โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์

นิยาย Dek-D

อัพเดต 02 ก.พ. 2567 เวลา 12.50 น. • เผยแพร่ 02 ก.พ. 2567 เวลา 12.50 น. • Kawebook
แพทย์หญิงอัจฉริยะอย่างนางต้องการที่จะหาทางกลับโลกเดิมเพียงเท่านั้น แต่กลับต้องมาแต่งงานกับท่านอ๋องจอมเผด็จการ ที่จะไม่ยอมปล่อยมือนางไปง่ายๆ

ข้อมูลเบื้องต้น

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Beijing Fantasy Workshop Culture Media Co., Ltd.
ประพันธ์โดย : 舞曳攸零
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever Co.,LTD (สนพ.กวีบุ๊ค)

“มู่จื่อหลิง”นักศึกษาแพทย์อัจฉริยะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรุงพิษ

กำลังทำการทดลองอยู่ดีๆ แต่เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง

กลับพบว่าตัวเองอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นตา

สภาพแวดล้อมแบบนี้ ชุดแบบนี้… นี่นางมาอยู่ในยุคโบราณอย่างนั้นหรือ!!

.

ยังดีที่โชคยังเข้าข้างนางอยู่ เพราะ ‘ระบบการรักษาซิงเฉิน’ ได้ทะลุมิติติดตัวนางมาด้วย!

การทดลองประสบความสำเร็จเช่นนี้ แต่นางกลับข้ามมิติมาในยุคโบราณซะงั้น

นางจึงต้องตามหาของ ‘สิ่งนั้น’ ที่ทำให้นางทะลุมิติมา ณ ที่แห่งนี้ เพื่อกลับโลกเดิมให้ได้

.

แต่ดูหนทางกลับจะไม่ง่ายซะแล้ว เมื่อนางต้องมาแต่งงานกับ “ฉีอ๋อง”ผู้สูงส่ง

ทรงอำนาจ สั่นสะเทือนไปทั้งใต้หล้า เย็นชา ไร้ซึ่งความรู้สึก

และที่สำคัญ… เขาไม่คิดจะปล่อยมือจากนางไปง่ายๆ

.

“แต่ไหนแต่ไรเปิ่นหวางไม่เคยเสียเปรียบผู้ใด”
เพราะไม่เคยเสียเปรียบ เขาจึงจูบนางเป็นการเอาคืน

และเมื่อเผลอตบหน้าเขาโดยมิตั้งใจ เขากล่าวว่า
“สำหรับสตรีแล้ว เปิ่นหวางไม่ทุบตี แค่กัดเพียงเท่านั้น”

ทว่า…เขามิได้กัดนางเพียงห้าครั้งตามจำนวนรอยนิ้วมือ แต่ยังคิดดอกเบี้ยนางอีกต่างหาก!!

แนะนำนิยายที่คุณไม่ควรพลาด กดที่รูปเพื่ออ่านได้เลยนะคะ

สับสนจนไม่อยากเชื่อ

ห้องทดลอง สถาบันการแพทย์นั่วหยา

การฝังชิปการรักษาซิงเฉิน…1% 5% 70% 90% 99% 100%

ท่ามกลางห้องทดลองเงียบสงัด ระบบได้ส่งเสียงแจ้งเตือนดัง “ติ้ง! การฝังชิปเสร็จสมบูรณ์ ผู้ที่ครอบครองระบบซิงเฉิงจะหลับสนิทเป็นเวลาสามวัน”

“ฮ่าๆ …ฮ่าๆ …สำเร็จแล้ว… ฮ่าๆ … ในที่สุดก็สำเร็จแล้ว!”

“สำเร็จแล้ว… ฮ่าๆ … ห้าสิบปีเต็มๆ ฮ่าๆ !”

“ฮ่าๆ … เสี่ยวหลิงเอ๋อร์ไม่ทำให้พวกเราผิดหวัง… ฮ่าๆ …”

“ฮ่าๆ …”

ศาสตราจารย์ทั้งห้าคนในห้องทดลองต่างตกอยู่ในห้วงความปีติยินดีจนน้ำตาไหลอาบหน้าเพราะความประสบความสำเร็จ!

ทว่าไม่มีผู้ใดสังเกตว่า สาวน้อยที่กำลังหลับใหลอยู่บนเตียงหยกเหมันต์ ในเวลานี้กำลังค่อยๆ เลือนราง ราวกับว่าวินาทีถัดมาร่างทั้งร่างจะจางหายไปอย่างไรอย่างนั้น นางของนางยิ่งเลือนรางหายไปเรื่อยๆ ……

ทันใดนั้น บนเตียงเหมันต์ก็ปรากฏลำแสงอันเย็นเยือกที่เรียวแหลมราวกับคมดาบ ทิ่มแทงสายตาเป็นอย่างยิ่ง ก่อนที่เตียงเหมันต์ทั้งหลังรวมถึงเด็กสาวที่นอนอยู่จะหายวับไปจากที่เดิม……

ในอุโมงค์แห่งกาลเวลา เป็นเวลาสามวันเต็มที่มู่จื่อหลิงผู้นอนหลับใหลอยู่บนเตียงหยกเหมันต์ฝันเรื่องเดิมตลอดมา

ในห้วงฝันมีท่านยายเรือนผมสีขาวดอกเลา นางหันหลังให้ตนพลางมองไปยังขอบฟ้าอันไกลโพ้น พูดอย่างเชื่องช้าว่า “นางหนู ได้เวลาที่เจ้าควรจะกลับไปแล้ว……”

มู่จื่อหลิงเดินเข้าไปใกล้ ทว่าเดินอย่างไรก็ไม่ถึงสักที ทุกๆ ครั้งล้วนขาดไปเพียงหนึ่งก้าวเท่านั้น

