โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ทรัมป์” มองจีนคือภัยคุกคาม “ดร.กอบศักดิ์” แนะไทยต้องยืนจุดไหนเมื่อถูกบีบให้เลือกข้าง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 18 ก.พ. 2568 เวลา 11.10 น. • เผยแพร่ 18 ก.พ. 2568 เวลา 01.42 น.

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการหวนคืนทำเนียบขาวของ “โดนัลด์ ทรัมป์” กลายเป็นปรากฏการณ์เขย่าโลกตั้งแต่วันแรกที่รับตำแหน่งกับการเซ็นยกเลิกคำสั่ง 78 ฉบับของ “โจ ไบเดน” ตามมาด้วยประกาศขึ้นภาษีกดแคนาดา เม็กซิโกจากคู่ค้าหลักเป็นลูกไล่ ขีดเส้น “จีน” คือภัยคุกคาม ขึ้นภาษี 10% คิ๊กออฟความขัดแย้งซึ่งท้ายที่สุด “ไทย” อาจถูกบีบให้ต้องเลือกข้าง

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ[/caption]

ทั้งนี้ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ แชร์มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับนโยบายที่แข็งกร้าวของ “ทรัมป์2.0” ในงาน One 2 Six จัดโดยคณะนักศึกษาสถาบันวิทยาการตลาดทุน (CMA) รุ่นที่ 1-6 เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 ว่า ก่อนเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐเป็นสมัยที่ 2 โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ให้คอมมิทเมนท์ สำคัญ 3 ประเด็นคือนโยบายในประเทศ นโยบายระหว่างประเทศและความมั่นคง

โดยในส่วนของนโยบาย “ในประเทศ” จะจัดการพรมแดน ไล่ผู้ลี้ภัยออกไป ลดภาษี ลดระเบียบ ลดเรื่องกรีน นโยบายเหล่านี้ทรัมป์ดำเนินการมาตลอดระยะเวลากว่า 20 วันที่ผ่านมาโดยเฉพาะการเตรียมไล่คนต่างชาติออกไป

ขณะที่นโยบาย “ระหว่างประเทศ” จะเน้นไปที่การค้า การลงทุน การเงิน ภาษีนำเข้า แม้ว่าในวันแรก ๆ จะยังไม่เห็นชัดเจน แต่ในระยะเวลาแค่ 7 วัน ทรัมป์ ก็เริ่มประกาศกำแพงภาษี 25% ซึ่งส่งผลกระทบลากยาวมาจนถึงสัปดาห์นี้ และในอนาคตอันใกล้เชื่อว่า Trade War มาแน่

ส่วน Technology War จะมาพร้อมกับ Stargate ขณะเดียวกันทรัมป์ยังเดินนโยบาย Made in USA และ Invest USA

ล่าสุด“ญี่ปุ่น” เพิ่งประกาศจะลงทุนในอเมริกา 1 trillion พร้อมกันนี้ยังตั้งเป้าให้อเมริกาเป็น Crypto capital of the world อีกด้วย

และสุดท้าย“ความมั่นคง” โดยแสดงจุดยืน “ไม่เอาสงคราม” ซึ่งทรัมป์เคยลั่นวาจาไว้ว่า “ถ้าได้เป็นประธานาธิบดีสงครามรัสเซีย-ยูเครนจะจบภายใน 24 ชั่วโมง” แม้ว่าสุดท้ายสงครามจะไม่จบลงใน 24 ชม.แต่ปัจจุบันก็อยู่ระหว่างการดำเนินการ

ทรัมป์ 2.0 ต่างจากทรัมป์ 1.0 อย่างไร

อย่างไรก็ตามสังเกตุได้ว่าการเข้ามารับตำแหน่งในวาระที่ 2 “ทรัมป์”มีความมั่นใจอย่างมากต่างจากการเข้ารับตำแหน่งครั้งแรกเพราะครั้งนี้ทรัมป์“รู้ว่าจะทำอะไร”**

ซึ่งความเป็นมือเก่าของทรัมป์ ทีมงานที่เข้ามา รวมทั้ง mandate ที่ได้มาจากประชาชนเรื่อง popular vote ทำให้ทรัมป์สามารถพูดในสิ่งที่อยากจะทำ และทำในสิ่งที่พูดออกมาเสมอ และสามารถทำทุกอย่างโดยไม่กลัวใคร

