อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ [นิยายแปล]
ข้อมูลเบื้องต้น
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Shanghai WeitianCultureCommunication.Co.ltd
ประพันธ์โดย : 天蚕土豆 (Tiāncántǔdòu)
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : GloryForeverPublic CompanyLimited
บรรณาธิการ:ไพสิฐ ต่วนขำ
เรียบเรียงโดย :ชาลี บุญล้อม , จุฑามาศ ไชยโกฎ
เปิดตำนานบทใหม่.. ของผู้สร้างปรากฎการณ์
Battle Through the Heavens (สัประยุทธ์ทะลุฟ้า)
“บิดาพยัคฆ์แต่มีบุตรเป็นสุนัข”
การเป็นลูกของอัจฉริยะของผู้โดดเด่นในดินแดนที่ให้ความสำคัญ
กับ “อัตลักษณ์”เพื่อใช้มันดูดกลืนและกลั่นเกลาพลังงานจากฟ้าดิน
ทำให้ “หลี่ลั่ว”ต้องแบกรับความกดดันเอาไว้บนบ่า
ผู้คนคาดหวังให้เขาเป็นดั่งเช่นบุพการี
ทว่าเขากลับมีภาวะ“ไร้ลักษณ์”ลักษณะที่หาได้ยากในใต้หล้านี้
ไม่ว่าจะพยายามสักเท่าไร
ทุ่มเทสักแค่ไหน
ก็ยังถูกถีบให้ตกชั้นและโดนดูถูกเหยียดหยามอยู่ร่ำไป
ถึงกระนั้นสวรรค์ก็ไม่ใจร้ายกับคนตั้งใจจริง..
ในวันที่เขาอายุครบ 17 ปี
เขาได้ “ลูกแก้วสีดำวาว”ที่พ่อแม่เก็บไว้เป็นของขวัญวันเกิด
และนั่นก็ทำให้เขาค้นพบ..
‘วิชาหลอมเทพไร้ลักษณ์เล็ก’
วิชาที่มีไว้เพื่อหลอมอัตลักษณ์หลังกำเนิดโดยเฉพาะ!
วิชาที่จะทำให้เขาก้าวข้ามขีดจำกัดความสามารถของตนเอง
ก้าวข้ามความโด่งดังของบิดรมารดา
และนำพาฉายา “ราชันหมื่นอัตลักษณ์”มาให้เขา!
เขาจะต้องกลายเป็นตำนานของแผ่นดินของอาณาจักรต้าเซี่ย
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^
.
Kawebook ยังมีทัพนิยายกำลังภายในอีกมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นสายบู๊สุดมันส์! เทพเซียนสุดแกร่ง!! หรือระบบสุดเทพ!!
อ่านตอนฟรีมากกว่า อัปเดตก่อนใคร
บทที่ 1 ข้ามีวิหารอัตลักษณ์สามอัน
อาณาจักรต้าเซี่ย มณฑลเทียนสู่
นครหนานเฟิงในเดือนหก ดวงอาทิตย์ร้อนแรงดุจเปลวไฟ แผดเผาแผ่นดินจนร้อนผ่าว
วิทยาลัยระดับกลางหนานเฟิง
ณ สนามฝึกอันกว้างขวางและสว่างไสว
เหล่าเด็กหนุ่มสาวที่ยังคงมีใบหน้าอ่อนเยาว์ซึ่งสวมชุดฝึกเอาไว้ ต่างนั่งขัดสมาธิอยู่รอบสนามฝึก สายตามองไปยังใจกลางสนาม ตรงนั้นมีเงาร่างสองร่างกำลังประลองฝีมือกันอย่างรวดเร็ว เมื่อกระบี่ไม้ในมือปะทะกันอย่างดุเดือด ก็มีเสียงดังก้องกังวานไปทั่วทั้งสนามฝึก
สองคนในสนาม ทั้งคู่ดูมีอายุราวสิบห้าหรือสิบหกปี หนุ่มน้อยทางฝั่งขวามีร่างกายสูงใหญ่แข็งแรง ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ดวงตามีประกาย ทั้งรูปร่างและบรรยากาศล้วนโดดเด่น ยังไม่ต้องกล่าวถึงอย่างอื่น เพียงแค่รูปโฉมที่ค่อนข้างหล่อเหลาเอาการของเขา ก็เพียงพอที่จะทำให้สาวน้อยหลายคนในสนามส่งสายตาเป็นประกายมาที่เขาพร้อมกับความเขินอายบางๆ แล้ว
“หลี่ลั่ว สู้เขา!”
ทั้งยังมีสาวน้อยที่ใจกล้าส่งเสียงให้กำลังใจออกมาด้วย
ซึ่งด้านหน้าของหนุ่มน้อยที่ชื่อหลี่ลั่วคนนั้น เป็นเด็กหนุ่มที่มีร่างกายบึกบึนกำยำ ใบหน้าหยาบกร้านไม่น้อย อีกทั้งยังมีผิวพรรณคล้ำเข้ม เมื่อเทียบกับหลี่ลั่วแล้ว เขาก็ดูราวกับเป็นมนุษย์ผสมกับหมีดำเลยจริงๆ
ดังนั้นเมื่อเขาได้ยินเสียงสาวน้อยเหล่านั้นให้กำลังใจหลี่ลั่ว เขาก็เผยสีหน้าอิจฉาเล็กน้อย ส่งเสียงตะคอกกล่าว “หลี่ลั่ว ข้าจะไม่ออมมือแล้วนะ!”
เขาก้าวออกไปหนึ่งก้าว พื้นดินถึงกับสะเทือนไปเล็กน้อย กระบี่ไม้ในมือถูกตวัดวาดผ่านอากาศ เสียงแหวกอากาศดังขึ้นรางๆ ฟาดฟันไปทางหลี่ลั่วที่อยู่ด้านล่าง
เงากระบี่ฟาดฟันลงมา หลี่ลั่วตาเป็นประกาย กดปลายเท้าเล็กน้อย จากนั้นร่างของเขาก็พุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ย่างก้าวฉับไวประหนึ่งนกน้อยโบยบิน หลบเลี่ยงหนึ่งกระบี่อันหนักหน่วงนั่นได้ทันที
“นั่นมันท่าเท้าปักษาวายุ!” มีคนในสนามอุทานออกมาด้วยความชื่นชม ท่าเท้าปักษาวายุเป็นวิชาอัตลักษณ์ระดับต่ำ ในที่นี้มีคนใช้เป็นไม่น้อย แต่แทบไม่มีใครสามารถใช้ได้อย่างคล่องแคล่วเท่าหลี่ลั่วเลย
เงาร่างของหลี่ลั่วพุ่งเข้าหาหนุ่มน้อยกำยำผู้นั้นราวกับวิหคโบยบิน กระบี่ไม้ในมือถูกชักออกด้วยท่าชักกระบี่อย่างฉับพลัน พริบตานั้น ราวกับมีประกายเย็นเยียบสายหนึ่งวาดผ่าน พุ่งตรงไปยังหน้าอกของเด็กหนุ่มด้วยความเร็วสูง
“กระบี่แสงวิญญาณน้อย!” มีเสียงอุทานดังขึ้นอีกครั้ง กระบี่นี้ของหลี่ลั่วมีแสงวิญญาณกะพริบวูบ ทั้งรวดเร็วทั้งดุดัน ทำให้ผู้ชมรู้สึกทอดถอนใจอย่างอดไม่ได้ สมชื่อผู้ที่มีความสามารถในการเรียนรู้เป็นอันดับหนึ่งของวิทยาลัยหนานเฟิงจริงๆ
เมื่อเผชิญกับเงากระบี่ที่เสือกแทงเข้ามาอย่างรวดเร็ว สีหน้าของเด็กหนุ่มกำยำก็เปลี่ยนไป ทว่าความแข็งแกร่งของเขาเองก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน ในช่วงเวลาคับขันเขาสามารถฝืนประคองร่างและกระทืบเท้าหนึ่งที เงาร่างพลันถอยหลังออกไปหลายก้าว
ขณะเดียวกัน บนผิวกายของเขาได้มีแสงสีเงินปรากฏขึ้นมารางๆ หนึ่งชั้น ฝ่ามือข้างที่จับกระบี่ไม้เอาไว้ มันก็ราวกับกลายเป็นเงาอุ้งเท้าหมีสีเงินอันเลือนราง
ขณะเดียวกันก็มีเสียงคำรามทุ้มต่ำของหมีดังขึ้นมารางๆ จากภายในร่างกายของหนุ่มน้อยกำยำแล้ว
เหล่านักศึกษาที่เห็นภาพนี้ต่างพากันร้องอุทานด้วยความตกใจ “นั่นมันลักษณ์หมีเงินระดับห้าของจ้าวคั่ว! ดูท่าเขาจะเอาจริงแล้ว!”
ท่ามกลางเสียงอุทานที่ดังระงม จ้าวคั่วได้ก้าวเท้าออกหนึ่งก้าว พื้นดินถึงกับปริออกเป็นรอยแตกร้าวหนึ่งรอย กระบี่หนักในมือเขาได้ฟาดลงมาด้วยพละกำลังดุดัน เกิดคลื่นลมสาดซัด ฟาดฟันเข้าใส่หลี่ลั่วที่อยู่ตรงหน้าอย่างรุนแรง
บนกระบี่ไม้มีประกายแสงสีเงินสว่างวาบ เสียงแหวกอากาศดังขึ้นจนแสบหู
“ระเบิดพลังสะบั้น!”
เด็กหนุ่มกำยำแผดเสียงตะคอก แสงสีเงินฟาดฟันลงมา ตรงเข้าใส่เงากระบี่ของหลี่ลั่วที่กำลังเสือกแทงเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เปรี้ยง!
