างเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจทั้งอำนาจทางการเมืองและอำนาจทางการค้า

ดังนั้น ราชสำนักโบราณตั้งแต่สมัยแรกเริ่มให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อช้างเสมือนเครือญาติผู้ใหญ่จึงมีพิธีกรรมอย่างยิ่งใหญ่และซับซ้อนต่อช้าง ตั้งแต่การคล้องช้างจนถึงฝึกช้าง ซึ่งต้องปรนเปรอช้างอย่างใกล้ชิด

พิธีกรรมเกี่ยวกับช้างในราชสำนักลุ่มน้ำเจ้าพระยามีสืบเนื่องยาวนานจากวิถีขี่ “ช้างต่อ” จับช้างป่ามาฝึกเป็นช้างงานของคนทุกชาติพันธุ์สุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ ปัจจุบันยังพบร่องรอยหลักฐานอยู่ในกลุ่มชาวกูย (หรือกวย หรือส่วย) พูดภาษาเขมร ลุ่มน้ำมูล

คำฉันท์ดุษฎีสังเวยเป็นวรรณกรรมราชสำนัก แต่งเป็นภาษาเขมรโดยคณะนักปราชญ์ขอม (พูดภาษาเขมร) รัฐละโว้-อโยธยา ต่อมาถูกใช้งานพิธีกรรมเกี่ยวกับช้างในราชสำนักอยุธยาตอนต้นซึ่งใช้ภาษาเขมร หลังจากนั้นราชสำนักอยุธยาเชื้อวงศ์สุพรรณภูมิ (จากสุพรรณบุรี) ยึดอำนาจแล้วเปลี่ยนใช้ภาษาไทยเป็นภาษาราชการ คำฉันท์ดุษฎีสังเวยก็ถูกทำให้เป็นภาษาไทย แต่ยังเต็มไปด้วยภาษาเขมรที่สอดแทรกด้วยบาลี-สันสกฤต

ส่วนคำนิยามกระแสหลักมีต่างไปมากจะคัดมาไว้ให้เลือกดังนี้

“คำฉันท์ดุษฎีสังเวย แต่งโดยขุนเทพกวี ชาวสุโขทัย จัดเป็นวรรณคดีไทยสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช” ข้อความนี้เป็นที่รับรู้แพร่หลายเพราะอยู่ในตำราเรียนตามระบบการศึกษาของไทยทุกวันนี้

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระวินิจฉัยว่าคำฉันท์ดุษฎีสังเวยแต่งขึ้นก่อนรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ฯ (เมื่อพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2457)

กรมศิลปากรตรวจสอบชำระใหม่ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2545) สันนิษฐานว่าคำฉันท์ดุษฎีสังเวยน่าจะแต่งสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระมหาธรรมราชา (พ.ศ.2112-2133) ขึ้นไป เพราะผู้แต่งคือขุนเทพกวีเป็นขุนนางเมืองสุโขทัย ถูกกวาดต้อนลงไปอยุธยา และครั้งนั้นสุโขทัยตกเป็นเมืองร้าง

“เขมรปนลาว” ในอยุธยา

คําฉันท์ดุษฎีสังเวยแทบไม่มีภาษาไทย เพราะเต็มไปด้วยภาษาเขมรกับภาษาบาลี-สันสกฤต ผู้แต่งเรื่องนี้น่าจะอยู่ในวัฒนธรรมเขมร ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งสืบทอดต่อเนื่องตั้งแต่ “ทวารวดี” ที่เมืองละโว้ จนถึงกรุงอโยธยาศรีรามเทพ (ก่อนกรุงศรีอยุธยา) ดังพบว่าราชสำนักอยุธยาระบุชัดเจนว่าพระเจ้าแผ่นดินอยุธยาสายหนึ่งสืบจากวงศ์เขมรหรือเป็นขอม ต่อมาผสมปนเปกับอีกสายหนึ่งสืบจากวงศ์สุพรรณภูมิซึ่งเป็นชาวสยามแล้วเรียกตนเองว่าไทย

พระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาสืบวงศ์จากกษัตริย์กรุงศรียโสธร (เมืองพระนครหลวง) แห่งกัมพูชา เกี่ยวดองเครือญาติผ่านทางขอมละโว้ (ลพบุรี) เป็นที่รับรู้ในราชสำนักพระนารายณ์ (พบในคู่มือทูตสยามไปยุโรป ซึ่งเป็นเอกสารราชการกรุงศรีอยุธยา ราว พ.ศ.2224 พิมพ์ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับกุมภาพันธ์ พ.ศ.2548 หน้า 90-94)

ตำนานล้านนาบางฉบับระบุว่าพระเจ้าแผ่นดินอยุธยาสืบวงศ์ขอมละโว้ ส่วนคำให้การชาวกรุงเก่าบอกตรงๆ ว่าพระเจ้าแผ่นดินอยุธยาสืบวงศ์จากพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์แห่งเมืองพระนครหลวง กัมพูชา

ราชสำนักรุงศรีอยุธยาสมัยแรกพูดภาษาเขมร เพราะเป็นภาษาชั้นสูงสืบต่อจากทวารวดีและละโว้ที่ลพบุรี ครั้นราชสำนักอยุธยาเปลี่ยนเป็นพูดภาษาไทย จึงยกย่องภาษาเขมรเป็นภาษาของ “เทวราช” หรือราชาศัพท์