“สิ่งสำคัญคือเราต้องฟังสิ่งที่ทรัมป์พูดเรื่อย ๆ และทุกครั้งที่ฟังเราจะเข้าใจว่าทรัมป์ติดใจอะไร อยากจะทำอะไร ความปรารถนาของทรัมป์คืออะไร ถ้าเราพอเข้าใจทรัมป์ได้เราจะอยู่ร่วมกับทรัมป์ได้”

ย้อนกลับไปช่วงหลังเข้ารับตำแหน่ง ทรัมป์เคยพูดกับสื่อและหลาย ๆ คนว่า “ครั้งที่แล้วผมเป็นมือใหม่ ผมใส่ใครก็ไม่รู้ที่เป็นแคนดิเดตของผมเข้าไป แต่ครั้งนี้คนที่ไม่ทำงานกับผมผมเตะทิ้งหมดแล้ว ผมเลือกแต่คนที่ผมพอใจ และเป็นทีมของผมอย่างแท้จริง คนที่ต่อสู้กับผม ผมก็ชนะไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นครั้งนี้ผมอยากทำอะไรก็ทำได้”

ดังนั้นไม่น่าแปลกใจที่วันแรกที่ทรัมป์เข้ามาการเมืองสหรัฐมีความคึกคักอย่างมาก มีการเซ็นคำสั่ง 100 เรื่อง แต่ส่วนสำคัญคือการทำให้ทุกคนเห็นว่าเขาทำงานตั้งแต่วินาทีแรกที่เข้าสู่ทำเนียบขาวและคำสั่งแรกที่เซ็นไปก็คือยกเลิกคำสั่งไบเดน 78 เรื่อง และยังตั้ง External Revenue Service หรือหน่วยงานที่จะมาเก็บภาษีของประเทศต่าง ๆ เพื่อทำให้อเมริกา Great Again

เจาะลึกทรัมป์จะทำอะไรให้ America Great Again ?

ดร.กอบศักดิ์ ยังย้อนภาพสิ่งที่“ทรัมป์” ดำเนินการมาตลอดระยะเวลา 20 กว่าวันหลังเข้ารับตำแหน่งว่า ทรัมป์ กำลังเร่งมือ ปรับโครงสร้างในรัฐบาลสหรัฐและตัวสหรัฐเอง เพื่อให้มี potency มากขึ้น ปรับสมดุลต่างประเทศซึ่งอเมริกากำลังรับภาระจากประเทศอื่น เพื่อลดการถูกเอาเปรียบ และสุดท้ายคือจัดการกับจีนที่เป็นคู่แข่งสำคัญ

ทรัมป์พูดเสมอว่าอเมริกาเป็นประเทศที่อยู่ในช่วง “กำลังเสื่อมถอย” และรู้สึกว่าอเมริกากำลัง “แพ้” และกำลัง “ไปผิดทาง” เพราะฉะนั้นจะต้องพลิกทุกอย่างเพื่อให้อเมริกากลับไปสู่ทางที่ใช่ และกลับมาเป็นประเทศที่ทุกคนให้ความเคารพและสามารถยืนหยัดได้อีกครั้ง

ประเด็นแรกทรัมป์มองว่า อเมริกา รับคนต่างชาติเข้ามามากเกินไป ดังนั้นทรัมป์พยายามอย่างหนักที่จะเอาคนที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายกลับบ้านไป จากนั้นลดในสิ่งที่ไม่จำเป็นซึ่งหลายเรื่องเป็นสิ่งที่ดีและเมืองไทยควรที่จะทำตามคือทุก Regulation ที่จะออกมาหลังจากนี้ต้องมี 10 อย่างที่ยกเลิกก่อนถึงจะเซ็นอนุมัติให้

และหากจะจ้างคนใหม่ 1 คนต้องให้คนเก่าออกไปก่อน 4 คน ขณะเดียวกัน คนที่ไบเดนจ้างเข้ามา ทรัมป์จะไม่รับต่อและตั้งใจที่จะลดคนออกไป

นอกจากนี้ อีลอน รีฟ มัสก์ หนึ่งในคณะทำงานของทรัมป์ยังบอกว่า อำนาจ 3 อย่างคืออำนาจประธานาธิบดี รัฐสภา และศาล แต่อเมริกามีอำนาจที่ 4 คืออำนาจของรัฐราชการ ที่ไม่ได้อยู่ในกฎหมาย ไม่ได้แมเนจกับใครเพราะฉะนั้นจะต้องกำจัดพวกนี้ออกไป