วินาทีต่อมา กระบี่ทั้งสองเล่มได้ปะทะเข้าด้วยกัน
ผลจากการปะทะอันรุนแรงทำให้กระบี่ไม้ในมือหลี่ลั่วแตกออกเป็นเสี่ยงๆ พลังอันดิบเถื่อนดุจหมีคลั่งสายหนึ่งได้ทะลักเข้ามา ทำให้กระบี่ไม้ถูกสะเทือนจนแหลกออกทั้งเล่มทันที
พละกำลังอันมหาศาลได้สะเทือนจนหลี่ลั่วเซถอยหลังไปสิบกว่าก้าว
หลี่ลั่วฝืนหยุดฝีเท้าเอาไว้ก่อนจะก้มลงมองกระบี่ไม้ที่แหลกเป็นเสี่ยงๆ ยิ้มออกมาอย่างจนปัญญาแล้วกล่าว “เอาเถอะ จ้าวคั่ว เจ้าชนะแล้ว”
“เฮ้อ”
เสียงพูดของหลี่ลั่วทำให้สาวน้อยในสนามต่างพากันส่งเสียงแสดงความเสียดาย แต่ในทางกลับกันนั้น เหล่าเด็กหนุ่มทั้งหลายกลับแอบยิ้มเยาะออกมา อย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นเด็กหนุ่มวัยคึกคะนอง พวกเขาย่อมต้องรู้สึกอิจฉาริษยาหลี่ลั่วที่ได้รับความนิยมจากสาวๆ มากขนาดนี้อยู่แล้ว
“น่าเสียดายจริงๆ ทั้งที่การโจมตีของหลี่ลั่วเฉียบคมยิ่งกว่า ในด้านการใช้วิชาอัตลักษณ์ก็เหนือกว่าจ้าวคั่วไม่น้อยด้วย หากไม่ใช่เพราะเขาไร้อัตลักษณ์ ผู้ชนะครั้งนี้จะต้องเป็นหลี่ลั่วแน่นอน” มีคนแสดงความคิดเห็น
“ใช่แล้ว จ้าวคั่วมีลักษณ์หมีเงินระดับห้า พละกำลังมหาศาล และพลังอัตลักษณ์ของเขาเกรงว่าน่าจะถึงระดับห้าตราแล้วด้วย สมกับเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในตึกสองของพวกเราจริงๆ”
“หลี่ลั่วมีพรสวรรค์ในด้านวิชาอัตลักษณ์ที่ร้ายกาจมากก็จริง แต่เขากลับไร้ลักษณ์แต่กำเนิด นับเป็นข้อเสียอันใหญ่หลวงเลยทีเดียว หากไร้ซึ่งพลังอัตลักษณ์ที่แข็งแกร่งมากพอมาหนุนเสริม ไม่ว่าจะฝึกฝนวิชาอัตลักษณ์ได้เชี่ยวชาญเพียงใด มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรมากนักอยู่ดี”
“ฮ่าฮ่า เจ้าไม่ต้องไปสงสารเขาหรอก หลี่ลั่วเป็นใครกัน? เขาเป็นถึงคุณชายน้อยแห่งคฤหาสน์ลั่วหลาน หนึ่งในห้ามหาคฤหาสน์แห่งอาณาจักรต้าเซี่ยเรา พ่อแม่ของเขาก็เป็นถึงผู้ประดับยศขุนนางที่อายุน้อยที่สุดของอาณาจักรต้าเซี่ยเราอีกด้วย ในเวลาสั้นๆ เพียงสิบปี คฤหาสน์ลั่วหลานที่พวกเขาสร้างก็สามารถทะยานขึ้นเป็นหนึ่งในห้ามหาคฤหาสน์ของอาณาจักรต้าเซี่ยได้แล้ว อย่าว่าแต่ในอาณาจักรต้าเซี่ยเลย แม้แต่นอกอาณาจักรเอง ชื่อเสียงของพวกเขาก็เป็นที่รู้จัก”
“เฮ้อ แต่ตอนนี้เรื่องราวเหล่านั้นมันล้าสมัยไปแล้ว ตั้งแต่เมื่อสามปีก่อนที่พ่อแม่ของหลี่ลั่วหายสาบสูญไปใน ‘สมรภูมิขุนนางราชัน’ คฤหาสน์ลั่วหลานก็ตกต่ำลงไปมากแล้ว นอกจากนี้ยังมีข่าวว่าภายในคฤหาสน์ลั่วหลานยังเกิดความขัดแย้งภายในรุนแรง ข้าเกรงว่าอีกไม่นานก็คงจะแตกแยกออกจากกันแล้ว เกรงว่าตำแหน่งคุณชายน้อยของเขาก็คงจะหลุดลอยไปด้วยแล้วกระมัง”
“อ้าว? มีเรื่องแบบนี้ด้วย? ผู้ดูแลคฤหาสน์ลั่วหลานในตอนนี้ น่าจะเป็น… รุ่นพี่เจียงชิงเอ๋อร์สินะ?”
ทันทีที่ได้ยินชื่อนี้ แววตาของเด็กหนุ่มทั้งหลายก็เปลี่ยนไปเร่าร้อนมากขึ้นไม่น้อย เพราะชื่อนี้ถือเป็นตำนานของวิทยาลัยระดับกลางหนานเฟิงแห่งนี้เลยทีเดียว
แต่เมื่อนึกถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่เจียงชิงเอ๋อร์กับหลี่ลั่วแล้ว สายตาของพวกเขาที่มองทางหลี่ลั่วก็แปลกประหลาดไปอย่างอดไม่ได้
และในขณะที่เหล่าหนุ่มน้อยสาวน้อยทั้งหลายกำลังซุบซิบกันอยู่ จ้าวคั่วก็เดินตรงเข้ามาหาหลี่ลั่วเช่นกัน ตบไหล่เขาพร้อมฉีกยิ้มกล่าว “ไม่เป็นไรใช่ไหม? อย่าหาว่าข้าเอาเปรียบเจ้าล่ะ”
หลี่ลั่วยิ้มออกมา จ้าวคั่วผู้นี้มีนิสัยเถรตรง สนิทกับเขาพอสมควร อีกทั้งเรื่องนี้จ้าวคั่วก็ไม่ได้ทำผิดกฎอะไรเลยด้วย
อย่างไรเสียการที่ตัวเขาไร้ลักษณ์แต่กำเนิด เดิมทีก็เป็นจุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุดของเขาอยู่แล้วด้วย จะไปโทษจ้าวคั่วได้อย่างไร
ตรงริมสนาม มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งได้เลื่อนสายตากลับมาจากตัวทั้งสองคนในสนาม เขามีนามว่าสวีซานเยว่ เป็นครูของตึกสอง
ในสายตาของเขา อัดแน่นไปด้วยความเสียดายเช่นกัน
ความสามารถในการเรียนรู้ของหลี่ลั่วนั้นโดดเด่นสุดขีด ไม่ว่าจะเป็นวิชาอัตลักษณ์ใดๆ เมื่ออยู่ในมือเขาแล้วก็ล้วนสามารถฝึกฝนได้รวดเร็วยิ่งกว่าคนทั่วไปอย่างมาก ดูจากจุดนี้แล้ว เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็ได้รับสืบทอดจุดเด่นของบิดามารดาที่เป็นอัจฉริยะทั้งสองคนมาด้วยเหมือนกัน ทั้งยังอาจจะเหนือกว่าเลยด้วย
แต่ที่น่าเสียดายก็คือ… หลี่ลั่วไร้ลักษณ์แต่กำเนิด ในด้านการบำเพ็ญพลังอัตลักษณ์จึงมีปัญหา
การบำเพ็ญของเผ่ามนุษย์ ต้องพึ่งพา “อัตลักษณ์” ของตัวเอง ซึ่งมันเป็นแก่นของการบำเพ็ญ
ใช้อัตลักษณ์ดูดกลืนพลังงานฟ้าดิน สิ่งที่ได้มาในท้ายที่สุดจะถูกเรียกว่า “พลังอัตลักษณ์”
ซึ่งชนิดอัตลักษณ์นั้นมีมากมายนับไม่ถ้วน แต่สามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ อัตลักษณ์ธาตุและอัตลักษณ์สรรพสัตว์
อัตลักษณ์ธาตุก็คือเหล่าธาตุต่างๆ ในทั่วหล้าฟ้าดิน ดิน น้ำ ลม ไฟ สายฟ้าเป็นต้น ส่วนอัตลักษณ์สรรพสัตว์นั้น ตำนานเล่าว่ายุคเริ่มต้นของเผ่ามนุษย์ มีสุดยอดฝีมือที่ต้องการเสริมความแข็งแกร่งให้กับเผ่ามนุษย์ จึงได้นำวิญญาณแห่งสรรพสัตว์มาหลอมรวมเข้าสู่สายเลือดเผ่ามนุษย์ ถึงได้มีอัตลักษณ์สรรพสัตว์กำเนิดขึ้นมา
ซึ่งไม่ว่าจะเป็นอัตลักษณ์ธาตุหรืออัตลักษณ์สรรพสัตว์ ล้วนแล้วแต่มีการแบ่งระดับทั้งสิ้น นั่นคือระดับหนึ่งไปจนถึงระดับเก้า
ในนยามที่เด็กน้อยเผ่ามนุษย์เติบโตขึ้นจนมีอายุราวๆ สิบกว่าปี ภายในร่างกายจะมีจุดเชี่ยวเสวีย[1]เปิดออกหนึ่งจุด จุดนี่จะถูกเรียกว่า “วิหารอัตลักษณ์”
เมื่อวิหารอัตลักษณ์ปรากฏขึ้น ย่อมต้องมีอัตลักษณ์ของตัวเองกำเนิดขึ้นมาด้วย
อย่างเช่นจ้าวคั่ว ภายในวิหารอัตลักษณ์ของเขา ก็ได้มีลักษณ์หมีเงินระดับห้าถูกปลุกขึ้นมา ถือเป็นหนึ่งในอัตลักษณ์สรรพสัตว์
จุดเด่นของอัตลักษณ์นี้ ก็คือการมีพละกำลังมหาศาล เมื่อใช้คู่กับพลังอัตลักษณ์ของตัวเองด้วยแล้ว พลังทำลายล้างก็นับว่าน่าตกใจเลยทีเดียว
แต่ปัญหาของหลี่ลั่วก็อยู่ที่ตรงนี้เอง เพราะหลังจากที่วิหารอัตลักษณ์ภายในร่างกายเขาเปิดออก ภายในนั้นกลับไม่ได้มีอัตลักษณ์ใดๆ เผยออกมาเลย ภายในนั้นว่างเปล่า ดังนั้นจึงถูกเรียกว่า “ไร้ลักษณ์” ซึ่งพบเห็นได้ยากสุดขีด
และเมื่อไร้ซึ่งอัตลักษณ์เป็นแก่นไปดูดกลืนและกลั่นเกลาพลังงานในฟ้าดิน ย่อมเป็นการยากที่หลี่ลั่วจะสามารถบำเพ็ญพลังอัตลักษณ์ที่แข็งแกร่งออกมา… ซึ่งนี่ก็คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เขาพ่ายแพ้ให้กับจ้าวคั่ว