“เป็นใครกัน… ท่านเป็นใคร… แล้วข้าต้องกลับไปที่ใด…” ในห้วงฝันมู่จื่อหลิงตะโกนออกมาอย่างไร้เสียง ทว่าสิ่งที่ตอบนางกลับมีเพียงความเงียบสงัดเท่านั้น

ชั่วพริบตาเดียวห้วงความฝันนั้นก็มลายหายไป

“โอ้ย! ตกลงเป็นใครกันแน่” ดวงตาที่ปิดสนิทของมู่จื่อหลิงเปิดพรึบอย่างกะทันหัน นางลุกขึ้นมานั่งอย่างอ่อนแรงบนเตียง ก่อนจะมองพินิจไปรอบห้องด้วยความหวาดระแวง

จู่ๆ ลางสังหรณ์ไม่ดีก็พรั่งพรูเข้ามาในใจ

มู่จื่อหลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย สิ่งที่สะท้อนเข้ามาในสายตาคือ ม่านเตียงสีขาวบริสุทธิ์ แสงแดดสีนวลส่องทะลุผ่านลายฉลุของหน้าต่างแกะสลักเข้ามาแยกเป็นลำแสงเล็กๆ ให้ความรู้สึกทั้งอบอุ่นและงดงาม

สภาพแวดล้อมแปลกตาทำให้มู่จื่อหลิงไม่อยากจะยอมรับในสิ่งที่เห็น นางกำลังฝังชิปการรักษาในห้องทดลองมิใช่หรือ? แล้วพวกศาสตราจารย์เล่า?

มู่จื่อหลิงขยับตัวอย่างอึดอัด กลับพบว่าเตียงนอนใต้ร่างของนางนั้นทั้งเย็นเฉียบและแข็งโป๊ก บนกายมีผ้าห่มผ้าไหมสีขาวที่นุ่มนิ่มและบางเฉียบหาใดเปรียบ

นางตลบผ้าห่มออกแล้วก้าวลงจากเตียง ก่อนจะพบว่าตนเองนั้นสวมกระโปรงยาวสีฟ้าอ่อนง่ายๆ เรือนผมสลวยสีดำสนิท พาดคลอเคลียอยู่บนหัวไหล่ทั้งสองข้าง

สภาพแวดล้อมยุคโบราณ! เสื้อผ้ายุคโบราณ!

เมื่อนึกถึงความฝันที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ หญิงชราผู้นั้นเป็นใครกันแน่?

หรือว่าที่กล่าวถึงในความฝันคือ การย้อนยุคมายังอดีต นางทะลุมิติมายุคโบราณหรือ?

มู่จื่อหลิงยืนอย่างโง่งมอยู่หน้ากระจก ในใจทั้งวุ่นวายทั้งเหลือเชื่อ

ทะลุมิติมาจริงๆ หรือ?

ภาพตนเองที่อยู่ในกระจก แม้จะยังคงรูปลักษณ์เดิม มิได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ใบหน้างดงาม ดวงตากระจ่างใส ให้ความรู้สึกสดชื่นอย่างเป็นธรรมชาติแผ่ซ่านออกมาจากข้างใน และผิวขาวราวกับหยกจนเหมือนจะเปราะแตกได้ทุกเมื่อ

ทว่านางยังรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ผิดแปลกไป แต่มิอาจอธิบายได้!

บนหน้าผากมีผ้าพันแผลพันไว้อย่างแน่นหนา เมื่อมู่จื่อหลิงเอื้อมมือไปจับตามสัญชาตญาณ ก็รู้สึกเจ็บแปล๊บขึ้นมา ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ

จู่ๆ นางก็รู้สึกแปลกๆ เล็กน้อยบริเวณเรียวแขนด้านซ้าย เมื่อมู่จื่อหลิงเลิกแขนเสื้อขึ้นก็พบว่า บนแขนมีตราประทับรูปดาวอยู่ สิ่งนี้คือเครื่องหมายของระบบการรักษาซิงเฉิน การฝังชิปเสร็จสมบูรณ์แล้ว

คาดไม่ถึงว่านางจะนำติดตัวทะลุมิติมาด้วย เวลานี้ในใจนางมิอาจระงับความยินดีได้ไหว มีของดีเช่นนี้ทะลุมิติมาพร้อมกัน นางก็นับว่าไม่เสียเปรียบแล้ว

มู่จื่อหลิงเริ่มต้นใช้งานระบบซิงเฉินอย่างอดใจรอไม่ไหว ด้านในนั้นเป็นมิติว่างเปล่าไร้รูปร่าง แบ่งเป็นห้าเขตแดน

เขตแดนที่ 1 ปลูกสมุนไพรไว้นานาพันธุ์ และยังมีสระน้ำหลิงอวิ้นหัว ซึ่งสามารถเพาะหรือรักษาอวัยวะได้

เขตแดนที่ 2 เป็นห้องหลอมโอสถ ด้านในมีอุปกรณ์หลอมทุกประเภทและถ้วยโถโอชาม

เขตแดนที่ 3 ด้านในหล่อเลี้ยงยาพิษไว้หลากหลายชนิด รวมถึงหญ้าพิษด้วย

เขตแดนที่ 4 หอแพทย์ ด้านในเต็มไปด้วยอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ที่ครบครัน

เขตแดนที่ 5 นิรนาม

ระบบซิงเฉินนั้นสามารถนำสิ่งของที่ต้องการออกมาผ่านการรับรู้ของตราประทับได้ทันที ประสิทธิภาพของระบบซิงเฉินนั้นยอดเยี่ยมยิ่งนัก สามารถลดเวลาในการรักษาชีวิตผู้คนได้ไม่น้อย

ของดีเช่นนี้ เพียงแค่มองก็ทำให้ผู้พบเห็นน้ำลายไหลได้แล้ว!