อย่างไรก็ดีทั้งหมดนี้เป็นเพียงก้าวแรกเพราะถ้าอเมริกาจะสู้กับประเทศอื่นให้ได้ไม่ใช่แค่ปรับสมดุลทำเรื่องทารีฟหรือจัดการกับจีน แต่อเมริกาจะต้องเก่งด้วยตัวเองและแข็งแรงเพราะฉะนั้นจะต้อง clean up ในประเทศให้ได้ เมื่อจัดการกับนอกประเทศได้ก็จะกลายเป็นสปริงใหญ่ในการไปข้างหน้า

เบื้องหลังทารีฟ25% แคนาดา เม็กซิโก เบื้องหน้าคือพรมแดน ไส้ในคืออะไร…?

นอกจากนี้แล้วสิ่งที่ “ทรัมป์” คิดกับนอกประเทศคืออเมริกาได้รับการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรมจากทุกประเทศ โดยมองว่าหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา หลาย ๆ การเจรจาอเมริกาเสียเปรียบทุกอย่างที่เกิดขึ้น

ทั้ง WHO ซึ่งอเมริกาจ่าย 500 ล้านบาทแต่มีอำนาจควบคุมเท่ากับจีนที่จ่าย 36 ล้านบาท ส่วน NATO อเมริกาเองก็จ่ายเงินไปเยอะขณะที่ยุโรปไม่ค่อยจ่ายเงินมากนักทำให้ทรัมป์รู้สึกว่าอเมริกากำลังถูกเอาเปรียบ เพราะฉะนั้นจะต้องจัดการให้ได้ นั่นจึงไม่แปลกใจที่ทรัมป์ประกาศทำทารีฟกับแคนาดา เม็กซิโก 25% รวมทั้งจีนในช่วงที่ผ่านมา

สิ่งที่น่าสนใจคือหาก ทรัมป์ สามารถทำทารีฟกับ 3 ประเทศนี้ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักได้ก็ต้องกล้าทำทารีฟกับประเทศอื่นๆ ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ประเทศไทย ถือว่าตัวเล็กมากสำหรับ ทรัมป์ ที่จะทำทารีฟหรือไม่ก็ได้ เพราะไม่มีผลกับอเมริกาแม้แต่นิดเดียว แต่ขณะเดียวกัน แคนาดา เม็กซิโก และจีน เกินดุลการค้ากับอเมริกาเยอะมาก

“การที่ทรัมป์กล้าประกาศทารีฟ 25% เพราะรู้อยู่แล้วว่าเม็กซิโกจะยอม เพราะ 75% ของ GDPเม็กซิโกคือการส่งออกและ 3 ใน 4 เป็นการส่งออกไปอเมริกา ถ้าอเมริกาขึ้นภาษี 25% เม็กซิโกจะต้องแย่ ความฉลาดของทรัมป์คือประกาศนโยบายวันเสาร์ เซ็นคำสั่งวันเสาร์ แต่มีผลวันอังคาร

ช่องว่าง 3 วัน มีไว้เพื่อให้ประธานาธิบดีเม็กซิโกถูกประชาชนของตัวเองกดดันไม่ให้แข็งข้อกับทรัมป์ เพราะฉะนั้นสุดท้ายแล้วเม็กซิโกก็ต้องยอมอยู่ดี ขณะที่แคนาดาเองมีการส่งออกสินค้าบางตัวไปที่อเมริกาประเทศเดียว สูงถึง 97% เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ประชาชนจะกดดันประธานาธิบดีให้ยอมทรัมป์

ผลที่ตามมาคือไม่กี่วันหลังประกาศขึ้นภาษีเม็กซิโกต้องส่งทหารนับหมื่นไปเฝ้าชายแดน ส่วนแคนาดายอมจ่ายเงินไป 1.3 billion เพื่อจัดการชายแดนตามที่ทรัมป์ร้องขอ แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ยังไม่พอสำหรับทรัมป์ แต่เป็นแค่จุดเริ่มต้นเพราะสิ่งที่ทรัมป์ปักธงในใจไม่ใช่เรื่องพรมแดน หรือยาเสพติด แต่เป็นแค่ข้ออ้างเพราะสิ่งที่ทรัมป์ต้องการจริง ๆ คือการรีไวซ์ NAFTA ซึ่งเป็นการเจรจาที่อเมริกาเสียเปรียบ