เพราะวิหารอัตลักษณ์ของเขา ไร้ลักษณ์
เรื่องที่หลี่หลั่วไร้ลักษณ์ ภายในวิทยาลัยหนานเฟิงได้มีการทดลองมาแล้วหลายครั้ง เพราะบิดามารดาทั้งสองท่านของเขาล้วนแล้วแต่โดดเด่นมากความสามารถเกินไป ทำให้เหล่าบุคลากรระดับสูงของวิทยาลัยต่างก็ตั้งความหวังกับหลี่ลั่วไว้สูงมาก รู้สึกว่าในอนาคตเขาจะต้องเลื่อนระดับขึ้นไปสู่วิทยาลัยระดับสูงที่สูงส่งที่สุดของอาณาจักรต้าเซี่ย วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงแห่งนั้นได้อย่างแน่นอน
ซึ่งตอนที่หลั่วลั่วเพิ่งเข้าเรียนมาเป็นปีแรกนั้น เขาก็ไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ ในด้านการฝึกฝนวิชาอัตลักษณ์ของเขานั้น ได้เผยให้เห็นถึงพรสวรรค์ที่น่าทึ่งสุดขีด ได้ถูกยกไปอยู่ตึกหนึ่งของวิทยาลัยหนานเฟิงโดยตรง ที่นั่นเป็นที่ที่รวบรวมวัยรุ่นที่มีพรสวรรค์โดดเด่นที่สุดจากในทั่วทั้งมณฑลเทียนสู่เอาไว้
แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่ออายุของนักศึกษาสูงขึ้นจนถึงช่วงที่วิหารอัตลักษณ์ปรากฏขึ้น เขาก็ต้องพบเจอกับสถานการณ์ที่กระอักกระอ่วนสุดขีด
นั่นคือคนอื่นๆ ล้วนแล้วแต่มีอัตลักษณ์ของตัวเอง แต่เขา… แม้จะมีวิหารอัตลักษณ์เกิดขึ้น แต่ในนั้นกลับว่างเปล่า
ซึ่งการที่ขาดอัตลักษณ์ของตัวเองไป แม้หลี่ลั่วมักจะสามารถฝึกฝนวิชาอัตลักษณ์ได้เร็วกว่าคนอื่นหนึ่งก้าวเสมอ แต่พลังอัตลักษณ์ของเขากลับยกระดับได้เชื่องช้าอย่างมาก จนเมื่อผ่านไปหนึ่งปี ระดับของเขาก็ได้ต่ำกว่ามาตรฐานของตึกหนึ่งเสียแล้ว
การฝึกฝนวิชาอัตลักษณ์ มีเป้าหมายเพื่อทำให้สำแดงพลังอัตลักษณ์ออกมาได้ทรงพลังยิ่งขึ้น แต่หากพลังอัตลักษณ์เบาบาง ไม่ว่าจะเป็นวิชาอัตลักษณ์ที่ระดับสูงเพียงใดก็มีอานุภาพที่จำกัดอยู่ดี
หลังจากทดสอบหลายต่อหลายครั้ง พวกระดับสูงของวิทยาลัยก็ได้ข้อสรุปว่า ปัญหาอยู่ที่ลักษณะร่างกายของหลี่ลั่ว
ร่างกายเช่นนี้ ภายในร่างขาดอัตลักษณ์ ดังนั้นจึงยากที่จะดูดกลืนและกลั่นเกลาพลังงานฟ้าดินได้ การบำเพ็ญในอนาคตจะค่อนข้างยากลำบากเป็นพิเศษ
เมื่อผลลัพธ์นี้ออกมา ครูของตึกหนึ่งก็ได้ยื่นคำร้องต่อเบื้องบนของวิทยาลัยทันที ทำการลดขั้นของหลี่ลั่วจากตึกหนึ่งลงไปอยู่ตึกสองในตอนนี้แทน
อันที่จริงมันก็เป็นเรื่องปกติ อย่างไรเสียตึกหนึ่งก็เป็นสถานที่แห่งความภาคภูมิใจของวิทยาลัยหนานเฟิง ครูท่านนั้นย่อมไม่ต้องการให้หลี่ลั่วไปเป็นตัวถ่วง แน่นอนว่าสาเหตุที่สำคัญที่สุดคือ บิดามารดาของหลี่ลั่วในเวลานั้นได้หายสาบสูญไปนานมากแล้ว และเมื่อไร้ซึ่งเสาหลักทั้งสองท่านนี้ สถานการณ์ภายในอาณาจักรต้าเซี่ยของคฤหาสน์ลั่วหลานที่มีขุมพลังอ่อนแอที่สุดในบรรดาห้ามหาคฤหาสน์ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ จึงดูอึดอัดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
สุดท้ายหลี่ลั่วก็ตกลงมาอยู่ที่ตึกสอง
สวีซานเยว่แอบถอนหายใจ ตอนที่หลี่ลั่วเพิ่งมายังตึกสองใหม่ๆ นั้น จ้าวคั่วยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเลย แต่บัดนี้เวลาเพิ่งผ่านไปเพียงไม่ถึงครึ่งปี หลี่ลั่วก็เริ่มถูกจ้าวคั่วกดดันแล้ว
ด้วยความเร็วเช่นนี้ เกรงว่าครึ่งปีต่อจากนี้ อันดับของหลี่ลั่วในตึกสองคงจะลดต่ำลงไปอีกเป็นแน่
หากสุดท้ายแล้วหลี่ลั่วมีผลงานแค่นี้ละก็ เกรงว่าคงจะไร้วาสนากับวิทยาลัยระดับสูงที่ผู้คนต่างใฝ่ฝันอย่างวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงแล้ว
ระหว่างที่สวีซานเยว่มองดูหลี่ลั่วที่มีรูปร่างสมส่วนและใบหน้าอันหล่อเหลาที่มีสีหน้าสงบนิ่งนั้น เขาก็ยิ่งรู้สึกเสียดายมากกว่าเดิม อันที่จริงหนุ่มน้อยคนนี้เองก็พยายามอย่างมากแล้ว แต่เพราะเขามีบิดามารดาที่โดดเด่นและเก่งกาจมากเกินไป ทำให้คนรอบข้างต่างก็คาดหวังกับเขาไว้สูงมาก บัดนี้ บิดามารดาที่มากความสามารถ กลับกลายเป็นแรงกดดันสำหรับเขาไปแทน
อย่างไรเสียผู้คนก็เอาแต่พูดว่าบิดาพยัคฆ์แต่มีบุตรเป็นสุนัข แต่ไม่ได้ไปดูเบื้องลึกเบื้องหลังของเรื่องราวเลย
หลี่ลั่วที่ตกอยู่ใต้สายตาเสียดายของฝูงชนนั้น ก็ได้ปัดเศษไม้บนตัวทิ้งไป จากนั้นก็ไปนั่งขัดสมาธิลงข้างๆ เขาย่อมต้องรู้อยู่แล้วว่าในใจของฝูงชนตอนนี้กำลังคิดเรื่องอะไรกันอยู่
ไร้ลักษณ์…
มันเป็นการแสดงออกมาว่าอนาคตมืดบอดชัดๆ
แต่ว่า… หลี่ลั่วเบะปากเล็กน้อย ยื่นฝ่ามือไปลูบบริเวณท้องน้อยอย่างอดไม่ได้ อันที่จริงนอกจากตัวเขาเองแล้ว ไม่มีใครรู้เลยว่า ความพิเศษของเขาไม่ได้มีแค่เรื่องไร้ลักษณ์เท่านั้น
ผู้บำเพ็ญในโลกหล้า แรกเริ่มเดิมทีจะมีวิหารอัตลักษณ์กำเนิดขึ้นเพียงหนึ่งอัน และเมื่อก้าวขึ้นสู่ถานไถหลานในอนาคต ถึงจะมีวิหารอัตลักษณ์อันที่สองเกิดขึ้น และในยามที่ประดับยศราชัน ก็ถึงจะมีวิหารอัตลักษณ์อันที่สามเกิดขึ้น… แต่ถานไถหลานนั้น ในทั่วทั้งอาณาจักรต้าเซี่ยก็ยังมีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น ส่วนระดับราชัน แม้แต่ในอาณาจักรต้าเซี่ยอันแข็งแกร่งแห่งนี้ ก็ยังแทบไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย
แน่นอนว่าทุกเรื่องราวย่อมไม่มีอะไรตายตัว ร่ำลือว่าผู้ที่มีพรสวรรค์พิสดารนั้น ในยามที่พลังอัตลักษณ์ยกระดับขึ้น ก็มีโอกาสที่ต่ำสุดขีดที่จะมีวิหารอัตลักษณ์อันที่สองกำเนิดขึ้นมาก่อนที่จะก้าวขึ้นสู่ถานไถหลาน แต่เรื่องแบบนี้มันก็พบเจอได้น้อยสุดขีดเช่นกัน
ซึ่งความพิเศษของหลี่ลั่วอีกจุดหนึ่งก็อยู่ที่ตรงนี้เอง… แม้ตอนนี้เขาจะยังอยู่ในระดับแรกสุดอย่างระดับสิบตรา ทว่า… ภายในร่างกายของเขา กลับไม่ได้มีวิหารอัตลักษณ์อยู่แค่อันเดียว…
แต่เขามีมากถึงสามอันอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย!
ใช่แล้ว นี่เป็นสิ่งที่เดิมทีแล้วจะเกิดขึ้นได้ตอนก้าวขึ้นสู่ระดับราชันเท่านั้น แต่ตอนนี้มันกลับมาเกิดขึ้นกับหลี่ลั่วแล้ว
แต่ที่น่าโมโหคือ วิหารอัตลักษณ์ทั้งสามอันนี้ มันล้วนว่างเปล่า!
ดังนั้น หากว่าไร้ลักษณ์หนึ่งอันไม่มีอนาคต เช่นนั้นขอถามหน่อยว่า แล้วไร้ลักษณ์สามอัน มันจะถือว่ามีอนาคตหรือไม่มีอนาคตกันแน่?
หลี่ลั่วถอนหายใจออกมาหนึ่งคำ มีสีหน้าเศร้าสร้อยเล็กน้อย
ขณะที่หลี่ลั่วว้าวุ่นใจอยู่นั้น จ้าวคั่วก็เดินเข้ามานั่งข้าง ๆ เขา เอ่ยถามเสียงเบาว่า “ปัญหาเรื่องไร้ลักษณ์ของเจ้า ยังแก้ไม่ได้อีกหรือ?”
