โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'ศรีสุวรรณ' ยอมรับมีคนเอาเงินมาให้ แต่ไม่ได้เรียกรับสินบน 'บิ๊กเต่า' เล่านาทีจับ วิ่งหลบหลังบ้าน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 26 ม.ค. 2567 เวลา 13.34 น. • เผยแพร่ 26 ม.ค. 2567 เวลา 13.01 น.

‘ศรีสุวรรณ’ ยอมรับมีคนเอาเงินมาให้ แต่ไม่ได้เรียกรับสินบน ‘บิ๊กเต่า’ เล่านาที วิ่งหลบหลังบ้าน

กรณีที่ตำรวจป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) เข้าจับกุม นายศรีสุวรรณ จรรยา กรณีข่มขู่เรียกรับเงินเจ้าหน้าที่รัฐแลกกับการไม่ร้องเรียนหรือกลั่นแกล้งไม่ถูกตรวจสอบ ตามข้อร้องเรียนของ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว รวมถึงฝ่ายการเมือง โดยมีรายงานว่ามีชื่อ นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ และ น.ส.พิมณัฏฐา จิระพุทธิภาคย์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรครวมไทยสร้างชาติ เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยนั้น

ล่าสุด เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 26 มกราคม ที่กองบังคับการปราบปราม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ร่วมกับ ตำรวจป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ร่วมกันตั้งโต๊ะแถลงข่าวถึง ปฏิบัติการ “หยุดเถอะครับ” ว่า

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. กล่าวว่า คดีนี้เป็นคดีของบุคคลที่รู้จักกันทั้งประเทศ เหตุที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของผู้เสียหายคนหนึ่งของกระทรวงเกษตรฯ และภรรยา ได้รับความเดือดร้อนและถูกรังแก เข้ามาร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่ ปปป. จึงได้ประสานงานสืบสวนและส่งเรื่องให้ทาง ป.ป.ช.พิจารณา เบื้องต้นการดำเนินการยืนยันว่าสิ่งที่ผู้ร้องเรียนถูกรังแกมีเจ้าหน้าที่รัฐรวมอยู่ด้วย กระทั่งนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหา 3 รายในวันนี้

นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า ขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมดำเนินให้คดีนี้เป็นเคสตัวอย่าง โดยเรื่องเกิดขึ้นเมื่องต้นปีที่ผ่านมา หรือเดือนมกราคม มีอธิบดีกรมหนึ่งมอบหมายให้ทนายความเข้าร้องเรียนถึง นายยศวริศ หรือเจ๋ง ดอกจิก ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะทำงานเขตตรวจราชการที่ 11 โดยรองนายกฯ ซึ่งมีอำนาจตรวจสอบข้อเท็จจริง ในเขตตรวจราชการที่ 11 ซึ่งอยู่ในภาคอีสาน มีหน้าที่เรียกตัวเจ้าหน้าที่ นำมาตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ เพื่อนำไปเสนอ กับ กมธ.ที่เกี่ยวข้องต่อไป

โดยขณะนั้นมีประเด็นบัตรสินเชื่อร้องเรียนอธิบดีกรมการข้าวเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นโครงการที่มีมูลค่าประมาณ 1,000 กว่าล้าน และมีอีก 2-3 โครงการ ประมาณ 700 ล้าน ปรากฏว่านายยศวริศได้หยิบประเด็นเรื่องนี้ไปเปิดแถลงข่าวว่ามีการทุจริตของกรมนี้เรื่องการรับผลประโยชน์ หลังจากนั้นก็ได้มีผู้ประสานงานให้นายศรีสุวรรณพูดคุยกับอธิบดีและภรรยา เพื่อเรียกร้องผลประโยชน์แลกกับไม่ร้องเรียน เพราะฉะนั้นเราจึงมองว่า นายยศวริศเข้าข่ายมีความผิด

หลังจากที่มีการติดต่ออธิบดีเพื่อต่อรองเรียกรับเงินนั้น แบ่งเป็นจ่ายงวดแรกและงวดต่อไป ในช่วงก่อนปี’67 ประมาณเดือนธันวาคม จ่ายผ่านตัวแทนคนหนึ่ง จากที่มีการเรียกเงินทั้งหมด 3 ล้านบาท ซึ่งตอนแรกผู้เสียหายก็กลัวเลยจ่ายไป แต่ต่อมาคิดได้ว่าตนไม่ได้ทำผิดอะไร จึงมาร้องเรียน

ทั้งนี้ คณะกรรมการจึงได้วางแผนจับกุม โดยผู้เสียหายติดต่อว่าจะนำเงินส่วนที่เหลือไปให้ที่บ้านของนายศรีสุวรรณ พอเข้าไปปุ๊บก็พบเงินที่เป็นของกลาง ทว่าก่อนหน้านั้นมีการเก็บหลักฐานจากการติดต่อทั้งในไลน์ และโทรศัพท์ กล่าวได้ว่าในการจับกุมครั้งนี้ประสบความสำเร็จในการจับกุมและคุมตัวนายศรีสุวรรณ ซึ่งขณะนี้กำลังสอบปากคำอยู่

นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. กล่าวว่า อยากฝากไว้ว่าการร้องเรียนเป็นเรื่องที่ดี เพราะเราสามารถนำไปขยายผลต่อได้ วันนี้เราก็ได้ดำเนินการด้วยความรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม ทว่าอย่านำเรื่องร้องเรียนมาแสวงหาผลประโยชน์ ขอให้ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ซึ่งหากมีผู้ที่รู้สึกว่าถูกเรียกรับผลประโยชน์สามารถแจ้งมาได้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง:

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ ข้าราชการคนหนึ่งไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงลุกมาต่อสู้เพื่อเกียรติและศักดิ์ศรี อธิบดียืนยันในข้อเท็จจริงว่ากลุ่มพวกนี้ไปร้องเรียนไม่เป็นความจริง มีการคุย เคลียร์เจรจานอกรอบ แต่ยังยืนยันที่จะให้ดูแล 3 โล มีการต่อรองเหลือโลครึ่ง มันเป็นเรื่องของผู้เสียหายบอกว่าไม่ยอม จึงเริ่มเก็บพยานหลักฐานเป็นลำดับ ทั้งไลน์ วิดีโอ ข้อมูลต่างๆ เก็บรวบรวมมา จนมีความชัดเจนในเรื่องความผิด ก็เดินทางมาพบกับเจ้าหน้าที่ คือ ปปป. ขอความเป็นธรรมและกอบกู้ชื่อเสียงเขา ก็เป็นหน้าที่ที่ต้องให้ความเป็นธรรมเขา เราได้รวบรวมพยานหลักฐาน สืบสวน หาข้อมูลเบื้องต้น โดยมี ป.ป.ท. ป.ป.ช มาช่วย

เราพบว่า ข้อเท็จจริงที่ผู้เสียหายส่งมามีหลักฐานน่าเชื่อว่าบุคคลกลุ่มนี้มีพฤติกรรมส่อการทำความผิด พยานหลักฐานบ่งชี้มีน้ำหนัก ได้ตรวจสอบข้อมูลต่างๆ แล้วดำเนินการในส่วนที่เพิ่มเติม พยานหลักฐาน กับเป้าหมายสำคัญที่อยู่ในกลุ่มนี้ ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน รวบรวมพยานหลักฐาน รวมกับผู้เสียหาย 3 เดือน เก็บมาประมาณ 4 เดือน จนได้หลักฐานน่าเชื่อว่ามีน้ำหนักพอ จึงไปขอศาลอนุมัติหมายจับ และหมายค้นอีก 3 เป้าหมาย ยืนยันตำรวจให้ความเป็นธรรม

ข้อมูลเบื้องต้นยังไม่พบว่ามีบุคคลอื่นเกี่ยวข้อง เคสนี้มีบัญชีม้ามาเกี่ยวข้อง และอ้างถึงผู้ใหญ่ แต่ไม่เชื่อ ยังมองว่ากลุ่มนี้มีพฤติกรรมที่ทำเป็นขบวนการ

เบื้องต้นศรีสุวรรณยังปฏิเสธ เท่าที่คุยหน้างานก็ยอมรับว่ามีคนเอามาให้ แต่มายัดเยียดให้ ยืนยันว่า การทำงานทุกอย่างอยู่บนพื้นฐาน หลักฐาน มีเหตุผลของตัวเอง

ถามว่ามีการโยนเงินทิ้งหรือไม่ ผู้การเต่ากล่าวว่า ประมาณนั้น หลังจากส่งเงินหน้าบ้านแล้ว เราก็ให้จับได้เลย เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้เฝ้าติดตามพฤติกรรมนับชั่วโมง จนเอาหมายค้นเข้า ตอนนั้นพบว่าเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ มีคนวิ่งหลบหลังบ้าน แต่เจ้าหน้าที่ล้อมไว้แล้ว จริงๆ ทีแรกไม่รู้ว่าโยนสิ่งของ แต่เมื่อเห็นคนวิ่งเจ้าหน้าที่จึงวิ่งไปจับกุม และพบนายศรีสุวรรณในบ้าน

“จากการสอบถาม เงิน 5 แสนที่แขวนที่ประตูอยู่ที่ไหน แกก็พาไปหยิบเงิน แต่เงินที่ไปโยนริมรั้ว ใต้ต้นมะม่วง มันมีถุงกระดาษสีดำด้วย แต่ข้อเท็จจริงคือเงินใส่กระเป๋าเฉยๆ เขาหยิบเงินไปใส่ถุงดำแล้วโยน ข้อเท็จจริง เขารับว่ามีคนเอาเงินมาให้ แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้เรียกรับ”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ศรีสุวรรณ’ ยอมรับมีคนเอาเงินมาให้ แต่ไม่ได้เรียกรับสินบน ‘บิ๊กเต่า’ เล่านาทีจับ วิ่งหลบหลังบ้าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...