ที่สำคัญคือทรัมป์รู้อยู่แล้วว่าประเทศเหล่านี้จะต้องยอมอเมริกาแน่นอน และอีกหนึ่งนัยยะคือ แบงก์อเมริกาไม่สามารถไปเปิดในแคนาดาได้แต่แคนาดาสามารถมาเปิดแบงก์ในสหรัฐได้ เพราะฉะนั้นหลังจากนี้จะเห็นคำขอจากทรัมป์ไปถึงแคนาดาอีกหลายข้อไม่ใช่แค่เรื่องพรมแดนเท่านั้น”

ทารีฟเวอร์ชั่น 2 กลยุทธ์ภาคบังคับทุกประเทศต้องมาต่อรอง

ผู้บริหารกล่าวต่อไปว่า ล่าสุดทรัมป์ได้ประกาศทารีฟใหม่จากเดิมจะเก็บภาษี 10-20% เท่ากันทุกประเทศ เป็นเก็บภาษีแต่ละประเทศไม่เท่ากันโดยยึดตามภาษีที่แต่ละประเทศคิดกับอเมริกา

นั่นหมายว่าประเทศที่เก็บภาษีอเมริกาเยอะทรัมป์ก็จะเก็บภาษีจากประเทศนั้นเยอะตามไปด้วย โดยมาตรการภาษีนี้จะเริ่มวันที่ 1 เมษายนที่จะถึงนี้ซึ่งชัดเจนว่าทรัมป์กำลังเชิญทุกประเทศมาต่อรอง

“ทรัมป์ต้องการเปลี่ยนให้เกิดความยุติธรรมในเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ เพราะทรัมป์มองว่าปัจจุบันนโยบายการค้าระหว่างประเทศไม่ยุติธรรม ขณะเดียวกันก็ลั่นวาจาว่า “วันที่อเมริกาถูกเอาเปรียบจบลงแล้ว และเราจะไม่อดทนกับการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมอีกต่อไป ใครคิดอะไรกับเราเราจะคิดคืน”

สิ่งที่น่าจับตามองคือประเทศที่เกินดุลการค้าจะกลายเป็นเป้าหมาย เช่น EU เวียดนาม เยอรมันหรือแม้กระทั่งญี่ปุ่นก็อาจเป้าหมายต่อไป

ขีดเส้น “จีน” คือภัยคุกคามขึ้นภาษี 10% แค่สะกิดความขัดแย้ง

อย่างไรก็ดีอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ การขึ้นทารีฟ 25% กับเม็กซิโกและแคนาดาเป็นที่รับรู้กันแล้วว่าจะจบอย่างไร

แต่สำหรับ “จีน” การประกาศขึ้นภาษี 10% นั้นเป็นแค่จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง เพราะต้องยอมรับว่าตอนนี้โลกกำลังเปลี่ยน จีนกำลังตีตื้นขึ้นมาและกำลังจะแซงอเมริกา นั่นหมายความว่าความเป็นเบอร์ 1 ของอเมริกาจะหายไป แน่นอนว่าอเมริกาหนักใจเรื่องนี้มากและจะต้องจัดการกับจีนให้ได้

สิ่งที่อยู่ในใจทรัมป์คือ เทคโนโลยี ซึ่งการศึกษาออกมาชัดเจนว่าในเทคโนโลยี 44 อย่างอเมริกาเป็นผู้นำแค่ 7 อย่าง แต่จีนใช้เวลา 20 ปีในการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำอีก 37 อย่าง และวันนี้ก็ตีตื้นทางเทคโนโลยี คมนาคม Infrastructureและกองทัพ ซึ่งอเมริกามองว่านี่คือสิ่งที่คุกคาม

นอกจากนี้จีนยังดำเนินการยึดปานามา แอฟริกา รวมถึงบางส่วนของตะวันออกและเตรียมการที่จะเป็นผู้นำของโลกแทนอเมริกา

ทรัมป์กำลังเตรียมการที่จะจัดการจีน ทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นทั้งการส่งรัฐมนตรีต่างประเทศเพื่อจัดการปานามา ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญใน Belt and Road