เพื่อการทดลองซิงเฉินโครงการนี้ ศาสตราจารย์ผู้เข้าร่วมการวิจัยได้ทุ่มเทแรงกายและใจทั้งชีวิต ตอนที่ทดลอง สิ่งที่นางนอนคือเตียงหยกเหมันต์หมื่นปี ซึ่งนักโบราณคดีใช้เวลากว่าสามสิบปีขุดขึ้นมาจากธารน้ำ ณ ดินแดนที่อยู่เหนือสุดอันหนาวเหน็บ

มู่จื่อหลิงเองถือเป็นผู้ทดลองในการวิจัยครั้งนี้ นางสั่นสะเทือนทั้งวงการแพทย์ด้วยการเป็นนักศึกษาแพทย์อัจฉริยะที่ฉายแววตั้งแต่อายุยังน้อย รวมถึงเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการปรุงยาพิษอีกด้วย

ด้วยร่างกายที่มีความพิเศษของนางสามารถทนต่อความหนาวเหน็บที่เสียดแทงกระดูกจากเตียงหยกเหมันต์ได้ จึงโชคดีที่ได้กลายมาเป็นผู้ฝังระบบซิงเฉินเพียงผู้เดียว ซึ่งการฝังระบบการรักษานั้นถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่านางจะทะลุมิติมาเสียก่อน

ทว่าความเสียใจก็คือความเสียใจ ในตอนนี้นางคงต้องค่อยๆ ยอมรับสภาพแวดล้อมที่แปลกใหม่เช่นนี้ แล้วค่อยค้นหาว่ามีวิธีกลับไปหรือไม่

ในความฝันนั้น เหมือนนางได้นอนอยู่บนเตียงหยกเหมันต์ มู่จื่อหลิงคิดว่าต้องมีสาเหตุมาจากเตียงหยกเหมันต์เป็นแน่ หากหาเตียงพบก็อาจจะกลับไปได้

ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นก็มีเสียงเร่งรีบดังมาจากนอกประตูเรือนระลอกหนึ่ง จากนั้นกลุ่มคนจึงพากันผลักประตูเข้ามา

“หลิงเอ๋อร์ ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นเสียที ยังเจ็บบาดแผลอยู่หรือไม่”

มู่จื่อหลิงมองตามเสียงไป พบว่าเป็นฟูเหรินผู้เฒ่าเจ้าของเรือนผมสีขาวดอกเลา มีสาวใช้ประคองเดินเข้ามาด้วยความร้อนใจ ใบหน้าของฟูเหรินผู้เฒ่าเปี่ยมไปด้วยความเมตตาที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน หางตาเต็มไปด้วยริ้วรอยฝังลึก แสดงออกถึงร่องรอยแห่งวัยชรา

ใบหน้าของมู่จื่อหลิงเผยรอยยิ้มไม่ยินดียินร้าย “ข้าไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ”

“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ต่อไปมิอนุญาตให้เจ้าวิ่งเล่นมั่วซั่วอีก ย่ากังวลยิ่งนัก” ฟูเหรินผู้เฒ่าดึงมือของมู่จื่อหลิงขึ้นมากุมไว้ด้วยท่าทางปวดใจ ในดวงตาแฝงทั้งแววตำหนิทั้งรื้นน้ำตา

หากมิใช่เพราะเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นกับหลี่เอิน เพื่อปกป้องหลิงเอ๋อร์ กับพี่ชายของนาง นางคงไม่ไปจากพวกเขา

หลายปีมานี้ การที่ปล่อยให้หลิงเอ๋อร์อยู่ที่แห่งนี้เพียงลำพัง นางจึงมิอาจรู้สึกถึงความรักความห่วงใยจากคนใกล้ชิด จนทำให้หลิงเอ๋อร์ ต้องอดทนอดกลั้นต่อการถูกผู้อื่นกลั่นแกล้งอย่างเช่นทุกวันนี้

“ท่านแม่ หลิงเอ๋อร์เพิ่งฟื้น ท่านอย่าได้ตำหนินางเลย” ชายวัยกลางคนที่สวมใส่ชุดจิ้นจวง [1] กล่าวขึ้น ใบหน้าชายวัยกลางคนผู้นี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความสง่าผ่าเผย รูปร่างสูงใหญ่ กระดูกเส้นเอ็นแข็งแรง ทั้งน่าเกรงขามและเข้มงวด เค้าโครงเครื่องหน้าองคาพยพคมคายล้ำลึก ดูท่าทางราวกับผู้ที่ผ่านสนามรบมาเป็นเวลานาน

-------------------------------------

เชิงอรรถ

[1] ชุดจิ้นจวง คือชุดโบราณของจีนที่เรียบและประณีต

----------------------------------

เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร

กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _

.

.