ขอขมาผีช้าง

คําฉันท์ดุษฎีสังเวย รวมทั้งคำขวัญกล่อมช้าง ถูกสร้างตามประเพณีที่สืบเนื่องจากการยกย่องนับถือช้างและผีช้างเสมือนญาติผู้ใหญ่จึงมีพิธีขอขมาผีช้างเมื่อจะจับมาใช้งานของคนสุวรรณภูมิหลายพันปีมาแล้ว

ชาวสุวรรณภูมิมีพิธีกรรมขอขมาเมื่อไปจับช้างป่ามาฝึกใช้งานหนัก ซึ่งเรียกตามภาษาท้องถิ่นแม่น้ำมูลในอีสานใต้ว่า “โพนช้าง” หมายถึงกิจกรรมขี่หลัง “ช้างต่อ” ไล่จับ “ช้างป่า” (“ต่อ” หมายถึงสัตว์เลี้ยงไว้เพื่อนำไปล่อสัตว์ป่าชนิดเดียวกันให้ติดกับดักเพื่อจับสัตว์ป่านั้น เช่น นกต่อ, ไก่ต่อ เป็นต้น)

“โพน” เป็นคำยืมจากภาษาเขมรว่า “โพล” [โพล (อ่าน โปล) แปลว่า พูด, บอก, บ่น, ว่า, แถลง, แสดง, บอกบทพากย์ (พจนานุกรมเขมร-ไทยฯ พ.ศ.2323 หน้า 448)] แล้วกลายรูปเป็นโพน [ไทยยืมคำเขมร “โพล” ใช้ว่าโพนทะนา (หมายถึง นินทาว่าร้ายหรือกล่าวโทษต่อสาธารณะ)] โพนช้างจึงมีความหมายหลายอย่างดังนี้

1. ปรนเปรอและโอ้โลมเกลี้ยกล่อมช้างต่อ เพื่อให้มีกำลังแข็งแรงพร้อมปะทะช้างป่า

2. วิงวอนร้องขอต่อผี (คืออำนาจเหนือธรรมชาติ) ด้วยคำคล้องจองในพิธีเซ่นผีขอให้ปัดเสนียดจัญไรในการจับช้างป่า

3. เกลี้ยกล่อมโอ้โลมช้างป่าที่คล้องได้แล้วด้วยคำคล้องจอง ให้หยุดเกรี้ยวกราดอาละวาดวุ่นวายจะได้อยู่ดีกินดี

คำฉันท์ดุษฎีสังเวยเพื่อสรรเสริญสิ่งศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับช้างมี 3 ตอน ได้แก่ สดุดีอวยสังเวย, สดุดีขอช้าง, สดุดีสิทธิดาบส

(1.) สดุดีอวยสังเวย เป็นบทสรรเสริญเทพยดาและผี ได้แก่ กำเนิดพระพิฆเนศ, ผีประกำ [พระกรรม ผีสิงในเชือกบาศคือเชือกประกำ และมีข้อมูลอีกมากดูในบทความเรื่อง พระคเณศ ครูช้างพราหมณ์สยาม ของ ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับตุลาคม 2551 หน้า 34-39], ผีภูเขา (พระพนม), ผีป่า (พระไพร)

(2.) สดุดีขอช้าง เป็นบทสรรเสริญเทพยดาและผีที่สถิตอยู่ประจำเครื่องมือควบคุมช้างทำจากเหล็กงอ มีปลายแหลม ใช้สับบังคับช้างเคลื่อนไหวตามต้องการของผู้ควบคุมช้าง

(3.) สดุดีสิทธิดาบส เป็นบทสรรเสริญ “สิทธิดาบส” (สิทธิ แปลว่าความสำเร็จ) ผีพื้นเมืองเกี่ยวกับช้างที่ได้รับการยกฐานะเป็น “ดาบส”

ชื่อ “สิทธิ” ยังพบในบทพระอัยการตำแหน่งนาพลเรือนว่ากรมพฤฒิบาศ มีจางวางชื่อตำแหน่งว่า “พระอีศวรธิบดีศรีสิทธิพฤทธิบาศ” กับเจ้ากรมชื่อ “หลวงสิทธิไชยบดี”

คำฉันท์กล่อมช้าง ครั้งกรุงเก่า ไม่พบชื่อผู้แต่ง น่าจะแต่งโดยคณะนักปราชญ์ราชกวีครั้งกรุงเก่า เพื่อใช้เกลี้ยกล่อมปลอบประโลมช้างป่าที่ถูกคล้องได้แล้ว และจะถูกนำเข้ากรุงไปฝึกเป็นช้างงาน

กล่อมช้างทำตามประเพณีกล่อมลูก, กล่อมพระบรรทม, กล่อมขวัญ (ทำขวัญ) ฯลฯ ต่างกันที่ลักษณะคำประพันธ์และผู้ถูกกล่อมเป็นช้างป่า ดังนั้น ลีลาโวหารย่อมดัดแปลงต่างไป

ถ้อยคำสำนวนกล่อมช้างต่างจากดุษฎีสังเวยตรงที่มีภาษาเขมรน้อยลง และใช้ภาษาเข้าใจง่ายกว่ากัน เป็นร่องรอยว่าแต่งสมัยหลังจากดุษฎีสังเวย แต่จะระบุช่วงเวลาชัดเจนคงเป็นไปไม่ได้ นอกจาก “เดา” ตามกันไป •

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ขอขมาผีช้าง ‘เขมรปนลาว’ เป็นไทย | สุจิตต์ วงษ์เทศ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...