รวมทั้งจัดการ South Africa ซึ่งอยู่ใน BRIC ไปจนถึงเจรจากับ ซาอุดิอาระเบีย ให้ถอนตัวออกจากBRIC ทั้งหมดนี้คือเรื่องเดียวกัน เพราะทรัมป์ต้องการบั่นทอนและลดอำนาจของจีนในการต่อสู้กับอเมริกา เพราะถ้าอเมริกาสูญเสียความเป็นเบอร์ 1 ไปอเมริกาจะไม่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายผ่าน BIS, IMS,World bank และกฎหมายต่าง ๆ ทั่วโลก

รวมถึงอำนาจในการจัดสรรประโยชน์ซึ่งสำคัญมากเพราะสามารถทำให้อเมริกาเป็นผู้ชี้เป็นที่ชี้ตาย และมีอำนาจในการกำหนดความมั่นคงเพื่อไปจัดการเวเนซุเอลาและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งอำนาจในการเป็น Reserve Currency

ส่วนตัวมั่นใจว่าตอนนี้ทรัมป์เองก็อยากเจอประเทศไทย เพราะเราเป็นจุดสำคัญในการต่อสู้เรื่องนี้ เพราะถ้าอเมริกากำลังต่อสู้กับจีนและถ้าถูกจีนแซงไปได้อเมริกาก็จะมีปัญหา เพราะฉะนั้นทุกกระบวนการที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้คือการเตรียมเข้าสู่ความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ

“สิ่งที่น่ากังวลใจคือทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนมือระหว่างเบอร์ 1 และเบอร์ 2 ประมาณ 80% จบด้วยสงคราม”

Trade War -Technology War-โลกแบ่งขั้ว แรงกระแทกนโยบายทรัมป์

แน่นอนว่านโยบายที่ดุดันและแข็งกร้าวของทรัมป์ย่อมส่งผลกระทบต่อโลกโดยเฉพาะ 3 ประเด็นใหญ่คือ

1. เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงเล็กน้อย แต่โดยรวมก็จะฟื้นตัวเพราะมีการลดดอกเบี้ย คาดว่าการฟื้นตัวของโลกจะเกิดขึ้นหลังจาก Trade War และสิ่งต่าง ๆ เริ่มแผ่วลง

2. สงครามการค้า จะเริ่มเกิดและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะสงครามการค้ากับคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ ซึ่งก็คือจีนและยุโรป ส่วนเม็กซิโก โคลัมเบีย แคนาดา รวมถึงไทย จะเป็นลูกไล่ของอเมริกา และจะนำไปสู่ Trade War -Technology War และโลกที่จะแบ่งขั้วเป็นส่วน ๆ ซึ่งจะยังเดินหน้าต่อไปในอนาคต

“ส่วนไทยในฐานะคนกลาง ๆ ก็จะต้องอยู่กับสถานการณ์เหล่านี้ให้ได้ สิ่งที่น่าสนใจคือความขัดแย้งนี้ไม่ได้เกิดจากทรัมป์หรือประธานาธิบดี แต่มาจากนักธุรกิจที่สู้ไม่ได้และกดดันประธานาธิบดีให้จัดการเพื่อให้ธุรกิจตัวเองสามารถสู้ได้ ขณะเดียวกันฝ่ายความมั่นคงก็บอกว่าจีนกำลังรุกคืบเข้ามาเรื่อย ๆ ทำให้อเมริกาสูญเสียพื้นที่เพราะฉะนั้นต้องจัดการ”

สุดท้ายคือเรื่องของสงคราม ซึ่งไทยเองก็ต้องเลือก แน่นอนว่าภายใต้ทรัมป์ Trade War จะแย่ แต่สงครามการปะทะจะดีขึ้น สิ่งที่น่าคิดคือถ้าสงครามเกิดขึ้นธุรกิจจะไปต่อไม่ได้ แต่ถ้าสงครามการค้ายังมีโอกาสหาช่องในการซิกแซกไปได้

“ทรัมป์ก็กำลังเดินนโยบาย“ไม่เอาสงคราม”ที่เคยลั่นไว้ สังเกตุได้ว่าหลังจากทรัมป์เข้ามา ความรุนแรงในยูเครน-กาซ่า มีการยุติการโจมตีและแทบจะนิ่ง ส่วนไต้หวันก็เงียบลงไปเยอะ แม้แต่ตะวันออกกลางที่เกิดสงครามมากว่า 2 ปีไม่เคยมีการคืนตัวประกันก็เริ่มมีการแลกตัวประกัน