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ

แนะนำนิยายที่คุณไม่ควรพลาด กดที่รูปเพื่ออ่านได้เลยนะคะ

หญิงสาวผู้นี้มิได้มาดี

ฟูเหรินผู้เฒ่ายิ้มบางๆ กล่าวต่ออย่างนุ่มนวลว่า “เอาล่ะๆ ย่าไม่พูดแล้ว หลิงเอ๋อร์เพิ่งฟื้นขึ้นมาต้องพักผ่อนให้ดี”

“หลิงเอ๋อร์ ท่านหมอบอกว่า บาดแผลบนศีรษะของเจ้าไม่ลึก หากบำรุงดูแลอย่างดีก็จะไม่หลงเหลือรอยแผลเป็นเอาไว้ ประเดี๋ยวจะให้ห้องครัวเตรียมสิ่งของบำรุงอย่างดีเพื่อบำรุงเจ้า” น้ำเสียงมู่เจิ้นกั๋วเรียบเฉย ทว่าไม่ขาดตกบกพร่อง ท่ามกลางความเรียบเย็นของน้ำเสียงกลับแฝงแววกังวลเล็กน้อย

มู่เจิ้นกั๋วติดค้างบุตรสาวนางนี้ไว้มากนัก เขามักจะอยู่ไม่ใกล้แต่ก็ไม่ไกล ตั้งแต่เล็กจนโตเขาใส่ใจนางเพียงน้อยนิด ทว่านั่นก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้

มู่จื่อหลิงมองชายวัยกลางคนที่สง่าผ่าเผยตรงหน้า ชายผู้นี้คงเป็นบิดาของนางสินะ แม้ในคำพูดของเขาจะมีความห่วงใย ทว่าแฝงไปด้วยความห่างเหินเล็กน้อย

มู่จื่อหลิงพยักหน้าเบาๆ “ทำให้พวกท่านกังวลใจแล้ว วางใจเถิดเจ้าค่ะ หลิงเอ๋อร์มิได้เป็นกระไร”

“ท่านพี่ ในที่สุดท่านก็ฟื้นเสียที เสวี่ยเอ๋อร์กังวลจะแย่แล้ว” หญิงสาวผู้สวมกระโปรงยาวสีแดงเข้มผู้หนึ่งพุ่งเข้ามาหามู่จื่อหลิงจากนอกประตู

หญิงสาวที่จู่ๆ ก็โผเข้ามา ทำให้มู่จื่อหลิงไม่ทันตั้งตัว นางเซเสียหลักไปด้วยกันทั้งสองฝ่าย เมื่อนางได้กลิ่นของชาดลอยฟุ้งจึงขมวดคิ้วเรียวอย่างนึกรังเกียจ ดันร่างที่ทับอยู่บนตัวนางออกไปตามสัญชาตญาณ

เช่นนี้จึงสามารถมองหญิงสาวตรงหน้าได้อย่างเต็มตา อายุนั้นรุ่นราวคราวเดียวกับนาง ทว่าท่าทางกลับไม่เหมือนกันเลยแม้แต่นิด ดวงหน้างดงามหยาดเยิ้ม ปอยผมสีดำสนิททั้งสองที่คลอเคลียอยู่บนใบหน้าช่างเพิ่มเสน่ห์น่าดึงดูดเข้าไปอีก

ลางสังหรณ์ของมู่จื่อหลิงทำให้นางรู้สึกว่าหญิงสาวผู้นี้มิใช่ตะเกียงที่ขาดน้ำมัน ดูท่าแล้วคงรับมือไม่ได้ง่าย แล้วยังแต่งตัวเย้ายวน แค่เห็นก็ทำให้ผู้อื่นชอบไม่ลง

เหล่าไท่จวิน [1] เห็นผู้มาใหม่ สีหน้าก็เปลี่ยนโดยพลัน นางถลึงตาตำหนิอย่างโกรธเคือง “อี๋เสวี่ย ท่าทางตึงตังปึงปังนี่มันคืออันใดกัน มิเห็นหรือว่าหลิงเอ๋อร์บาดเจ็บอยู่”

“ขออภัยท่านพี่หญิงเจ้าค่ะ เสวี่ยเอ๋อร์แค่เป็นห่วงท่านมากไป” มู่อี๋เสวี่ยกล่าวขึ้นด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยแววตาขอโทษ ดวงตาคู่นั้นมีน้ำตาเอ่อคลออย่างน่าเวทนา ราวกับว่าวินาทีถัดไปน้ำตาพวกนั้นจะไหลร่วงลงมา ทำให้ผู้พบเห็นเกิดความสงสาร

ในใจมู่จื่อหลิงหัวเราะเสียงเย็น นางยังมิทันทำสิ่งใด เหตุใดหญิงสาวผู้นี้จึงแสร้งทำตัวน่าสงสารขึ้นมาเสียแล้วเล่า

เวลานี้เองสาวใช้ผู้หนึ่งก็เข้ามาจากนอกประตูเรือน กล่าวอย่างนอบน้อมว่า “เหล่าไท่จวิน นายท่าน จวนฉีหวังมาส่งสินสอดแล้วเจ้าค่ะ องค์ชายหกรออยู่ที่ห้องโถงด้านหน้า”

“ข้ารู้แล้ว ให้องค์ชายรอสักครู่ พวกข้ากำลังไป” มู่เจิ้นกั๋วสั่งสาวใช้ แล้วเอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉยว่า “ท่านแม่ พวกเราไปกันก่อนเถิด อย่าให้องค์ชายหกรอนานเกินไป”

เหล่าไท่จวินพยักหน้า เหลือบมองมู่อี๋เสวี่ยอย่างเย็นชา ไม่อยากเอ่ยอะไรกับนางให้มากความนัก ตนเองมิอาจอยู่ข้างกายหลิงเอ๋อร์ได้มาก อย่าได้เพิ่มความวุ่นวายให้หลิงเอ๋อร์จะเป็นการดีกว่า

ผู้อื่นนั้นคงมิทราบ แต่ยายแก่อย่างนางรู้ว่าอี๋เสวี่ยผู้นี้ต่อหน้าเป็นอย่าง ลับหลังเป็นอีกอย่าง ในเวลาปกติมักรังแกหลิงเอ๋อร์ของนางไม่น้อยเลยทีเดียว

“หลิงเอ๋อร์ วันนี้พักผ่อนให้ดี วันรุ่งขึ้นต้องแต่งงานแล้ว ต้องแต่งออกไปอย่างงดงาม ย่ากลับก่อนล่ะ” เหล่าไท่จวินเอ่ยประโยคที่มิได้มีความยินดีใดๆ ทั้งยังเผยให้เห็นความอาลัยอาวรณ์และวิตกกังวลในก้นบึ้งของหัวใจ

นี่เป็นงานสมรสที่ไทเฮาทรงประทานให้ ในสายตาคนนอกหากได้ดองกับเชื้อพระวงศ์นั้นคงจะรุ่งโรจน์ไร้ขีดจำกัด ทว่าเจตนาเบื้องหลังของไทเฮาผู้ใดเล่าจะทราบ มิใช่จะนำสกุลมู่ไปเป็นเครื่องสังเวยในการแก่งแย่งชิงบัลลังก์หรอกหรือ

สกุลมู่ในเวลานี้ไม่เหมือนวันวานอีกแล้ว อยากจะถอยก็ถอยมิได้ ได้แต่ปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตาเท่านั้น!

ได้ยินวาจาของเหล่าไท่จวินแล้ว มู่อี๋เสวี่ยที่อยู่ด้านข้างก็กำขวดในมือทั้งสองแน่น ในดวงตาปรากฏความอำมหิตวาบผ่าน

มู่จื่อหลิง กระสอบฟาง [2] เช่นเจ้ายังอุตส่าห์แต่งให้ฉีอ๋องได้ ตั้งแต่เล็กจนโตสิ่งที่ข้าต้องการ ข้าสามารถแย่งมาจากเจ้าได้ทั้งสิ้น ครั้งนี้เองก็เช่นกัน!

ในเมื่อการร่วงหล่นจากรถม้ามิอาจฆ่าเจ้าได้ เช่นนั้นพรุ่งนี้เจ้าก็จงเปลี่ยนไปจนผู้อื่นจำมิได้ก็แล้วกัน ดูสิว่าเจ้าจะยังแต่งออกไปได้อีกหรือไม่!

เมื่อมู่จื่อหลิงได้ยินคำพูดของเหล่าไท่จวินก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะได้สติกลับคืนมา “เจ้าค่ะ ท่านย่าค่อยๆ เดินนะเจ้าคะ”

“เสี่ยวหาน ดูแลนายน้อยของเจ้าให้ดี” เหล่าไท่จวินกำชับกับเสี่ยวหานที่อยู่ด้านข้าง

“เจ้าค่ะ บ่าวจะดูแลนายน้อยให้ดี เหล่าไท่จวินค่อยๆ เดินนะเจ้าคะ” เสี่ยวหานตอบรับอย่างนอบน้อม

“หลิงเอ๋อร์เพิ่งฟื้น พวกเจ้าอย่าได้คุยกันนานจนเกินไป” มู่เจิ้นกั๋วเอ่ยเสียงเรียบพลางมองไปที่มู่อี๋เสวี่ยที่อยู่ด้านข้าง ก่อนจะตามเหล่าไท่จวินออกจากเรือนไป

มู่อี๋เสวี่ยถอนสายบัวอย่างน่าเอ็นดูแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เสวี่ยเอ๋อร์ทราบแล้ว ท่านพ่อค่อยๆ เดินนะเจ้าคะ”

เมื่อมองจากสายตาคนภายนอกจะเห็นว่ามู่อี๋เสวี่ยทั้งน่าเอ็นดูและมีมารยาทเพียงใด เทียบกับมู่จื่อหลิงที่นิ่งเงียบไม่พูดจาอยู่ด้านข้างแล้ว เห็นได้ชัดว่าไม่มีมารยาท ต่างกับมู่อี๋เสวี่ยอย่างสิ้นเชิง

หลังจากพวกเขาเดินจากไป มู่จื่อหลิงยังคงตกตะลึง คิดถึงวาจาของเหล่าไท่จวิน…แต่งงาน? เหตุใดต้องแต่งงานเล่า เพิ่งทะลุมิติมาก็มอบเรื่องน่าประหลาดใจเช่นนี้ให้นางเลยหรือ อย่ามาล้อกันเล่นแบบนี้สิ!

แม้ว่าอายุของชาตินี้และชาติที่แล้วจะเท่ากันซึ่งก็คือสิบเจ็ดปี สำหรับนางแล้วก็ยังเร็วเกินไป แค่พริบตาเดียวก็ต้องแต่งเสียแล้ว จะให้นางปรับตัวได้อย่างไรกัน แม้เวลาจะแก้ไขก็ยังไม่มี

“เวลานี้ไม่มีเรื่องใดแล้ว พวกเจ้าออกไปก่อน” เมื่อมู่อี๋เสวี่ยเห็นเหล่าไท่จวินและมู่เจิ้นกั๋วจากไปแล้ว ริมฝีปากก็ฉีกยิ้มแฝงความอำมหิตออกมาทันที นางออกคำสั่งกับสาวใช้ด้านข้าง

“เจ้าค่ะ บ่าวขอตัวลา!” สาวใช้ส่งเสียงตอบรับแล้วพากันถอยออกไป

มู่จื่อหลิงจึงได้สติขึ้นมา เห็นว่าภายในเรือนนั้นเหลือแค่มู่อี๋เสวี่ย ในใจก็แค่นเสียงเย็น หญิงสาวผู้นี้มิได้มาดีดังคาด อดทนรอมิไหวก็ลงมือเสียแล้ว เช่นนั้นนางก็ยินดีที่จะเล่นเป็นเพื่อน

“ท่านพี่ เป็นอย่างไร ยังเจ็บบาดแผลอยู่หรือไม่เจ้าคะ” มู่อี๋เสวี่ยก้าวมาหามู่จื่อหลิงอย่างช้าๆ ขณะที่กำลังเอื้อมมือมาดึงมือนาง มู่จื่อหลิงกลับหลบได้ทันเวลา แล้วถอยห่างออกไปอีก

มู่จื่อหลิงตอบอย่างเฉยเมยโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า “ขอบคุณที่เป็นห่วง ข้าไม่เจ็บแล้ว”

หึ! นางพอจะรู้แล้วว่าหญิงผู้นี้จะมาไม้ไหน คาดว่าเจ้าของร่างคนก่อนนี้ต้องเสียเปรียบหญิงสาวผู้นี้มาไม่น้อยแน่ คิดจริงหรือว่านางจะยังเป็นลูกพลับนิ่มที่คอยรอรับการข่มเหงรังแกจากนาง

มู่จื่อหลิงในเวลานี้อะไรก็ยอมได้ แต่ความแค้นนั้น นางคงปล่อยไปเฉยๆ ไม่ได้

เพราะปกติมีแค้นก็ชำระตรงนั้นเสีย เวลานี้หญิงสาวผู้นี้ยืนกรานที่จะมาหาเรื่อง ก็อย่าโทษว่านางใจร้ายก็แล้วกัน

แววตาของมู่อี๋เสวี่ยปรากฏความไม่พอใจวาบผ่านก่อนจะจางหายไปทันที

นางรู้สึกว่าสายตาของมู่จื่อหลิงในวันนี้ทั้งเย็นชาราวกับคนแปลกหน้า ไม่มีแววเฉื่อยชาและว่างเปล่าเหมือนที่แล้วมา กลับกระจ่างใส นัยน์ตาคมปลาบ ทำให้ในใจนางเผยความกลัวขึ้นมาเล็กน้อย

ทว่านางไม่สนใจ ไม่ว่ามู่จื่อหลิงจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ยังคงเป็นกระสอบฟางเช่นเดิม ไม่สามารถขึ้นมาเทียบนาง มู่อี๋เสวี่ยได้

“ท่านพี่ เสวี่ยเอ๋อร์ไหว้วานให้คนนำ ‘โอสถขจัดรอยแผลเป็น’ ชั้นดีมาจากวังหลวงขวดหนึ่ง มาเถิด ข้าจะทาให้ท่าน”

ดวงตาของมู่อี๋เสวี่ยที่ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มมีชัยทอประกายหน้าซื่อใจคด นางนำขวดยาที่กำไว้แน่นออกมา แล้วเดินเข้าไปใกล้มู่จื่อหลิง ก่อนจะเปิดฝาขวดออก

---------------------------------------

เชิงอรรถ

[1] เหล่าไท่จวิน หมายถึงฮูหยินผู้เฒ่า ในที่นี้หมายถึงคุณย่าของนางเอก

[2] เกระสอบฟาง หรือ กระเป๋าฟาง หมายถึงบุคคลที่ไม่มีความสามารถหรือไม่ได้เรื่อง

----------------------------------

เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร

กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _

.

.

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ

แนะนำนิยายที่คุณไม่ควรพลาด กดที่รูปเพื่ออ่านได้เลยนะคะ

เจ้าล้มบาดเจ็บหรือไม่

มู่จื่อหลิงเหลือบมองขวดยาในมือของมู่อี๋เสวี่ยอย่างเย็นชา นางเริ่มต้นใช้งานระบบซิงเฉินเพื่อตรวจสอบสิ่งที่เรียกว่า ‘โอสถขจัดรอยแผลเป็น’ ขวดนี้

แม้ว่าจะใช้ขจัดรอยแผลเป็นได้จริง แต่ข้างในนั้นผสมกับผงฮว่าโร่วที่มีฤทธิ์กัดกร่อนผิวหนังอย่างรุนแรง สามารถเทียบเคียงได้กับกรดกำมะถัน

แต่ดูท่าจะดีกว่ากรดกำมะถันขั้นหนึ่ง ซึ่งการระเหยค่อนข้างช้า จึงใช้เวลาสองสามชั่วโมงถึงเริ่มกัดกร่อน หลังจากยาออกฤทธิ์แล้วผิวหนังจะพุพองและขยายวงกว้างขึ้นอย่างช้าๆ

มู่อี๋เสวี่ยคิดว่า ฤทธิ์ผงฮว่าโร่วจะค่อยๆ ออกฤทธิ์อย่างช้าๆ จนกระทั่งวันรุ่งขึ้นมู่จื่อหลิงถึงจะเสียโฉม เช่นนี้ไม่ว่าผู้ใดก็มิอาจสงสัยในตัวนางได้

อีกอย่างมู่จื่อหลิงเป็นคนขี้ขลาดเป็นทุนเดิม ยามปกติก็มิกล้าเอ่ยสิ่งใดอยู่แล้ว ต่อให้รู้ว่าตนเป็นผู้นำยามามอบให้นาง และทำให้นางเสียโฉม ทว่านางคงมิกล้าเปิดโปงตนเองแน่

นัยน์ตาของมู่จื่อหลิงมีแววเจ้าเล่ห์อันเจิดจ้าวาบผ่านในชั่วพริบตา มุมปากค่อยๆ โค้งขึ้น กล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “ขอบคุณน้องพี่ ข้าทาเอง”

นางพูดพลางยื่นมือออกไปรับขวดยา ทว่าทันใดนั้นทั้งสองเท้ากลับยืนไม่มั่นคง ร่างกายเสียหลักเซไปมา ก่อนจะถลาเข้าไปหามู่อี๋เสวี่ยด้วยความรุนแรง

โครม! ทั้งสองคนเสียหลักล้มลงบนพื้น มู่จื่อหลิงนอนทับอยู่บนตัวมู่อี๋เสวี่ย ใช้มู่อี๋เสวี่ยเป็นเบาะรองรับ

การเสียหลักครั้งนี้นับว่าไม่เบาเลย มู่จื่อหลิงถึงกับได้ยินเสียงกระดูกของมู่อี๋เสวี่ยกระทบกับพื้น

หญิงสาวผู้นี้อายุยังน้อย แต่ใจกลับโหดเหี้ยมเช่นนี้ คาดไม่ถึงว่าอยากทำให้นางเสียโฉม ทว่าสิ่งเหล่านี้ไม่อยู่ในสายตานางเลยแม้แต่น้อย หากไม่เผยสีสันให้น้องสาวผู้นี้เห็น นางคงไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดดอกไม้จึงแดง [1] เช่นนี้!

