บิ๊กดีลสะเทือนกลุ่มแบงก์ ลือ KTB ควบ TTB โบรกฯ เห็นต่างเรื่อง Synergy TTB ปฏิเสธ ยัน 5 ปีไร้แผนควบรวม
หลังมีกระแสข่าวออกมาว่าอาจมีบิ๊กดีลในกลุ่มธนาคารเกิดขึ้น ด้วยการควบรวมกิจการระหว่าง ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB กับ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับสถาบันการเงิน และถูกคาดการณ์ว่าภายหลังการควบรวม “ธนาคารใหม่” จะก้าวขึ้นเป็นธนาคารอันดับ 1 ของระบบ ซึ่งนักวิเคราะห์ก็มีความเห็นที่แตกต่างกัน
โดยบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า จากประเด็นข่าว KTB และ TTB จะควบรวมกัน มองว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้ เพราะมีแนวโน้มที่จะได้ประโยชน์ภาษีเหมือนตอนที่ TMB รวมกับ TBANK และ TTB มีสินเชื่อเช่าซื้อ (HP) ซึ่ง KTB ยังไม่มีสินเชื่อกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นการขยายประเภทสินเชื่อเพิ่มได้ รวมถึงยังเป็นการลดค่าใช้จ่ายทับซ้อนลงได้
ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์มองว่าโอกาสเกิดขึ้นได้จะเป็น KTB เข้าควบรวม TTB เพราะ KTB มีมูลค่าสินทรัพย์และ Market Cap มากกว่า TTB ประมาณ 3 เท่าโดย KTB มีมูลค่าสินทรัพย์ที่ 3.7 ล้านล้านบาท ณ ไตรมาส 4/67 และ Market Cap ที่ 328,437 ล้านบาท ณ วันที่ 20 มี.ค. 68 เทียบ TTB มีมูลค่าสินทรัพย์ที่ 1.7 ล้านล้านบาท ณ ไตรมาส 4/67 และ Market Cap ที่ 187,016 ล้านบาท ณ วันที่ 20 มี.ค. 68
ในขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มีมุมมองเป็นกลางต่อประเด็นดังกล่าว โดยประเด็นการควบรวมระหว่าง KTB-TTB เคยถูกพูดถึงมาหลายครั้งในหลายปีที่ผ่านมา เพราะมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นเหมือนกัน แต่ในเชิง Synergy เบื้องต้นมองว่ามีเพียงขนาดที่ใหญ่ขึ้นจากการรวมสินเชื่อและสินทรัพย์ต่างๆ แต่ Ratio ทางการเงินอื่นๆ ถือว่าใกล้เคียงกันมาก เช่น NIM, Cost to Income Ratio ทำให้ Synergy ที่จะเกิดจากการควบรวมไม่ชัดเจนเหมือนกับตอนที่ TMB ควบรวมกับ TBANK ที่มี Synergy ทั้งฝั่งรายได้จากการทำ Upselling และ Cross Selling และการปรับโครงสร้างเงินฝาก รวมถึงการลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ฝ่ายวิเคราะห์จึงยังมองความเป็นไปได้ ค่อนข้างน้อยที่จะเกิดขึ้นจริง
อย่างไรก็ตาม ล่าสุด TTB ได้ออกมาชี้แจงผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง ธนาคารไม่ได้อยู่ในกระบวนการควบรวมกิจการตามที่ปรากฏในสื่อ รวมทั้งไม่มีแผนการควบรวมกิจการกับธนธนาคารอื่นอยู่ในแผนงาน 5 ปีแต่อย่างใด
ธนาคารยังคงมุ่งเน้นพันธกิจสำคัญคือ การ Make REAL Change หรือการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายเพื่อให้ลูกค้าของธนาคารกว่า 10 ล้านคน มีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น ผ่านกลยุทธ์การสร้างการเติบโตแบบ Ecosystem Play และการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบและสอดคล้องกับแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและความเป็นธรรม (Responsible Lending) อีกทั้งยังเดินหน้า Transform องค์กรอย่างรอบด้านเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน เพื่อนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรและสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืน