โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สงครามการค้าเดือด เตรียมรับมือวิกฤติเศรษฐกิจการเงินโลก

Thairath Money

อัพเดต 19 เม.ย. 2568 เวลา 02.21 น. • เผยแพร่ 19 เม.ย. 2568 เวลา 02.21 น.
ภาพไฮไลต์

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย

นับจากต้นปีที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นทั่วโลกสหรัฐปรับตัวลดลง โดยดัชนี S&P 500 ลดลง 8.2% ญี่ปุ่น 14.1% อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไต้หวัน หดตัวระดับ 9-13% ส่วนตลาดไทยหดตัวถึงกว่า 19.4% ขณะที่ทองคำแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนความกังวลของนักลงทุนทั่วโลก ผลจากสงครามการค้าที่รุนแรงขึ้น หลังจากที่ทรัมป์ประกาศภาษี Reciprocal tariff กับทั่วโลกเมื่อต้นเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ถึงแม้จะมีการชะลอการเก็บชั่วคราว 90 วัน (ยกเว้นจีน) และยังคงเก็บภาษีพื้นฐาน 10% กับประเทศส่วนใหญ่ก็ตาม

ความขัดแย้งยิ่งเพิ่มระดับความรุนแรงขึ้นเมื่อประธานาธิบดีทรัมป์เรียกร้องให้จีนติดต่อเพื่อเริ่มการเจรจาแก้ไขปัญหาการค้า หลังจากที่จีนสั่งให้สายการบินของตนงดรับมอบเครื่องบินโบอิ้งเพิ่มเติม นอกจากนี้ จีนยังประกาศเก็บภาษีสินค้าสหรัฐในอัตรา 125% ตอบโต้การที่สหรัฐขึ้นภาษีสินค้าจีนสูงถึง 145%

ความขัดแย้งทางการค้าไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเท่านั้น ล่าสุดทรัมป์ได้ลงนามคำสั่งให้เริ่มการสอบสวนเพื่อพิจารณาการเก็บภาษีแร่ธาตุสำคัญ (Critical Minerals) ซึ่งเป็นมาตรการล่าสุดในสงครามการค้าที่ขยายวงกว้างขึ้น

คำสั่งดังกล่าวครอบคลุมแร่ธาตุหลายชนิด รวมถึงแร่หายากที่รัฐบาลสหรัฐถือว่าเป็น "รากฐานของฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ" และสำคัญต่อการสร้างเครื่องยนต์เจ็ท ระบบนำวิถีขีปนาวุธ คอมพิวเตอร์ขั้นสูง รวมถึงอุปกรณ์เรดาร์ ทัศนศาสตร์ และการสื่อสาร

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังประกาศยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนบางประเภท (สมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์) แต่เป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น โดยสินค้าเหล่านี้อาจเผชิญกับภาษีแยกต่างหากในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม แม้ทรัมป์จะลดทอนภาษีลงชั่วคราว แต่เราคาดว่าความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยจะเพิ่มขึ้น โดยในประมาณการพื้นฐานของเรา มองว่า สหรัฐอาจเผชิญภาวะ Stagflation โดยเศรษฐกิจชะลอลงแต่เงินเฟ้อสูง ทำให้ธนาคารกลาง (Fed) ลดดอกเบี้ยได้ยากขึ้น โดยจะขยายตัวได้เพียง 0.9% ในปีนี้ ขณะที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น ยุโรป จีน ญี่ปุ่น ก็จะชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ

ในส่วนของเศรษฐกิจจีน แม้จะแสดงความแข็งแกร่งในไตรมาสแรก แต่เราคาดการณ์ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายลงตั้งแต่เดือน เม.ย. เป็นต้นไป เนื่องจากผลกระทบจากภาษีของสหรัฐฯ โดยข้อมูลการขนส่งสินค้าล่าสุดแสดงให้เห็นถึงการชะลอตัวของปริมาณสินค้าที่ผ่านท่าเรือจีน

ทั้งนี้ ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของจีนในปี 2568 ลงเหลือประมาณ 3.6% หรือต่ำกว่า โดยมองว่า รัฐบาลจีนจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไป รวมถึงการลดอัตราดอกเบี้ย การกู้ยืมและใช้จ่ายทางการคลังเพิ่มเติม และการสนับสนุนผู้ส่งออกโดยเฉพาะ