หลี่ลั่วได้ยินเช่นนั้นก็เพียงแค่ส่ายหน้าเล็กน้อย
จ้าวคั่วเห็นท่าทางของหลี่ลั่วแล้วก็ถอนหายใจออกมาเช่นกัน เขารู้ว่าตัวเองเหมือนจะถามคำถามไร้สาระออกไป อัตลักษณ์นั้นเป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด และเหมือนจะยังไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อนด้วยว่าจะสามารถเติมเข้าไปหลังกำเนิดได้
ปัญหาของหลี่ลั่วนั้น เห็นได้ว่าเป็นโจทย์ยากข้อใหญ่
ในขณะที่ทั้งสองสนทนากันอยู่ สวีซานเยว่ได้เดินเข้ามาในสนาม กล่าวให้กำลังใจหลี่ลั่วสองสามประโยค สุดท้ายจึงค่อยหันไปกล่าวกับนักศึกษาคนอื่นๆ ว่า “ทุกคน เริ่มตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป จะเป็นช่วงการสอบใหญ่ที่สำคัญที่สุดแล้ว พวกเจ้าจะได้เข้าสู่วิทยาลัยระดับสูงหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการสอบครั้งนี้แล้ว ดังนั้น ตั้งใจบำเพ็ญให้เต็มที่ล่ะ”
เมื่อเหล่านักศึกษาได้ยินเช่นนั้นก็แสดงสีหน้าจริงจังออกมา พวกเขาต่างพร่ำเพียรฝึกฝนมาเป็นเวลาหลายปี ก็เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสอบครั้งใหญ่ในเดือนหน้านี่เอง หากพวกเขาสามารถสอบเข้าเรียนในวิทยาลัยชั้นสูงได้ อนาคตของพวกเขาก็จะยิ่งเจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างก้าวกระโดด
หลังจากที่สวีซานเยว่พูดจบ ก็ประกาศเลิกเรียน
หลี่ลั่วกับจ้าวคั่วเองก็เดินออกจากสนามฝึกพร้อมกับนักศึกษาคนอื่นๆ
“ข้าจะไปฝึกฝนวิชาอัตลักษณ์เพิ่มอีกสักหน่อย วันนี้ข้าถูกเจ้ากระตุ้นเข้าให้แล้ว เจ้านี่มันร้ายกาจจริงๆ ถ้าพลังอัตลักษณ์ของเจ้าแข็งแกร่งกว่านี้อีกหน่อยละก็ ข้าคงถูกเจ้ากระทืบอยู่ฝ่ายเดียวแล้ว” จ้าวคั่วถอนหายใจออกมายาวเป็นพิเศษ ก่อนจะโบกมือลาหลี่ลั่วแล้วเดินจากไป
หลี่ลั่วมองตามหลังของจ้าวคั่วแล้วหัวเราะเบาๆ เขารู้ดีว่าจ้าวคั่วคงกลัวว่าผลการประลองเมื่อครู่จะกระทบกระเทือนจิตใจเขา จึงได้ขอแยกตัวออกไปก่อน
แต่กระนั้นเอง หลังจากเวลาผ่านมานานขนาดนี้ หลี่ลั่วก็ชินกับมันได้นานแล้ว
เขาเลื่อนสายตากลับมา เดินตามถนนเล็กๆ ที่ตัดผ่านป่า มุ่งหน้าออกสู่นอกวิทยาลัย
ระหว่างนั้น เขาได้พบเจอกับนักศึกษาหลายคน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ทุกคนล้วนจับจ้องสายตามามองที่เขา เพราะต่อให้ไม่นับเรื่องหน้าตาที่หล่อเหลาสง่างามของเขาแล้ว หลี่ลั่วก็ยังถือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในด้านแปลกของวิทยาลัยแห่งนี้คนหนึ่งเลยเหมือนกัน
กับสายตาเหล่านั้น หลี่ลั่วกลับแสดงท่าทีเฉยเมย เขาเดินตามถนนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงบริเวณหน้าประตูวิทยาลัยถึงได้หยุดเท้าลง
ที่นั่นมีผู้คนรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ กำลังส่งเสียงฮือฮาออกมา
จุดที่กลุ่มนักศึกษาเหล่านั้นกำลังล้อมรอบอยู่ เป็นกำแพงหินสีเขียว มันคือกำแพงเกียรติยศของวิทยาลัยหนานเฟิง จะบันทึกชื่อของอัจฉริยะทุกคนที่จบจากวิทยาลัยแห่งนี้ไปเอาไว้
กำแพงเกียรติยศนี้ นักศึกษาของวิทยาลัยหนานเฟิงต่างก็ได้เห็นมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ตามหลักแล้วพวกเขาควรจะรู้สึกเบื่อหน่ายกันได้แล้ว แต่ที่นี่กลับยังคงเป็นจุดที่คึกคักที่สุดเสมอ
หลี่ลั่วเม้มปากเล็กน้อย แน่นอนว่าเขาย่อมต้องรู้สาเหตุอยู่แล้ว เพราะคนส่วนใหญ่ที่มาที่นี่ ล้วนมาเพราะนาง
สายตาของหลี่ลั่วหันไปมองทางด้านบนของกำแพงเกียรติยศ ตรงนั้นมีศิลาผลึกแก้วอยู่ก้อนหนึ่ง มีประกายแสงหลายสายแผ่ออกมาจากในนั้น สุดท้ายก็ร้อยเรียงกันเป็นเงาร่างที่สูงเพรียวเรียวบาง อีกทั้งยังดูสมจริงราวกับมีชีวิต
นั่นคือเด็กสาวคนหนึ่ง นางสวมชุดเครื่องแบบของวิทยาลัยหนานเฟิง ท่อนบนเป็นชุดสีขาวอันเรียบง่ายบริสุทธิ์ แต่มีผ้าคลุมสั้นสีน้ำเงินสดใสคลุมทับอีกชั้น โบกสะบัดตามสายลม ท่อนล่างเป็นกระโปรงสั้นสีดำ ใต้กระโปรงนั้นเป็นท่อนขาอันเรียวยาวขาวเนียนจนสะท้อนแสงคู่หนึ่ง
นางมีใบหน้าที่งดงามสมบูรณ์แบบ ดั้งจมูกที่โด่งงาม ขนตาที่หนาและยาว ผิวขาวราวกับหิมะ แต่ถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะล้วนน่าชื่นชม ทว่าสิ่งที่ทำให้ผู้คนจดจำได้มากที่สุด คือดวงตาของนาง
เป็นดวงตาสีทองคู่หนึ่ง แผ่ความบริสุทธิ์ที่ยากจะบรรยายได้ออกมา หากจ้องมองนานเกินไป ก็ชวนให้รู้สึกกดดันอยู่บ้างเหมือนกัน
นางมีสีหน้าที่ค่อนข้างเย็นชา มองตรงไปทางด้านหน้า มือข้างหนึ่งเท้าเอวไว้ ส่วนอีกมือหนึ่งนั้นถือกระบี่หนักเล่มหนึ่ง ทันทีที่พบเห็น ทั้งความสง่างามทั้งความดุดันแข็งกร้าวนั้นก็ได้ถาโถมเข้าใส่หน้าทันที
นี่คือเด็กสาวที่ไม่ว่าจะรูปลักษณ์หรือบุคลิก ก็ล้วนทำให้ผู้คนใจเต้นได้ทั้งสิ้น
บนกำแพงด้านหลังเงาร่างของนาง มีชื่อของนางสลักเอาไว้
เจียงชิงเอ๋อร์ เพชรเม็ดงามอันเจิดจรัสที่จบออกจากวิทยาลัยหนานเฟิงไป ด้วยลักษณ์แสงสว่างระดับเก้าและความร้ายกาจของพรสวรรค์นาง ก็ทำให้ผู้คนทั่วทั้งแคว้นต้าเซี่ยยังต้องตกตะลึง
เพียงแค่สองปีหลังจากเข้าเรียน ยังไม่ทันได้ทำการสอบใหญ่เลื่อนชั้น ก็ถูกวิทยาลัยระดับสูงอย่างเช่นวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงรับเลือกโดยตรงเป็นกรณีพิเศษ กลายเป็นคนแรกในรอบร้อยปีของมณฑลเทียนสู่ที่ได้รับเกียรติเช่นนี้
นางได้กลายเป็นตำนานของวิทยาลัยระดับกลางหนานเฟิงไปแล้ว นักศึกษาจำนวนนับไม่ถ้วนที่เข้ามาใหม่หลังจากนั้นล้วนแล้วแต่แหงนมองนางจากที่นี่ ซึ่งตัวนางในตอนนี้ก็ถึงกับมีชื่อเสียงในทั่วทั้งอาณาจักรต้าเซี่ยแล้ว
หลี่ลั่วจ้องมองไปที่เงาร่างของเจียงชิงเอ๋อร์เช่นกัน จากนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงสายตาจำนวนหนึ่งที่มองมาที่ตัวเขาจากรอบข้าง นักศึกษาเหล่านั้น ไม่ว่าจะชายหรือหญิง ตอนนี้ล้วนแล้วแต่มองเขาด้วยสายตาที่แฝงไว้ด้วยความเจ็บใจ อิจฉา และประหลาดใจ
กับสายตาเหล่านี้ หลี่ลั่วยังคงเมินเฉยเหมือนเคย เขารู้ดีว่าต้นเหตุของสายตาเหล่านี้คืออะไร
เป็นเพราะเจียงชิงเอ๋อร์
ผู้ที่เป็นดั่งเทพธิดาสำหรับเหล่านักศึกษาทุกคนในวิทยาลัยหนานเฟิงไม่ว่าชายหรือหญิงคนนี้ มิเพียงแต่เป็นคนที่ถูกบิดามารดาของเขารับเป็นศิษย์ตั้งแต่เล็กๆ อีกทั้งยัง… หมั้นหมายกับเขาไว้แล้วด้วย
พูดให้ชัดๆ เลยก็คือ เจียงชิงเอ๋อร์นั้นเป็นคู่หมั้นของเขา
-------------------------------------
[1] จุดเชี่ยวเสวีย จุดฝังเข็มตามหลักแพทย์แผนจีน
บทที่ 2 คู่หมั้นที่ไม่อยากถอนหมั้น
ในความทรงจำของหลี่ลั่ว ครั้งแรกที่เขาได้พบกับเจียงชิงเอ๋อร์นั้นน่าจะเป็นตอนที่เขามีอายุราวสามขวบ
ครั้งนั้นบิดามารดาของเขาเหมือนว่าจะออกเดินทางไปไกลอย่างมาก หลังจากกลับมาแล้ว ก็ได้พาเจียงชิงเอ๋อร์ที่ตอนนั้นน่าจะอายุราวๆ ห้าขวบกลับมาด้วย
ต่อมา พวกเขาก็รับเจียงชิงเอ๋อร์เป็นศิษย์
หากมองจากมุมนี้แล้ว หลี่ลั่วกับเจียงชิงเอ๋อร์ถือเป็นคู่รักที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กอย่างแท้จริง อีกทั้งบิดามารดาเขาก็ยังรักใคร่เอ็นดูนางสุดขีดอีกด้วย
ทว่าความสัมพันธ์ในวัยเด็กของหลี่ลั่วและเจียงชิงเอ๋อร์นั้นค่อนข้างซับซ้อน เพราะเจียงชิงเอ๋อร์นั้นโดดเด่นมากเกินไปตั้งแต่เด็ก รวมกับที่นางอายุมากกว่าหลี่ลั่วสองปี ดังนั้นเมื่อทั้งสองทะเลาะกันในวัยเด็ก ก็มักจะจบลงที่หลี่ลั่วถูกเจียงชิงเอ๋อร์กดลงบนพื้นอย่างเย็นชาแล้วอัดจนอ่วมอยู่ร่ำไป
นับเป็นฝันร้ายโดยแท้!