“กรี๊ด!” มู่อี๋เสวี่ยร้องออกมาอย่างน่าเวทนา ดังเสียจนหูเกือบหนวก

แต่มิใช่เพราะความเจ็บปวด แต่เป็นเพราะยาขจัดรอยแผลเป็นในมือล้วนหกรดใส่ใบหน้านางทั้งหมด ไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว นางจะมาสนใจความเจ็บปวดที่ไหนกัน หากใบหน้าเสียโฉม นางก็ไม่ขอมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว

มู่จื่อหลิงอุดหูเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว นัยน์ตาทอประกายเจิดจ้า มุมปากขึ้นแย้มยิ้มอย่างเยาะเย้ย นางลุกขึ้นอย่างไม่เป็นเดือดเป็นร้อน

“ไอ๊หยา! ขอโทษนะ ขอโทษที จู่ๆ ข้าก็เวียนหัว แข้งขาอ่อนแรง ข้า…ข้ายืนไม่อยู่ เจ้าบาดเจ็บหรือไม่?”

น้ำเสียงของมู่จื่อหลิงเต็มไปด้วยแววขอโทษ ทว่าในดวงตากลับมีรอยยิ้ม

เวลานี้มู่อี๋เสวี่ยมิได้ฟังคำพูดของมู่จื่อหลิงเลยสักนิด ยาขจัดรอยแผลเป็นในมือหกรดตัวนางจนหมดขวด ทำให้นางสูญเสียการควบคุมไปแล้ว หญิงสาวระงับเสียงร้องโหยหวนเอาไว้ไม่อยู่ ตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาจากพื้น “กรี๊ด!…ใครก็ได้มานี่เร็วเข้า ไปเตรียมน้ำ ข้าจะล้างหน้า!”

สาวใช้ยังมิทันเข้ามา มู่อี๋เสวี่ยก็วิ่งออกไปกรีดร้องราวกับสุนัขบ้า

มู่จื่อหลิงยิ้มเยาะเย้ย ถึงยาขจัดรอยแผลเป็นจะล้างออกได้ ทว่าหมี่โต้วเซียง [2] ที่ตนเทใส่บนตัวนางเมื่อครู่นั้น ต่อให้จะลอกผิวออกมาก็ไม่สามารถล้างออกได้ ทั้งยังอบอวลไปทั่วตัวของนางด้วย

มู่อี๋เสวี่ยทำร้ายผู้ใดไม่ทำ ดันมาทำร้ายนาง ดีมาดีกลับ นี่ถือว่าเป็นของขวัญแรกพบหน้าที่นางมอบให้มู่อี๋เสวี่ยหลังจากมาที่นี่แล้วกัน

เมื่อนางผู้น่ารังเกียจดั่งเทพีแห่งโรคระบาดจากไปแล้ว รอบข้างจึงสงบลงได้เสียที

เสี่ยวหานวิ่งเข้ามาจากด้านนอกอย่างรีบร้อน ใบหน้าฉายแวววิตกกังวลขณะถามมู่จื่อหลิงว่า “คุณหนู ท่านมิได้เป็นกระไรใช่หรือไม่ บ่าวเห็นคุณหนูรองวิ่งออกไปราวกับคนเสียสติ นางรังแกท่านหรือไม่เจ้าคะ”

“ข้าไม่เป็นไร คนที่เป็นคือนางต่างหาก” มู่จื่อหลิงแย้มยิ้มเรียบเฉียบ มองบ่าวรับใช้ตรงหน้า เด็กสาวผู้นี้น่าเอ็นดูยิ่ง อายุสิบห้าสิบหกปี ใบหน้าน่ารักปากนิดจมูกหน่อย

เสี่ยวหานไม่เข้าใจว่า คุณหนูรองมีเรื่องใด ทว่าวันนี้เจ้านายของนางดูแปลกไปเล็กน้อย แต่แปลกตรงที่ใดนั้นนางมิอาจอธิบายได้

วันนี้จู่ๆ คุณหนูก็เอ่ยวาจามากมายเช่นนี้ หากรวมวาจาทั้งหมดที่คุณหนูกล่าวมาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านนี้ คงมีไม่มากเท่ากับวันนี้

มู่จื่อหลิงไม่สนใจความแปลกใจในดวงตาของเสี่ยวหาน กล่าวต่อไปว่า “เสี่ยวหาน ข้าบาดเจ็บตรงศีรษะ ทำให้ลืมเรื่องก่อนหน้าไปจนหมดสิ้น เจ้าเล่าให้ข้าฟังหน่อย”

“คุณหนูความจำเสื่อมหรือเจ้าคะ ต้องโทษที่บ่าวดูแลคุณหนูได้ไม่ดี ทำให้คุณหนูได้รับบาดเจ็บ” เสี่ยวหานคุกเข่าลงกับพื้นด้วยน้ำตานองหน้าทันที หากวันนั้นห้ามมิให้คุณหนูรองพาคุณหนูของตนออกไป คงมิเกิดเรื่องเช่นวันนี้ขึ้น