ในส่วนของผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ตามการประเมินล่าสุด INVX มองว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตเพียง 1.4% ในปี 2568 ลดลงจากการคาดการณ์เดิมที่ 2.5% เนื่องจากผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐ ภาคส่งออกคาดว่าจะหดตัวประมาณ 3% โดยในไตรมาส 4 อาจหดตัวถึงระดับสองหลัก ขณะที่แม้ว่ารัฐบาลไทยกำลังเตรียมบินไปเจรจากับสหรัฐในวันที่ 19-25 เม.ย. นี้ แต่คาดว่าข้อสรุปอาจต้องใช้เวลา 2-3 เดือน ขณะที่กระทรวงการคลังเตรียมหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อรับมือกับมาตรการภาษีเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม การชะลอมาตรการภาษีออกไป 90 วัน ซึ่งให้ผลบวกหลายประการ เช่น บรรเทาความตึงเครียดชั่วคราว ป้องกันสถานการณ์เลวร้ายที่สุด เปิดช่องทางสำหรับการเจรจา และให้เวลาสำหรับการปรับตัว แต่ความไม่แน่นอนและผลกระทบด้านลบยังคงอยู่

ในส่วนของการเติบโตของเศรษฐกิจไทย เรามองว่า โอกาสการเติบโต 3% ของไทยยังเป็นไปได้ แม้จะยากมากก็ตาม หากรัฐบาลมีการดำเนินนโยบายเร่งด่วนใน 3 ด้านหลัก: (1) การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่: การลงทุน 4 ล้านล้านบาทใน 5 ปี จะช่วยเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ 1.5-2.0% ต่อปี (2) การขยายตลาดส่งออกไปยังพันธมิตรใหม่: การเร่งเจรจาเขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป และการขยายตลาดไปยังภูมิภาคอื่นๆ เช่น เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา และ (3) การเจรจาลดทอนภาษีกับสหรัฐ: หากสามารถลดภาษีจาก 36% เหลือ 15% จะช่วยบรรเทาผลกระทบต่อการส่งออกได้บางส่วน นอกจากนั้น รัฐบาลยังควรที่จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศเพิ่มเติม โดยเฉพาะภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ เช่น ภาคส่งออก ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น

สงครามการค้ายังส่งผลกระทบต่อตลาดน้ำมันโลก โดยทั้ง IEA และโอเปกได้ปรับลดคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกในปีนี้ลง IEA คาดว่าความต้องการจะเพิ่มขึ้นเพียง 730,000 บาร์เรลต่อวัน ลดลงอย่างมากจากคาดการณ์เดิมที่ 1.03 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่วนโอเปกปรับลดลง 150,000 บาร์เรลต่อวัน เหลือ 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน

สำหรับกลยุทธ์ตลาดหุ้นไทย เรามองว่า SET ยังคงมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่อง โดยในระยะสั้นอาจเคลื่อนไหวอยู่ที่ 1000-1200 จุด โดยเราแนะนำกลยุทธ์ "Selective Buy" ใน 3 ธีม: (1) หุ้นที่คาดเป็นเป้าหมาย ThaiESGX: หุ้น SET50 ที่น่าสนใจ ได้แก่ ADVANC BBL BDMS CPALL PTT และหุ้น SET100 ได้แก่ BCH BTG (2) หุ้น Undervalued: แนะนำ MTC MINT BJC CPF และ (3) Trading Idea: สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงสูง แนะนำหุ้นที่มีรายได้ภายในประเทศเป็นหลัก ได้แก่ BCH CPALL CPAXT GULF MTC OR และ TRUE

ขณะเดียวกัน ควรหลีกเลี่ยงกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางตรงจากการส่งออกไปสหรัฐ (อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ยาง สินค้าเกษตร เครื่องประดับ) และกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม (นิคมอุตสาหกรรม ท่องเที่ยว ธนาคาร)

ในภาวะที่ตลาดผันผวนเช่นนี้ นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปรับกลยุทธ์การลงทุนให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ขอให้นักลงทุนโชคดี

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -
https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สงครามการค้าเดือด เตรียมรับมือวิกฤติเศรษฐกิจการเงินโลก

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...