ส่วนสาเหตุที่เจียงชิงเอ๋อร์กลายมาเป็นคู่หมั้นของเขานั้น ว่ากันว่าเป็นตอนที่นางอายุได้ราวสิบขวบ ตอนนั้นพ่อเขาดื่มสุรามากเกินไปจนละเมอกล่าวออกมาว่า หากเสี่ยวเอ๋อร์เป็นสะใภ้ของบ้านเราคงจะดีไม่น้อยเลยนะ
จากนั้นในวันต่อมา เจียงชิงเอ๋อร์วัยสิบขวบก็ได้เขียนสัญญาหมั้นฉบับหนึ่งขึ้นมาด้วยมือตัวเอง ก่อนจะนำไปมอบให้พ่อของเขาที่ตกใจจนเบิกตาโตอ้าปากค้าง
ครั้งนั้น พ่อได้ถูกแม่ที่รีบบึ่งกลับมาบ้านอัดจนเกือบเอ๋อไปเลย
ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ตัวเขาที่ยืนหัวเราะอยู่ข้างๆ ยังพลอยถูกลูกหลงไปด้วย ถูกแม่ที่กำลังเดือดดาลอัดไปด้วยอีกชุดใหญ่
จากนั้นแม่ก็ให้เจียงชิงเอ๋อร์เก็บสัญญาหมั้นกลับไป แต่ไม่ว่าใครก็คาดไม่ถึงเลยว่า นางจะแสดงความดื้อรั้นเกินความคาดหมายออกมา นางเพียงคุกเข่าอยู่ต่อหน้าพ่อแม่ของเขาอย่างเงียบงัน
สุดท้าย พ่อแม่เขาที่จนปัญญาก็ได้แต่ปล่อยนางทำตามใจ แต่สัญญาหมั้นฉบับนั้นได้ถูกพวกเขาเก็บไว้ จากนั้นก็ไม่เคยเอ่ยถึงมันอีกเลย ราวกับว่ามันไม่เคยมีอยู่ก็ไม่ปาน
เรื่องนี้จึงค่อยๆ เงียบหายไปตามกาลเวลา กระทั่งตัวหลี่ลั่วเองก็ลืมเรื่องนี้ไปแล้ว
แต่เมื่อไม่กี่ปีก่อน ตอนที่เจียงชิงเอ๋อร์ยังอยู่ที่วิทยาลัยหนานเฟิง เพราะมีอยู่คนหนึ่งที่มาตามจีบนางอย่างบ้าคลั่งและไม่ลดละ สุดท้ายนางจึงได้เปิดเผยเรื่องที่นางหมั้นหมายกับหลี่ลั่วเอาไว้แล้วออกมาตรงๆ
เรื่องนี้ได้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งมณฑลเทียนสู่ในตอนนั้นเลย
โชคดีที่ตอนนั้นหลี่ลั่วยังไม่ได้เข้าเรียนในวิทยาลัยหนานเฟิง มิฉะนั้นเขาคงถูกคนรุมประชาทัณฑ์อย่างแน่นอน แต่ถึงแม้เรื่องนี้จะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็ยังทำให้หลี่ลั่วที่อยู่ในวิทยาลัยหนานเฟิงตอนนี้สัมผัสได้ถึงเสน่ห์ของเจียงชิงเอ๋อร์อย่างลึกซึ้ง
“พ่อ พ่อหาเรื่องทิ้งไว้ให้ลูกไม่น้อยเลยจริงๆ นะ” หลี่ลั่วแอบถอนหายใจ
“นี่หลี่ลั่ว เจ้าชอบมาหยุดอยู่ที่นี่ทุกวัน หรือว่าเจ้าจะชอบถูกคนอื่นมองด้วยสายตาอิจฉามากขนาดนั้นเลย?” ในตอนที่หลี่ลั่วกำลังแอบถอนหายใจอยู่นั้น อยู่ๆ ก็มีเสียงของเด็กสาวคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
เมื่อหลี่ลั่วหันกลับไปมอง ก็เห็นสาวน้อยหน้าตาน่ารักคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลัง นางมีผมยาวประบ่า ถึงแม้ว่าหน้าตาจะไม่งดงามเท่าเจียงชิงเอ๋อร์ แต่ก็นับว่าเป็นหญิงงามคนหนึ่งเลยเหมือนกัน ชุดนักศึกษาที่รัดรูปเผยให้เห็นทรวดทรงองเอวอันงดงามสมส่วน มีส่วนโค้งเว้า
ซึ่งตอนนี้ สาวน้อยก็กำลังยืนกอดอก มองหลี่ลั่วด้วยสายตาเย้ยหยันเล็กน้อย
แต่กับสายตาของนาง หลี่ลั่วกลับมีสีหน้าค่อนข้างสงบ สาวน้อยตรงหน้าชื่อตี้ฝ่าฉิง เป็นนักศึกษาของตึกหนึ่ง และก็ถือเป็นอีกหนึ่งดอกไม้งามของวิทยาลัยหนานเฟิงด้วยเช่นกัน อีกทั้งนางยังมาจากตระกูลตี้ฝ่า หนึ่งในสามตระกูลใหญ่ของมณฑลเทียนสู่อีกด้วย
ตี้ฝ่าฉิงไม่ได้มีความแค้นอะไรกับหลี่ลั่ว ทว่า นางเป็นผู้คลั่งไคล้เจียงชิงเอ๋อร์ อีกทั้งยังคลั่งไคล้จนบ้าคลั่งและสูญเสียเหตุผลไปเลยด้วย
ในสายตาของนาง เจียงชิงเอ๋อร์นั้นงดงามไร้ที่ติราวกับเทพธิดาบนสวรรค์ ไม่มีบุรุษใดในโลกนี้คู่ควรกับนาง แน่นอนว่าย่อมต้องนับรวมหลี่ลั่วไปด้วย
ถึงแม้ว่าตี้ฝ่าฉิงจะยอมรับว่าหลี่ลั่วนั้นมีหน้าตาหล่อเหลาอยู่ในระดับบนสุด แต่นางกลับคิดว่าการมองเพียงรูปลักษณ์ภายนอกนั้นมันตื้นเขินเกินไป
ตัวตนระดับเจียงชิงเอ๋อร์ มีเพียงผู้ที่โดดเด่นทั้งภายในและภายนอกเท่านั้นถึงจะคู่ควร
ส่วนหลี่ลั่วที่อาศัยบารมีของบิดามารดา ใช้เล่ห์เหลี่ยมอะไรบางอย่างจนได้หมั้นหมายกับเจียงชิงเอ๋อร์นั้น ในสายตาของตี้ฝ่าฉิงแล้ว มันถือเป็นการดูหมิ่นเทพธิดาในดวงใจของนาง
ดังนั้น นับตั้งแต่ที่หลี่ลั่วเข้าเรียนในวิทยาลัยหนานเฟิง ทันทีที่ได้พบเจอกับตี้ฝ่าฉิง เขาจะต้องถูกเยาะเย้ยถากถางทุกครั้งไป จากนั้นก็จะถูกถามคำถามเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“หลี่ลั่ว เมื่อไรเจ้าถึงจะถอนหมั้นกับรุ่นพี่เจียง?”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ที่ถูกถามซ้ำมาไม่รู้กี่ครั้งแล้วตามที่คาดไว้ แม้แต่หลี่ลั่วก็ยังต้องยกมือขึ้นมานวดระหว่างคิ้วอย่างอดไม่ได้ กล่าวอย่างหงุดหงิดว่า “ไม่ใช่เรื่องของเจ้า”
เมื่อนกล่าวจบเขาก็หันหลังเดินจากไปเลย
เมื่อเห็นดังนั้น ใบหน้าของตี้ฝ่าฉิงก็แดงก่ำด้วยความโกรธทันที รีบตามหลี่ลั่วไปอย่างไม่ลดละพร้อมกล่าว “หลี่ลั่ว คางคกอย่างเจ้าริอ่านคิดกินเนื้อห่านฟ้าจริงหรือ?”
แต่หลี่ลั่วกลับยังคงไม่สนใจแม้แต่น้อย ทำให้นางโกรธจนหน้าตาบึ้งตึง รีบเร่งฝีเท้าตามไปกล่าวต่อ “หลี่ลั่ว หากเจ้าไม่ถอนหมั้น คนที่จะเดือดร้อนมีแต่เจ้าเท่านั้น รุ่นพี่เจียงยิ่งโดดเด่นมากเท่าใด เจ้าก็ยิ่งเดือดร้อนมากเท่านั้น พ่อแม่ของเจ้าหายสาบสูญไปหลายปี แม้แต่คฤหาสน์ลั่วหลานของพวกเจ้าในตอนนี้ก็เริ่มสั่นคลอนแล้ว ตำแหน่งคุณชายน้อยของเจ้าไม่มีอำนาจอะไรอีกแล้วนะ”
“เจ้าไม่รู้หรอกว่า ในอาณาจักรต้าเซี่ยตอนนี้มีอัจฉริยะหนุ่มที่มีภูมิหลังแข็งแกร่งและพรสวรรค์สูงล้ำมากมายเพียงใดที่หมายปองรุ่นพี่เจียง”
“เจ้าไม่ควรเอาบุญคุณที่พ่อแม่ของเจ้าเคยช่วยเหลือรุ่นพี่เจียงไว้มาบังคับให้นางตอบแทนเจ้าด้วยวิธีการเช่นนี้!”
“หลี่ลั่ว ถ้าเจ้าไม่ถอนหมั้นกับรุ่นพี่เจียง อย่าว่าแต่ที่อื่นเลย ลำพังแค่ในวิทยาลัยหนานเฟิงก็มีคนจะหาเรื่องเจ้าแล้ว”
ในที่สุดหลี่ลั่วก็หยุดเท้าลงกล่าว “เห? ใครจะหาเรื่องข้า?”
ตี้ฝ่าฉิงแค่นเสียงเย็นชากล่าว “เป่ยคุนจากตระกูลเป่ย เจ้าน่าจะรู้จักดีสินะ เขาได้ประกาศออกมาแล้ว หวังว่าเจ้าจะไม่ใช้ฐานะของตัวเองไปฉวยโอกาสตีสนิทรุ่นพี่เจียง นอกจากนี้ เขายังให้เจ้าไปพูดคุยกับเขาที่หอชิงเฟิงในอีกสองวันด้วย”
หลี่ลั่วหัวเราะกล่าว “ต้องรู้จักอยู่แล้ว เมื่อก่อนมันชอบมาประจบข้าเป็นประจำเลยละ”
ตอนที่บิดามารดาของเขายังอยู่ อิทธิพลของคฤหาสน์ลั่วหลานในมณฑลเทียนสู่นั้นไม่ด้อยไปกว่าจวนเจ้าเมืองเลยด้วยซ้ำ ส่วนเป่ยคุนผู้นี้ก็มักจะมาหาเขาอยู่บ่อยๆ แต่ใครจะไปคิดว่า หลังจากเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นกับคฤหาสน์ลั่วหลานในอีกหลายปีต่อมา คนที่เคยอยากจะคบหาเป็นสหายกับเขาอย่างมาก มันกลับกลายเป็นคนแรกที่คิดจะหาเรื่องเขาแทนแล้ว?
ก่อนหน้านี้ เรื่องที่เป่ยคุนชอบทำมากที่สุดคือจัดงานเลี้ยงที่หอชิงเฟิง แล้วเชิญเขาไปร่วมงานอย่างสุภาพและกระตือรือร้น แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่ามันอยากให้เขาเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงที่นั่นแล้วเชิญมันแทน? คนผู้นี้ ช่างตรงไปตรงมาเสียจริง!
ตี้ฝ่าฉิงกล่าว “หลี่ลั่ว เจ้าอย่าไปคิดว่าคนอื่นน่าขันนักเลย ความเป็นจริงมันก็เช่นนี้แหละ ยามที่ตระกูลของเจ้ารุ่งเรือง ย่อมมีคนมาประจบประแจงเจ้า บัดนี้คฤหาสน์ลั่วหลานของเจ้าสูญเสียอำนาจแล้ว เช่นนั้นผู้ใดจะให้เกียรติเจ้าอีก? อย่างไรเสียเกียรติศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายของเจ้าก่อนหน้านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่พ่อแม่เจ้าสร้างขึ้นมา ไม่ใช่เจ้าเสียหน่อย”
หลี่ลั่วพยักหน้าเห็นด้วย “สิ่งที่เจ้าพูดมามันก็มีเหตุผล”
ความไม่แน่นอนของมิตรภาพและความเย็นชาของโลก หลี่ลั่วได้สัมผัสด้วยตัวเองอย่างชัดเจนมาตลอดสองปีนี้แล้ว
ดังนั้นเขาจึงไม่ได้พูดอะไรมาก เร่งฝีเท้าเดินออกจากวิทยาลัยไป
ส่วนตี้ฝ่าฉิงก็ยังคงตามเขาไปอย่างไม่ลดละ ยังคงพูดไม่หยุดตลอดทาง จุดประสงค์ของคำพูดเหล่านั้นก็คือหวังให้หลี่ลั่วคืนอิสรภาพให้แก่เจียงชิงเอ๋อร์
หลี่ลั่วรู้ดีว่าวิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับคนแบบนี้ก็คือการเมินเฉย ดังนั้นเขาจึงไม่สนใจแม้แต่น้อย เดินผ่านทางเดินหลายสาย ในที่สุดก็ออกมาจากวิทยาลัย
ในตอนที่เขาก้าวออกมาจากวิทยาลัยแล้วนั่นเอง อยู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าเสียงรอบข้างเงียบลง แม้แต่ตี้ฝ่าฉิงที่ตามราวีเหมือนแมลงวันมาตลอดก็เงียบเสียงลงราวกับถูกบีบคอก็ไม่ปาน
หลี่ลั่วหันไปมองนางแวบหนึ่ง พบว่าใบหน้าของตี้ฝ่าฉิงแดงก่ำ มองไปยังบันไดหินด้านล่างของวิทยาลัยด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น
เมื่อหลี่ลั่วมองตามสายตาของนางไป ก็เห็นรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่ที่ด้านหน้าบันได รถม้าคันนั้นดูเก่าแก่แต่หรูหรา มีสัตว์อสูรสิงห์อาชาที่มีร่างกายอันกำยำสีแดงเข้มสี่ตัวกำลังลากรถม้า บนส่วนห้องโดยสารของรถม้ามีตราสัญลักษณ์ที่เขารู้จักดีอยู่ด้วย เป็นตราสัญลักษณ์ของคฤหาสน์ลั่วหลานนั่นเอง
ซึ่งสิ่งที่ทำให้ใบหน้าของตี้ฝ่าฉิงแดงก่ำ และทำให้เหล่านักศึกษารอบข้างตื่นเต้น แน่นอนว่าไม่ใช่แค่รถม้าของคฤหาสน์ลั่วหลานอยู่แล้ว แต่เป็นเด็กสาวที่ยืนอยู่ข้างหน้ารถม้าต่างหาก
เด็กสาวรวบผมเป็นหางม้าอย่างลวกๆ ใบหน้าที่งดงามแต่เฉยชานั้น ได้สะท้อนแสงอันน่าหลงใหลออกมาใต้ดวงตะวันยามโพล้เพล้ นางสวมผ้าคลุมสั้นสีน้ำเงินเข้ม รองเท้าทรงยาวอันเรียวบาง ใต้กระโปรงเผยให้เห็นท่อนขาอันเรียวยาวและขาวเนียนจนทำเอาผู้พบเห็นต้องกลืนน้ำลาย
แน่นอนว่าสิ่งที่สะดุดตามากที่สุดก็ยังคงเป็นดวงตาสีทองคู่หนึ่งที่เปล่งประกายบริสุทธิ์ราวกับดวงอาทิตย์อันเรืองรอง
นั่นคือ…เจียงชิงเอ๋อร์?!
ด้านนอกวิทยาลัยเกิดความโกลาหลขึ้นเล็กน้อย นักศึกษาหลายคนล้วนจ้องมองไปทางเงาร่างเรียวบางนั่นด้วยแววตาตื่นเต้น พวกเขาไม่คิดเลยว่าวันนี้จะได้เห็นตำนานที่จบออกจากวิทยาลัยหนานเฟิงผู้นี้ด้วย
หลี่ลั่วเดินลงบันไดหินท่ามกลางสายตาอันเดือดพล่านและร้อนแรง มาหยุดอยู่ตรงหน้าเจียงชิงเอ๋อร์ กล่าวด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย “พี่ชิงเอ๋อร์ พี่กลับมานครหนานเฟิงตั้งแต่เมื่อไร?”
ถึงแม้ว่าคฤหาสน์ลั่วหลานจะก่อตั้งขึ้นในนครหนานเฟิง แต่หลังจากที่กลายเป็นหนึ่งในห้ามหาคฤหาสน์ของอาณาจักรต้าเซี่ยแล้ว ก็ได้ย้ายสำนักงานใหญ่ไปอยู่ที่เมืองหลวงของอาณาจักรต้าเซี่ย นครต้าเซี่ยแล้ว
หลังจากเจียงชิงเอ๋อร์เข้าเรียนในวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงที่เป็นวิทยาลัยระดับสูงสุดของอาณาจักรต้าเซี่ยแล้ว นางก็เดินทางไปยังนครต้าเซี่ยด้วยเช่นกัน เมื่อรวมกับที่นางต้องคอยดูแลคฤหาสน์ลั่วหลานในช่วงสองปีนี้ด้วย นางจึงแทบไม่ได้กลับมายังนครหนานเฟิงอีกเลย หลี่ลั่วเองก็ไม่ได้พบนางมานานแล้วเช่นกัน
เจียงชิงเอ๋อร์มองหลี่ลั่วแวบหนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงเรียบ “พรุ่งนี้เป็นวันเกิดครบรอบสิบเจ็ดปีของเจ้า นอกจากนี้ ทางคฤหาสน์ลั่วหลานก็มีเรื่องสำคัญที่จะต้องมาหารือกันที่นี่ในวันพรุ่งนี้ด้วย”
“ข้าเพิ่งมาถึงนครหนานเฟิงพอดี จึงแวะมารับเจ้ากลับบ้านด้วยเลย”
น้ำเสียงของนางไพเราะมาก แม้เย็นชาแต่ใสกังวาน ราวกับเสียงน้ำพุในหุบเขาลึกกระทบกับหยกก็ไม่ปาน
หลี่ลั่วพยักหน้า เขาไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับท่าทีเช่นนี้ของเจียงชิงเอ๋อร์แต่อย่างใด เพราะเขาคุ้นเคยกับนางมานานแล้ว รู้ว่านางเป็นคนแบบนี้
“เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ” เขากล่าว เจียงชิงเอ๋อร์ได้รับความนิยมมากในวิทยาลัยหนานเฟิง เพียงยืนอยู่ที่นี่ก็ทำให้เขารู้สึกได้ถึงสายตาที่เฉียบคมราวกับคมมีดที่แผดพุ่งมาจากรอบด้านแล้ว
เจียงชิงเอ๋อร์พยักหน้าเล็กน้อย แต่นางไม่ได้หันหลังกลับไปทันที แต่หันไปมองตี้ฝ่าฉิงที่ยืนทำหน้าตื่นเต้นอยู่ด้านหลังหลี่ลั่ว “เจ้าชื่อตี้ฝ่าฉิงใช่ไหม?”
ตี้ฝ่าฉิงพยักหน้าอย่างตื้นตัน กล่าวด้วยใบหน้าแดงก่ำ “รุ่นพี่เจียง ท่านยังจำข้าได้ด้วยหรือ?”
เจียงชิงเอ๋อร์กล่าวอย่างสงบว่า “ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่มารบกวนหลี่ลั่วอีก มิฉะนั้น ข้าอาจจะ ‘ดูแล’ พี่ชายของเจ้าที่อยู่ในวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงเป็นพิเศษก็ได้”
สีหน้าตื่นเต้นบนใบหน้าของตี้ฝ่าฉิงพลันแข็งค้างไปในทันที หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ภายใต้การจับจ้องจากดวงตาสีทองบริสุทธิ์ของเจียงชิงเอ๋อร์คู่นั้น นางก็ได้แต่พยักหน้าอย่างหวาดกลัว ไม่หลงเหลือความเย่อหยิ่งที่เคยแสดงต่อหน้าหลี่ลั่วแม้แต่น้อย
หลังจากกล่าวจบ เจียงชิงเอ๋อร์จึงหันหลังกลับ ผ้าคลุมสีน้ำเงินเข้มสะบัดอย่างแผ่วเบาก่อนจะขึ้นรถม้าไปพร้อมกับหลี่ลั่ว จากนั้นสัตว์อสูรสิงห์อาชาก็แผดเสียงคำรามเสียงดังก่อนจะวิ่งตะบึงจากไป
ส่วนตี้ฝ่าฉิงก็มองตามรถม้าไปติดๆ หลังจากผ่านไปนานพอสมควรแล้ว นางถึงได้นวดใบหน้าของตัวเองด้วยสีหน้าลุ่มหลง
“รุ่นพี่เจียง… เท่มากจริงๆ ข้ารักท่านเหลือเกิน!”