อย่างไรก็ดี 1 ได้เงื่อนไขที่ทรัมป์ยื่นให้กับยูเครนในการยุติสงครามก็คือการเลือกตั้งใหม่ เพราะทรัมป์ต้องการกำจัด เซเลนสกี เพราะมองว่าเป็นตัวปัญหา ขณะเดียวกันก็พร้อมจะคุยกับปูตินโดยตรงซึ่งจะทำให้ปัญหาสงครามโดยรวมค่อยๆดีขึ้น”

มองทรัมป์ไม่มีสมัยหน้า ไทยต้องอึดรับหมัด 4 ปีทรัมป์2.0 ให้เจ็บน้อยสุด

ทั้งนี้ ดร.กอบศักดิ์ ชี้ช่องการรับมือทรัมป์ 2.0 สำหรับประเทศว่า สิ่งสำคัญคือการเข้าใจแนวคิดและการกระทำของทรัมป์ ขณะเดียวกันต้องมองข้ามช็อตถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีก 4 ปีข้างหน้าหลังทรัมป์หมดวาระ

“สิ่งสำคัญในการเตรียมการรับมือคือ ต้องเข้าใจว่าทรัมป์อยู่ได้แค่ 4 ปี แม้ทรัมป์จะบอกว่าจะอยู่อีก 1 เทอมก็ตาม แต่เชื่อว่าไม่มีใครยอม นั่นหมายความว่าอีก 4 ปีให้หลัง อเมริกาจะมีประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งคนใหม่ไม่ว่าจะเป็น Republican หรือ Democratic ก็จะเป็นคนที่ Normal และกลับไป Free Trade หรือกลับไปสู่กระบวนการเดิม

เพราะฉะนั้นจะต้องมองทะลุในช่วง 4 ปีที่กำลังเผชิญอยู่ ว่าจะเป็น 4 ปีอะไร เพื่อจะตั้งรับให้ถูก เพราะอีก 4 ปีข้างหน้า หากทุกอย่างกลับไปเป็นเหมือนเดิม นั่นหมายความว่าสงครามการค้าจะลดลง แต่สงครามเผชิญหน้าอาจจะเพิ่มขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือทุกคนหันไปถือทองคำแต่ไม่ถือดอลลาร์ ธนาคารกลางทุกประเทศขนทองคำกลับประเทศตัวเองไม่ทิ้งไว้ที่นิวยอร์ก เพราะเกิดความกังวลใจว่า ถ้าเกิดสงครามหรือเกิดอะไรขึ้นกับนิวยอร์กหรือหากเลือกเป็นศัตรูกับอเมริกาการทิ้งทองคำไว้ที่นิวยอร์กก็เหมือนทิ้งทองคำให้อเมริกา

หรือแม้แต่ประเด็นของ “กรีน” แม้ว่าทรัมป์จะลั่นวาจาชัดเจนว่า “ไม่เอา” แต่เราก็ยังต้องทำต่อไปเพื่อรอ 4 ปีเทรนด์นี้จะกลับมาเมื่อทรัมป์จากไป”

อย่างไรก็ดี ดร.กอบศักดิ์ มองว่าประเทศไทยสามารถเตรียมการรับมือทรัมป์ 2.0 ใน 3 ประเด็นคือ

1. คน ในโลกที่มีความผันผวนอย่างมากต้องมีความหนักแน่น เพราะบางนโยบายที่ประกาศออกมาเป็นแค่เทคนิคในการเจรจา ไม่ใช่การลงมือทำจริง เพราะฉะนั้นการลงทุนจะต้องพยายามมองทะลุให้ได้ ทั้งดาวโจนส์ ดอลลาร์ อินเด็กซ์ แต่อย่างไรก็ตามสินทรัพย์ทุกตัวคือความเสี่ยงเพราะอยู่ในอากาศที่ไม่เหมือนเดิม แม้กระทั่ง Bitcoin, SET หรือทองคำก็ตาม

2. เอกชน ท่ามกลางบรรยากาศของการทะเลาะกันของประเทศมหาอำนาจเป็นโอกาสที่ดีของประเทศไทยที่ไม่เคยมีมาก่อนเช่นกัน แต่ต้องมองทะลุว่าโอกาสอยู่ตรงไหนและจะฉกฉวยมาเป็นของเราได้อย่างไร

“ผลพวงจากการที่ช้างชนกันประเทศไทยกำลังกลายเป็นจุดสนใจ เอเชียกำลังจะกลายเป็นโอกาส รอบ ๆ ประเทศไทยมีการเติบโตที่ดี ธุรกิจทุกแห่งอยากอยู่ที่นี่ และทรัมป์เองก็เข้าใจว่าจะต้องอยู่ที่นี่เพราะไม่มีทางที่จะผลิตในอเมริกาและส่งมาเอเชียเพราะค่าขนส่งแพง นั่นหมายความว่าเงินทั้งโลกกำลังไหลมาที่อาเซียนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แม้ว่าตอนนี้อาจจะยังไม่เห็นผลแต่ 5 ปีให้หลังอาเซียนทั้งอาเซียนจะเปลี่ยนไป”

3. รัฐบาล ซึ่งต้องดำเนินการใน 5 เรื่องสำคัญคือ สงครามการค้าที่อาจจะโดนผลกระทบ การท่องเที่ยวที่อาจได้รับผลกระทบหากเกิดสงครามหรือความรุนแรง เงินลงทุนไหลเข้า-ไหลออกทั้งโดยตรงและใน SET หรือบอนด์ ความผันผวนของสินทรัพย์ต่าง ๆ รวมไปถึงความเชื่อมั่น

“รัฐบาลจะต้องดูว่าจะจัดการกับ 5 ประเด็นหลักนี้โดยเฉพาะสงครามการค้า เพราะหากจีนคือเป้าหมาย การขึ้นภาษี 10% ก่อน ตามมาด้วยภาษีเหล็กและอลูมิเนียม 25% ซึ่งจีนมีการส่งออกผ่านเวียดนามเข้าอเมริกา

ซึ่งการขึ้นภาษี 25% เป็นการบล็อกสินค้าจีนไม่ให้เข้าอเมริกาไม่ว่าจะหลบในช่องทางไหนก็ตาม เพราะฉะนั้นถ้าส่งผ่านเวียดนามไม่ได้ ทางผ่านต่อไปก็คือไทย ดังนั้นไทยต้องเตรียมตั้งรับเพราะอุตสาหกรรมเล็ก ๆ ที่เข้าอเมริกาไม่ได้ก็จะไหลมาที่ไทย

อย่างไรก็ตามทรัมป์เดินนโยบายทุกอย่างบนพื้นฐานของความเป็นนักธุรกิจ เพราะฉะนั้นเราต้องเจรจาได้ สิ่งสำคัญคือไทยต้องกลับมามองว่าวันนี้เราได้เปรียบอเมริกาตรงไหน และจะจัดการความได้เปรียบนี้ให้สมดุลหรือจะทำประโยชน์อะไรให้อเมริกาได้ เช่น ส่งเสริมบริษัทไทยไปลงทุนที่อเมริกา และไทยจะซื้ออะไรจากอเมริกาได้บ้างรวมทั้งแนวทางในการเจรจาและที่สำคัญต้องไม่ทำตัวให้เป็นที่สังเกตของทรัมป์

กรุณาทำตัวเล็กๆ โจทย์ของเราอาจจะไม่ใช่การชนะในครั้งนี้ แต่คือการไม่โดนผลกระทบไปด้วย

อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าเป็นกังวลก็คือ “สุดท้ายไทยจะถูกบังคับให้เลือก” ดังนั้นเมื่อถึงจุดหนึ่งไทยก็ต้องตัดสินใจ แต่ตอนนี้เราอยู่ในฐานะที่ยังอยู่ได้ แต่สุดท้ายเราก็จะมีแค่ 3 ทางเลือกคือจีน อเมริกาและการไม่เลือกข้าง ถ้าเรายืนอยู่ในจุดนี้ได้ประโยชน์จะเกิดขึ้นจะยิ่งกว่าการที่เลือกอยู่กับใคร”

[caption id="attachment_156164" align="aligncenter" width="1000"]

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล - สันติ วิริยะรังสฤษฎ์ - ดร. สุนทร อรุณานนท์ชัย - วิชัย เบญจรงคกุล - ยุทธ วรฉัตรธาร และ สมประสงค์ บุญยะชัย ร่วมงาน[/caption]

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...