“ข้าไม่เป็นไร เอาล่ะ เจ้ารีบลุกขึ้นมาเถิด ต่อไปไม่อนุญาตให้คุกเข่าต่อหน้าข้าอีก ผู้อื่นเวลาคุกเข่าล้วนเป็นการคุกเข่าต่อคนตาย ดูเจ้าสิทั้งร้องไห้ทั้งคุกเข่า หรือว่าเจ้ากำลังแช่งให้ข้าตายเร็วๆ กัน” ใบหน้ามู่จื่อหลิงเต็มไปด้วยความจนปัญญา เหตุใดแม่นางน้อยผู้นี้เอะอะก็เอาแต่คุกเข่า ช่างทำให้ผู้อื่นไม่คุ้นชินเสียจริง

“ไม่ๆ บ่าวอยากให้คุณหนูอายุยืนเป็นร้อยปีเจ้าค่ะ” เสี่ยวหานได้ฟังประโยคนี้ก็รีบลุกขึ้น เช็ดน้ำตาออก

คุณหนูที่อยู่ตรงหน้าราวกับเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ ก่อนหน้านางพูดกับตนไม่เกินสามคำด้วยซ้ำ เวลานี้คุณหนูกลับเปลี่ยนไปชอบพูดคุย แล้วยังหยอกล้อได้อีกต่างหาก ทว่าเป็นแบบนี้ก็ดีเช่นกัน ต่อไปนางคงไม่ต้องพูดกับตัวเองแล้ว

“เช่นนั้นก็เล่าเรื่องราวก่อนหน้านี้ให้ข้าฟัง แล้วเรื่องที่ข้าต้องแต่งออกไปในวันพรุ่งด้วยว่าเรื่องเป็นมาอย่างไร”

เสี่ยวหานผงกศีรษะเริ่มเล่าอย่างแข็งขัน “คุณหนู ท่านเป็นคุณหนูใหญ่ของจวนมู่……”

จากการอธิบายของเสี่ยวหาน ที่แห่งนี้คือแผ่นดินใหญ่หมิงเยว่ เป็นแผ่นดินใหญ่ที่ไม่ปรากฏในประวัติศาสตร์ ซึ่งแผ่นดินใหญ่หมิงเยว่แบ่งออกเป็นสี่แคว้น คือ แคว้นเจียหลัว แคว้นเป่ยหนิง แคว้นชิงหลาน และแคว้นหนานเฟิง แคว้นที่นางอยู่ ณ ตอนนี้ คือแคว้นเจียหลัว

นางคือบุตรสาวคนโตของจงอี้โหวมู่เจิ้นกั๋ว มู่เจิ้นกั๋วนั้นนับเป็นวีรบุรุษในสนามรบแห่งยุค ความสามารถในการรบโดดเด่น ทั้งชีวิตนี้แต่งหญิงสาวเพียงสองคน คนแรกคือฟูเหรินที่แท้จริง หลี่เอิน คนที่สองคืออี๋เหนียงไป๋ซู่ซู่ แต่เขารักปักใจแค่หลี่เอินเพียงผู้เดียวเท่านั้น

เนื่องจากไป๋ซู่ซู่เคยช่วยชีวิตมู่เจิ้นกั๋วและหลี่เอินเอาไว้ สองสามีภรรยาจึงได้ให้คำสัญญากับไป๋ซู่ซู่ว่าจะตอบแทนบุญคุณ

เวลานั้นไป๋ซู่ซู่เลี้ยงดูไป๋อี๋เสวี่ยในวัยหนึ่งขวบซึ่งปัจจุบันคือมู่อี๋เสวี่ย ทั้งสองไร้ที่พึ่งพิง หลี่เอินจิตใจดีงาม จึงตัดสินใจรับนางสองแม่ลูกเอาไว้

หลี่เอินรู้ดีว่ามารดาที่คลอดบุตรทั้งที่ยังมิได้แต่งงานมักตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน ถูกผู้อื่นเยาะเย้ย จึงให้มู่เจิ้นกั๋วสู่ขอไป๋ซู่ซู่เป็นอี๋เหนียง [3] รับไป๋อี๋เสวี่ยเป็นบุตรสาว เปลี่ยนแซ่เป็นแซ่มู่

เมื่อมู่จื่อหลิงอายุได้สามขวบ จู่ๆ หลี่เอินก็ป่วยหนัก ล้มหมอนนอนเสื่อจนมิอาจลุกขึ้นได้ ไม่ว่าจะเปลี่ยนเสื้อผ้า กินข้าว เดินเหิน ล้วนต้องมีคนคอยดูแล

หลังจากที่มู่เจิ้นกั๋วกลับมาจากสนามรบจึงลาออกจากราชการ คอยเฝ้าหลี่เอินทั้งวันทั้งคืน อยู่เป็นเพื่อนนางรักษาอาการป่วยที่สวนจิ้งซิน นานๆ ครั้งจึงกลับมาจวนที

------------------------------------------------------------

เชิงอรรถ

[1] ไม่เผยสีสันให้เห็น คงไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดดอกไม้จึงแดง หมายถึง หากไม่สั่งสอนเสียบ้างก็จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรังแกไม่ได้ง่ายๆ

[2] หมี่โต้วเซียง คือธูปขับฝี มีลักษณะเป็นผงยา เมื่อโดนแล้วจะมีอาการบวมแดง

[3] อี๋เหนียง ภรรยารอง

----------------------------------

เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร

กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _

.

.

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ

แนะนำนิยายที่คุณไม่ควรพลาด กดที่รูปเพื่ออ่านได้เลยนะคะ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...