บทที่ 3 คู่หมั้นที่ต้องการถอนหมั้น
สิงห์อาชาทั้งสี่ตัวลากรถม้าวิ่งไปตามถนนอันกว้างใหญ่ของนครหนานเฟิงอย่างมั่นคง อาคารบ้านเรือนสองข้างทางเลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ภายในห้องโดยสารของรถม้านั้นกว้างขวาง อบอุ่น และสะดวกสบาย หลี่ลั่วและเจียงชิงเอ๋อร์นั่งอยู่คนละด้านของโต๊ะน้ำชา
ทั้งสองไม่ได้พูดคุยกันมากนัก หลี่ลั่วนั่งหลับตาทำสมาธิทันทีที่ขึ้นรถม้า ส่วนเจียงชิงเอ๋อร์ก็เปิดหนังสือขึ้นมาอ่านอย่างจริงจัง แสงแดดส่องผ่านช่องหน้าต่างของรถม้าเข้ามา ตกกระทบใบหน้าที่งดงามราวกับหยกของนาง ทำให้ใบหน้าของนางดูเปล่งประกายแวววาวยิ่งกว่าเดิม
ความเงียบดำเนินไปเป็นเวลานาน ขนตาอันเรียวยาวและหนาชัดของเจียงชิงเอ๋อร์พลันขยับขึ้นมาเล็กน้อย จากนั้นนางก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาสีทองจ้องมองมาที่หลี่ลั่ว “ดูท่าคำพูดที่ข้าเคยพูดไว้ที่วิทยาลัยหนานเฟิงเมื่อหลายปีก่อน จะสร้างปัญหาให้เจ้าเล็กน้อยสินะ”
“ข้าขอโทษ”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่ลั่วจึงลืมตาขึ้น เขามองไปยังใบหน้าที่ทั้งงดงามแต่ก็ไม่อาจปิดบังความดุดันแข็งกร้าวไว้ได้ตรงหน้า ยิ้มกล่าวว่า “คำขอโทษนี้ข้าไม่เห็นความจริงใจเลยสักนิด”
“หากพี่จริงใจละก็ พี่ต้องอนุญาตให้ข้าถอนหมั้น”
เจียงชิงเอ๋อร์พลิกหน้าหนังสือต่ออย่างไม่ใส่ใจพร้อมกล่าวว่า “หรือว่านี่ก็คือการถอนหมั้นในตำนานหรือ? แต่ตามบทแล้ว คนที่ควรจะพูดเรื่องนี้ขึ้นมาก่อนควรเป็นข้ามิใช่หรือ? เจ้าจำตำแหน่งผิดไปหรือเปล่า?”
กับมุกตลกอันเย็นเยียบของนาง ทำเอาหลี่ลั่วยิ้มไม่ออกร้องไห้ไม่ได้
เจียงชิงเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น มองหลี่ลั่วครู่หนึ่งแล้วกล่าวเสียงเรียบ “ทำไม? กลัวว่าสัญญาหมั้นหมายนี้จะทำให้เจ้าเดือดร้อนมากขึ้นหรือ?”
หลี่ลั่วนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้ากล่าว “ข้ากลัวว่ามันจะเป็นการผูกมัดพี่ พี่เป็นผู้หญิง ทำไมต้องมาแบกรับสัญญาหมั้นหมายที่ไม่จำเป็นเช่นนี้เอาไว้ด้วย? พี่เองก็รู้นี่ว่าการหมั้นหมายครั้งนี้มันเกิดขึ้นมาอย่างไร พ่อข้าถูกแม่ข้าตีไปกี่ครั้งแล้วเพราะเรื่องนี้?”
“เรื่องที่ท่านพ่อทำมันเหลวไหล อันที่จริงข้าก็คิดว่าสมควรถูกตีแล้วเหมือนกัน แต่ทำไมทุกครั้งที่แม่ข้าตีพ่อข้า ข้าถึงต้องโดนตีไปด้วยเล่า?!”
ยิ่งพูดไป หลี่ลั่วก็ยิ่งแสดงสีหน้าขุ่นเคือง
เมื่อนึกถึงภาพของสตรีผู้สูงสง่าที่อ่อนโยนต่อตนอย่างมาก แต่กลับยืนเท้าเอวคิ้วขมวด ลากบุรุษสองคนในบ้านทั้งคนโตและคนเล็กไปอัดจนน่วมแล้ว แม้แต่เจียงชิงเอ๋อร์ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มบางๆ ตรงมุมปาก แต่เพียงครู่เดียวก็กลับเป็นเหมือนเดิม
“ข้าไม่กลัว” นางส่ายหน้า
หลี่ลั่วกล่าวด้วยความปวดหัว “แล้วหากในอนาคตพี่ได้พบคนที่ชอบเล่า? พี่ทำซี้ซั้วแบบนี้มันไม่ถูกต้อง”
เจียงชิงเอ๋อร์ยิ้มบางๆ “ข้าอาจจะไม่พบก็ได้ ข้าตั้งหลักเกณฑ์ไว้สูงมาก อีกทั้งเราสองต่างก็หมั้นหมายกันแล้วด้วย ข้าเองก็ไม่มีทางไปสนใจคนอื่นอยู่แล้ว”
หลี่ลั่วจ้องมองเจียงชิงเอ๋อร์ กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เริ่มมีความโกรธเคือง “เจียงชิงเอ๋อร์ เจ้าคิดอะไรอยู่? ข้ารู้ว่าพ่อแม่ข้าดีกับเจ้ามาก เจ้าเองก็รู้สึกขอบคุณพวกเขามากเช่นกัน แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องแสดงความขอบคุณด้วยวิธีการเช่นนี้ เจ้าคิดว่าข้าเป็นอะไร? เป็นเครื่องมือให้เจ้าใช้แสดงความขอบคุณงั้นหรือ?”
“การหมั้นหมายครั้งนี้ เจ้าตกลง แล้วข้าเคยตกลงด้วยหรือ?”
การระเบิดอารมณ์ของหลี่ลั่วทำให้เจียงชิงเอ๋อร์ชะงักไปด้วยเช่นกัน นางจ้องมองใบหน้าของเขาด้วยดวงตาสีทองบริสุทธิ์ เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลงเล็กน้อย “ขอโทษ เรื่องนี้ข้าไม่ได้คำนึงถึงความรู้สึกของเจ้าจริงๆ”
หลี่ลั่วเห็นเช่นนั้นก็กล่าว “ถ้าอย่างนั้น สัญญาหมั้นหมายนี้…”
“แต่…”
เจียงชิงเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น มองหลี่ลั่วอย่างจริงจัง “เจ้าเองก็น่าจะรู้นะว่ากฎของบ้านเราเป็นอย่างไร หากทั้งสองฝ่ายมีความคิดเห็นไม่ลงรอย เช่นนั้นก็ต้องต่อสู้กันก่อน จากนั้นผู้ชนะถึงมีสิทธิ์ตัดสินผล”
กฎนี้เป็นกฎที่แม่ของหลี่ลั่วตั้งขึ้น หลายปีมานี้ กฎนี้ใช้ได้กับทุกเรื่องในบ้าน ดังนั้นทุกครั้งที่นางมีความเห็นไม่ตรงกันกับพ่อของหลี่ลั่ว นางก็จะพับแขนเสื้อขึ้น แล้วลากพ่อของเขาเข้าไปในห้องฝึกทันที
“ดังนั้น หากเจ้าไม่พอใจกับสัญญาหมั้นหมายขนาดนั้น เอาไว้หลังจากกลับถึงบ้านแล้วพวกเราค่อยเข้าห้องฝึกไปทำตามกฎก็แล้วกัน” เจียงชิงเอ๋อร์กล่าว
สีหน้าของหลี่ลั่วแข็งค้างไปทันที จากนั้นก็มีสีหน้าสับสนรวนเร สุดท้ายเขาก็กัดฟัน ชี้นิ้วใส่เจียงชิงเอ๋อร์แล้วกล่าวด้วยความคับแค้นใจ “เจียงชิงเอ๋อร์ เจ้าจะมากเกินไปแล้วนะ ตอนนี้ข้าเป็นแค่นักศึกษาเริ่มต้นระดับสิบตรา จะไปสู้กับขุนพลปฐพีฆาตอย่างเจ้าได้อย่างไร?!”
การบำเพ็ญของเผ่ามนุษย์ หลังจากเปิดวิหารอัตลักษณ์แล้ว ก็จะเข้าช่วงสร้างรากฐานอย่างระดับสิบตรา หลังจากระดับสิบตราก็จะเป็นระดับลักษณาจารย์ แต่การบำเพ็ญที่แท้จริงนั้นจะเริ่มต้นขึ้นหลังจากระดับลักษณาจารย์ขึ้นไปต่างหาก
หลังจากระดับลักษณาจารย์ จะเป็นสามระดับใหญ่
คือขุนพล ขุนนาง ราชัน
ขุนนางกับราชันนั้นยังอีกไกลเกินไป ส่วนขั้นขุนพลนั้นจะแบ่งออกเป็นสองช่วงบนล่าง ช่วงบนคือระดับขุนพลสวรรค์ และช่วงล่างคือขุนพลโลกันตร์ ส่วนเจียงชิงเอ๋อร์นั้นอยู่ในระดับขุนพลโลกันตร์
การที่สามารถไปถึงระดับขุนพลโลกันตร์ได้ด้วยอายุเช่นนี้ พรสวรรค์ในการบำเพ็ญของเจียงชิงเอ๋อร์นั้น สามารถสร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้คนนับไม่ถ้วนได้อย่างแน่นอน บางคนถึงกับคาดเดาว่า สถิติผู้ประดับยศขุนนางที่อายุน้อยที่สุดของอาณาจักรต้าเซี่ย เกรงว่าอาจถูกทำลายโดยนางก็เป็นได้
แต่ตอนนี้ เจียงชิงเอ๋อร์ที่อยู่ในระดับขุนพลโลกันตร์กลับบอกให้หลี่ลั่วที่อยู่ในระดับสิบตรามาสู้กับนาง…
หลี่ลั่วกลัวจริงๆ ว่าหากนางควบคุมพลังไม่ได้ อาจจะฟาดเขาตายได้ในฝ่ามือเดียว
เจียงชิงเอ๋อร์เก็บหนังสือบนโต๊ะ กล่าวด้วยท่าทางเสียดายเล็กน้อย “ดูท่าเจ้าจะไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้ เช่นนั้นก็ช่วยไม่ได้แล้วละ”
หลี่ลั่วรู้สึกจนใจ เขาทรุดตัวไปพิงหน้าต่างรถม้า แต่สายตากลับจ้องมองไปที่ใบหน้าอันงดงามเปล่งประกายของเจียงชิงเอ๋อร์ โดยเฉพาะดวงตาสีทองคู่นั้น มันบริสุทธิ์จนชวนให้รู้สึกลุ่มหลงจริงๆ
เขาถอนหายใจออกมา กล่าวด้วยเสียงที่อ่อนลงไปมากแล้วว่า “พี่ชิงเอ๋อร์ พวกเราอยู่ด้วยกันมาก็นานหลายปีแล้ว แต่ข้ารู้ว่า พี่ไม่ได้มีความรู้สึกแบบชายหญิงกับข้าเลย”
“การหมั้นหมายที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนความรัก มันจะไปมีความหมายอะไร?”
เจียงชิงเอ๋อร์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “ถึงแม้ว่าข้าอยากจะบอกว่า พรุ่งนี้เจ้าเพิ่งจะอายุสิบเจ็ดปี อย่ามาทำตัวแก่แดด…”
“แต่สิ่งที่เจ้าพูดก็มีเหตุผลอยู่บ้างจริงๆ กับคนอื่นๆ ข้าไม่ได้สนใจอะไรเลยแม้แต่น้อย แต่กับเจ้า อย่างน้อยข้าก็ไม่ได้รังเกียจ”
หลี่ลั่วยิ้มหัวเราะเจื่อนๆ แล้วกล่าว “พี่ชิงเอ๋อร์ ที่พี่เขียนสัญญาหมั้นหมายนั่นขึ้นมา สาเหตุหลักๆ เป็นเพราะพี่รู้สึกซาบซึ้งต่อพ่อแม่ข้า ข้าเชื่อว่าความผูกพันที่พี่มีต่อพวกเขา น่าจะแรงกล้ากว่าที่พี่มีต่อข้าหลายเท่า แต่ความรู้สึกซาบซึ้งเช่นนี้ ข้าไม่ต้องการจริงๆ”
กล่าวจบ หลี่ลั่วก็ก้มหน้าลง ค่อยๆ เอื้อนเอ่ยอย่างช้าๆ “ข้ารู้ว่าการให้พี่ถอนหมั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่…”
เขาเงยหน้าขึ้น จ้องมองไปที่ดวงตาของเจียงชิงเอ๋อร์โดยตรง “ข้าหวังว่าพี่จะให้โอกาสตัวเอง และให้โอกาสข้าด้วยสักครั้ง”
หลี่ลั่วหยุดไปครู่หนึ่งแล้วค่อยกล่าวต่อ “พวกเราสามารถทำข้อตกลงกันได้ พี่ช่วยข้าดูแลคฤหาสน์ลั่วหลานจนกว่าข้าจะมีความสามารถมากพอ หากถึงตอนที่ข้ารับช่วงต่อแล้ว พี่สามารถทำให้มันไม่เสียหายหนักมากเกินไปได้ เช่นนั้นเพื่อเป็นการขอบคุณ ข้าจะถอนหมั้นกับพี่ เป็นอย่างไร?”
เจียงชิงเอ๋อร์ไม่ได้พูดอะไรแต่นิ้วเรียวยาวของนางเคาะบนโต๊ะเบาๆ อย่างเป็นจังหวะ หลังจากความเงียบดำเนินไปเป็นเวลานานพอควร สุดท้ายนางถึงได้เอ่ยพูดเสียงเบาว่า “หลี่ลั่ว เจ้าไม่ชอบข้าจริงๆ หรือ?”
หลี่ลั่วชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วกล่าวว่า “พี่ชิงเอ๋อร์ พี่อาจจะดูถูกเสน่ห์และความโดดเด่นของพี่มากเกินไปนะ สำหรับคนในวัยนี้ เสน่ห์ของพี่มันไม่มีใครต้านทานได้เด็ดขาด หากข้าบอกว่าไม่ชอบมันก็ออกจะเสแสร้งเกินไปหน่อยนะ”
“แต่ข้าไม่ต้องการสัญญาหมั้นหมายแบบนี้”
เจียงชิงเอ๋อร์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มือน้อยๆ ของนางพลันฟาดลงบนโต๊ะน้ำชา
เปรี้ยง!
หลี่ลั่วตกใจ รีบขยับก้นถอยไปทันที “พวกเราค่อยพูดค่อยจากันดีกว่านะ อย่าลงไม้ลงมือกันเลย”
เจียงชิงเอ๋อร์ถลึงตามองเขาครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ “หลี่ลั่ว ไม่ได้เจอกันนาน ดูท่าจะปากเก่งขึ้นไม่เบานะ แต่สิ่งที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผลอยู่บ้าง ข้าจะถือว่าเรื่องนี้เป็นข้อตกลงก็ได้ ไว้ถึงตอนที่เจ้าจะรับช่วงต่อแล้ว ข้าจะมอบมันให้กับเจ้าอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เมื่อนั้น เจ้าค่อยถอนหมั้นกับข้า”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่ลั่วก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ในขณะเดียวกัน ส่วนลึกในใจของเขากลับรู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูก ทำให้เขาแอบด่าตัวเองอย่างอดไม่ได้ โง่จริงๆ…
“คำพูดของเจ้าวันนี้ ทำให้ข้ารู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง ดูท่าทางเจ้าเองก็ไม่ใช่เด็กเล็กอีกแล้วสินะ”
หลี่ลั่วเคืองเล็กน้อย “เด็กเล็ก? ข้าเล็กตรงไหน?”
เจียงชิงเอ๋อร์ไม่สนใจคำพูดนี้ของเขา เพียงจ้องมาที่เขาด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มแล้วกล่าว “แต่หลี่ลั่ว สุดท้ายข้าก็ยังต้องเตือนเจ้าอีกครั้ง เจ้าคิดจะทำข้อตกลงนี้จริงๆ หรือ? การหมั้นหมายนี้ หากเจ้าถอนออกแล้ว เกรงว่าทั้งชีวิตนี้เจ้าก็คงจะไม่มีโอกาสอีกเลยนะ”
หลี่ลั่วหรี่ตาลง ใช้มือทั้งสองข้างยันไว้บนโต๊ะน้ำชา ยืดตัวขึ้น จ้องมองเจียงชิงเอ๋อร์จากด้านบน ใบหน้าของทั้งสองห่างกันเพียงไม่ถึงคืบ
“เจียงชิงเอ๋อร์ การหมั้นหมายครั้งนี้ ข้าไม่ให้ค่ามันเลยแม้แต่เศษเสี้ยวเดียวจริงๆ เพราะในอนาคต ข้าอยากให้เจ้าหมั้นหมายกับข้าด้วยตัวเจ้าเอง ไม่ใช่ทำเพื่อพ่อแม่ข้า”
ในดวงตาสีทองของเจียงชิงเอ๋อร์ได้สะท้อนใบหน้าอันหล่อเหลาของหลี่ลั่ว รอยยิ้มน้อยๆ บนมุมปากของนางยิ่งชัดเจนมากขึ้น แน่นอนว่านางย่อมต้องเข้าใจความหมายของหลี่ลั่วอยู่แล้ว สาเหตุที่เขาต้องการถอนหมั้นกับนาง เป็นเพราะตอนนี้นางไม่ได้มองเขาในฐานะชายหญิง ส่วนในอนาคต หากนางได้หมั้นหมายให้กับหลี่ลั่วอีกครั้ง นั่นก็หมายความว่านางได้ตกหลุมรักเขาเข้าแล้ว
“นั่งลง” ริมฝีปากสีแดงของนางขยับเล็กน้อย
พลังอันลึกลับสายหนึ่งได้ปรากฏขึ้น กดหลี่ลั่วให้นั่งกลับลงไปทันที พละกำลังนั่นทำให้เขาร้องโอดโอยออกมาอย่างอดไม่ได้
ท่าทีที่อันน่าเกรงขามเมื่อครู่นี้ได้พังทลายลงในพริบตา
ส่วนเจียงชิงเอ๋อร์ก็เท้าคาง มองหลี่ลั่วด้วยท่าทางเอื่อยเฉื่อยครู่หนึ่งแล้วกล่าว “ความสามารถไม่มาก แต่กลับปากเก่งไม่น้อย หลายปีมานี้ข้าได้เห็นอัจฉริยะมาก็มาก แต่ยังไม่มีใครกล้าพูดแบบนี้กับข้าเลย”
“หลี่ลั่ว อย่าเพ้อฝันไปหน่อยเลย เป้าหมายของเจ้ามันสวยหรูเกินไป แต่หากเจ้าอยากลองดูจริงๆ ละก็ ข้าจะให้โอกาสเจ้าสักครั้งก็ได้”
ดวงตาสีทองของนางเปล่งประกาย ลึกลับและน่าค้นหา
“ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิง… นี่เป็นแค่ก้าวแรก หากแค่ก้าวแรกนี้เจ้ายังทำไม่ได้ คำพูดของเจ้าในวันนี้ เจ้าก็ถือเสียว่ามันเป็นเพียงแค่อาการกำเริบของเด็กน้อยวัยต่อต้านไปก็แล้วกัน จากนั้นก็ลืมมันไปเสีย”
ครั้งนี้หลี่ลั่วไม่ได้พูดอะไรมาก เขาเพียงแค่พิงหน้าต่างรถม้า หลับตาลงแล้วกล่าวอย่างสงบว่า “เช่นนั้นก็รอดูได้เลย”
ดวงตาของเจียงชิงเอ๋อร์มองไปยังท้องถนนและอาคารที่เลื่อนผ่านไปจากช่องหน้าต่างของรถม้า แสงแดดส่องเข้ามาในดวงตาของนาง จากนั้นนางก็ยิ้มออกมาบางๆ จนยากจะสังเกตเห็นได้
นัยน์ตาของนางมีความอ่อนโยนเผยออกมาเสี้ยวหนึ่งอย่างหาได้ยาก
รถม้าวิ่งไปอย่างรวดเร็ว หลังผ่านไปนานพอสมควร หลี่ลั่วก็ลืมตาขึ้นมาอย่างกะทันหัน กล่าวด้วยความสงสัยว่า “นี่ไม่ใช่ทางกลับบ้านนี่?”
เจียงชิงเอ๋อร์พยักหน้าเล็กน้อย กล่าวเสียงเบาว่า “แวะไปที่ห้างสมบัติมังกรทองก่อน ไปเอาของอย่างหนึ่ง”
นางมองหลี่ลั่วด้วยดวงตาสีทอง
“ก่อนที่อาจารย์กับอาจารย์แม่จะจากไป ท่านได้ทิ้งของไว้ให้เจ้าอย่างหนึ่ง บอกให้เจ้ารอเปิดตอนอายุสิบเจ็ดปี”
หลี่ลั่วได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจทันที
พ่อกับแม่ทิ้งของไว้ให้เขา?